ศีล 5
ศีล คืออะไร บางคนบอกว่าคือข้อห้าม เพราะเราท่อง ๆ กันมาว่าห้ามทำโน่นทำนี่ ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามลักทรัพย์ เป็นต้น ก็มีส่วนถูกอยู่เหมือนกันแต่โดยความหมายจริง ๆ แล้ว ศีล แปลว่า ปรกติ เพราะการละเว้นไม่ทำโน่นไม่ทำนี่ ดังที่กล่าวแล้วก็คือปรกติของคนดี ที่ไม่กระทำชั่วทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ไม่ใช่ปรกติของคนชั่ว
อันที่จริงศีลจะเป็นตัววัดว่าใครดี ใครชั่ว ถ้ายึดมั่นในศีลก็เป็นคนดี ถ้าละเมิดศีลก็เป็นคนชั่ว
ดีหรือชั่วย่อมให้ผลเป็นบุญ(มีผลเป็นความสุขความเจริญ ) เป็นบาป (มีผลเป็นความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น) ทั้งสิ้น บางครั้งก็เป็นผลในแง่กฎหมาย บางครั้งไม่ผิดกฎหมายแต่ก็ผิดในแง่ศีลธรรม
ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูเถิด ถ้าเราผิดศีล 5 ข้อ ๆ ใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อแล้วผลจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยสภาพจิตใจคงไม่ปรกติอย่างแน่นอน เช่น ถ้าเราประพฤติผิดในกาม เราไม่มีธรรม คือความสำรวมในกาม เราจะมีความสุขอยู่หรือ จิตใจเราสูญเสียความดีไปแล้ว เราได้ขึ้นชื่อว่าชั่วแล้ว คุณค่าของความเป็นมนุษย์บกพร่องไปแล้ว เราจะมีวินิจฉัยที่บกพร่องไปจากทำนองครองธรรม ต่อไปจะคุ้นเคยกับการประพฤติผิดในกาม มักมากในกาม และสามารถละเมิดศีลข้อ 3 ได้ง่ายขึ้น จิตใจที่สูญเสียมาตรฐานที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ของคนที่ปรกติอีกต่อไป ศีลจึงเป็นมาตรฐาน/ตัวชี้วัดความเป็นมนุษย์ คือ ผู้ที่มีจิตใจสูง
ในงานพิธีทางศาสนาต่าง ๆ ก่อนจะเริ่มพิธี มัคนายกจะกล่าวนำให้พวกเราขอศีล 5 ก่อน เพราะเห็นว่าศีล 5 เป็นเรื่องสำคัญ เป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่เบียดเบียนกัน ทำให้สังคมอยู่อย่างสงบสุข น่าเสียดายที่บางคนรับศีลแล้ว กลับไม่ตั้งมั่นในศีลธรรมแม้ในวันเดียวที่รับศีลนั่นแหละ เช่น รับศีล 5 เย็นมาก็ตั้งวงดื่มสุรา ชาวพุทธดูจะไม่เคร่งครัดเอาเสียเลย อายศาสนาอื่นเขาไหมล่ะ
อย่างไรก็ตามเมื่อพระสงฆ์ให้ศีลแล้ว ก็กล่าวถึงอานิสงค์ของศีลที่จะทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติมีความสุขความเจริญอย่างไร เช่น
สีเล น สุคติ๋ ยนฺติ (ศีลนำมาซึ่งความสุข)
สีเล น โภคสัมปทา (ศีลนำมาซึ่งโภคทรัพย์)
สีเล น นิพฺพุติ๋ ยนฺติ ตสฺสมา ศีลํ วิโส ทเย (ศีลนำไปสู่ความหลุดพ้นหรือนิพพาน)
ท่านทั้งหลาย หากเราปราถนาความสุขแม้ในทางโลกและทางธรรม จงรักษาศีลกันเถิด แม้เพียง 5 ข้อเท่านั้น เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าชาตินี้จะมีแต่ความสุขความเจริญแน่นอน