จากที่มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่มีบทบัญญัติ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ทุกระดับ อ่านแล้วอ่านอีก ก็ไม่รู้ว่าส่วนใหนที่ระบุให้โรงเรียนโอนเข้าสังกัด อปท. สุดท้ายนักวิชาการคนเก่ง ก็ตีความว่าให้โรงเรียนโอนเข้าสังกัด อปท.
ในส่วนของโรงเรียนที่ขอโอนเข้าสังกัด อปท.นั้น ส่วนหนึ่งไม่ใช่เพราะกฎหมายบัญญัติไว้ แต่มาจากความผิดพลาดของการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี 2546 ที่ยุบรวมหน่วยงานระดับกรมเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นเหตุให้กรมสามัญศึกษาถูกยุบรวมเข้ากับ สปช. เกิดเป็น สพฐ.
วัฒนธรรมที่พูดคุยกันคนละภาษา มาแต่ไหนแต่ไร ของครูมัธยม และครูประถม จึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างครู ปัญหาหลายอย่างจึงตามมา นานวันเมื่อครูมัธยมมีทางที่จะแยกออกจาก ครูประถม อีกความรู้สึกที่โหยหา กรมสามัญศึกษา จึงรวมตัวกันเพื่อหาทางแยกตัวออกมาจากเขตพื้นที่การศึกษา หวังว่าจะมารวมกันที่ อบจ. ด้วยคิดว่า อบจ.จะเสมือนบ้านหลังเดิมที่เราชาวสามัญศึกษาเคยอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น
แต่แล้วความหวังที่จะแยกออกมารวมกันเป็นสามัญศึกษา ในรูปแบบของ โรงเรียนสังกัด อบจ. ก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิด ร.ร.มัธยมบางแห่ง ครูมีมติไม่สมัครใจโอน บางโรงเรียน ครูมีมติสมัครโอน แต่ ศธ. ขอสงวนไว้ ก็หมดสิทธิ์โอน สุดท้ายก็ยิ่งก่อให้เกิดความแตกแยกหนักขึ้นกว่าเดิม ส่วนหนึ่งที่โอนเข้าสังกัด อบจ. ก็รับวัฒนธรรมท้องถิ่นมาเต็ม ๆ คุณภาพการศึกษาของนักเรียนไม่ใช่เป้าหมายของ อปท. แม้ว่าปากจะบอกว่าเราเห็นความสำคัญของการศึกษาของนักเรียนเป็นที่หนึ่ง ก็แล้วแต่ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว กลับไม่ใช่
อนาคตข้างหน้า ยังหาแสงสว่างไม่เจอ หากยังเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยทั้งประเทศ ยังล้าหลังประเทศอื่นไกลนัก แม้แต่เวียตนาม ผู้เขียนในฐานะของครู โรงเรียนสังกัด อปท. รู้สึกหดหู่ยิ่งนัก ผู้ใหญ่คิดอะไรกันอยู่