พระธรรมปิฏก ป. อ. ปยุตโต ถ้ามองวัตถุเสพเป็นจุดหมาย การทำงานก็กลายเป็นความทุกข์
ธรรมะกับการทำงาน (พระธรรมปิฏก ป. อ. ปยุตโต) 

เพราะฉะนั้นให้ระลึกไว้เถิดว่า ในที่สุด เราจะต้องรักษาฐานไว้ให้ดี คือ อย่าได้แปลกแยกจากความเป็นจริง จากชีวิตทุกขณะของเราที่เป็นอยู่ ซึ่งมี หนึ่ง .. อยู่กับธรรมชาติ ชีวิตของเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อย่าได้แปลกแยกจากธรรมชาติ สอง... เราเป็นสัตว์สังคม ต้องอยู่กับเพื่อนมนุษย์ ต้องมีความสุขในการอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ ตั้งแต่ในครอบครัว ตั้งแต่กับลูกกับหลาน พ่อแม่เป็นต้นไป และสาม... ชีวิตมนุษย์ต้องอยู่กับกิจกรรมที่ทำตลอดเวลา เราต้องไม่แปลกแยกจากกิจกรรมแห่งชีวิตของเรา กิจกรรมของเราต้องสอดคล้องกับความมุ่งหมายของชีวิตของเรา หรือปรับความต้องการของเราให้ตรงกับผลที่แท้จริงตามธรรมชาติของการงานที่ทำ เมื่อใจอยู่ในกิจกรรมหรือการงานนั้นแล้ว ความสุขพื้นฐานจะมีอยู่ในตัวเราตลอดเวลา ต่อจากนี้ความสุขที่ได้มาจากภายนอกก็จะเสริมจะเติมยิ่งขึ้น ไม่หายไปไหน แต่ถ้าใครสูญเสียสุขพื้นฐานสามประการนี้ไปแล้ว ต่อจากนั้นก็จะมีแต่ลบ แล้วก็จะขาดทุนและจะเติมไม่ไหว จะตามเติมอย่างไรก็ไม่สำเร็จ

เป็นอันว่า ถ้าทำถูกแล้ว ชีวิตของตัวเองก็ได้ความสุข สังคมก็จะได้ความสุข และความสุขของตัวเองนั้นก็จะเสริมการทำงาน ทำให้งานของส่วนรวมได้ผลดียิ่งขึ้นไป สุขทั้งในการทำงาน สุขทั้งในการได้เงินมาด้วย ความสุขจากเงินก็จะเป็นส่วนประกอบของชีวิต ถูกต้องตามสมมุติของมัน ที่มนุษย์บัญญัติทีหลัง ซึ่งไม่ใช่เป็นของดั้งเดิมของชีวิต เพราะฉะนั้นเอาสิ่งดั้งเดิมของชีวิตให้ได้ก่อน วางฐานไว้ให้ดีแล้วจะมีแต่ดีอย่างเดียว

บางส่วนจากหนังสือ ธรรมะกับการทำงาน พระธรรมปิฏก

หนังสือธรรมะเล่มเล็กๆของพระธรรมปิฏก เป็นปาฐกถาธรรมพิเศษ เนื่องในโอกาสปฐมนิเทศเจ้าหน้าที่ประจำการ รุ่นที่ 11 วันที่ 3 เมษายน 2539 ณ ห้องประชุมใหญ่ โรงพยาบาลหัวเฉียว และดูเหมือนจะเป็นที่ถูกใจผู้รู้หลายคน เพราะมีการพิมพ์ออกมาแจกกันเป็นระยะๆ

สังเกตดูตัวเองและคนรอบข้าง มีไม่น้อยครั้งที่เราทำงานด้วยความรู้สึกว่าสุขน้อยลง เราทำงานเพื่อหวังผลเป็นเงินเดือนมากกว่า หวังผลของงาน ให้งานสำเร็จ แล้วเราก็ตั้งใจว่า เดี๋ยวเงินเดือนออก เราจะต้องไปซื้อนั่น ซื้อนี้ มีหลายครั้งที่ได้ซื้อตามที่ตั้งใจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันพอเพียงหรือมีความสุขแบบตอนที่กำลังตะกายอยากจะได้มันสักเท่าไร เพื่อนร่วมงานของผมบางคนหมายตาเครื่องใช้อิเล็คทรอนิคส์ไว้ บางคนใช้ระบบเงินผ่อน คำนวณเสร็จสรรพเลยว่า จะต้องผ่อนเดือนล่ะเท่าไร กี่เดือน ผ่อนกับเจ้าไหน

ชีวิตคนเรา ต้องทำงานกันวันละหลายชั่วโมง ตั้งแต่อายุ 20 กว่าๆ ก็เริ่มทำงานไปจนแก่ แต่ละวันทำงาน 8-12 ชั่วโมง ถ้าเราไม่มีความสุขกับการทำงานก็คงต้องจมอยู่ในความทุกข์ หนังสือ ธรรมะกับการทำงาน เป็นหนังสือที่เหมาะสม สำหรับการนำมาอ่านเพื่อทบทวนให้ชีวิตมีความสุขในการทำงาน

การปาฐกถาครั้งนี้ นอกจากเอาธรรมะ ในเรื่อง อิทธิบาท 4 , พรหมวิหาร 4 , สังคหวัตถุ 4 มาบรรยายประกอบแล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่ทันยุคสมัย คือ มองชีวิตการทำงานเป็นชีวิตปัจจุบัน ท่านเทศน์ได้น่าฟัง เพราะมีความเป็นปัจจุบันสูง เริ่มต้นจากการพูดถึง สิ่งที่ควรบรรลุในการทำงานคือ ได้ทำงาน ได้เงิน ได้ความสุขส่วนตัว ได้ประโยชน์ให้สังคม อย่างนี้จึงจะครบถ้วน ในเรื่องของความสุขส่วนตัว ก็เน้นว่า ให้เป็นสุขจากการได้ทำงานมากกว่าความสุขจากการได้เงิน ให้มีความสุขจากการได้เห็นชีวิตตัวเองก้าวหน้า มีปัญญาพอกพูน

ที่ถูกใจคือ ท่านบอกว่า เราต้องทำตามกฎธรรมชาติ คือ มนุษย์ต้องการทำงานเพื่อจะได้พิสูจน์คุณค่าของตัวเอง ลิ้มรสสุขจากการทำงาน ส่วนกฎที่มนุษย์สมมุติขึ้นเอง คือ งานนั้นเพื่อเงินและค่าตอบแทน ถ้าเราทำงานเพื่อเงินและค่าตอบแทนเราจะไม่มีความสุขกับการทำงาน เพราะเราจะไม่ได้ตั้งใจทำงานนั้นจริงๆ

ท่านยังอธิบายอีกว่า ความสุขของมนุษย์นั้น เดิมทีเดียว มีฐานมาจาก 3 อย่าง เป็นธรรมชาติ 3 ด้าน แต่คนในรุ่นปัจจุบัน เป็นพวกที่แปลกแยกจากธรรมชาติดังกล่าว อย่างแรก คนเราเริ่มแปลกแยกจากธรรมชาติแวดล้อม ถึงแม้ว่าไม่ได้ตั้งใจ ก็ถูกบังคับ เราทำงานจนลืมดูดอกไม้ ทั้งป่าเขาลำเนาไพรก็ถูกทำลายลงไปทุกที อย่างที่ 2 คนเราเริ่มแปลกแยกกับเพื่อนมนุษย์ เพราะความที่ต้องแข่งขัน แก่งแย่งกัน อย่างที่ 3 คือ การแปลกแยกออกไปจากกิจกรรมของตัวเอง ความแปลกแยกดังกล่าว ทำให้มนุษย์แสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวใหม่ๆ ซึ่งก็ไม่มีสิ่งใดที่จะให้สุขได้อย่างจีรัง

บางส่วนของปาฐกถาที่หนังสือไฮไลท์ไว้

ถ้ามองวัตถุเสพเป็นจุดหมาย การทำงานก็กลายเป็นความทุกข์   ถ้ามองวัตถุเสพเป็นปัจจัย งานยิ่งได้ผลคนยิ่งเป็นสุข 
ถ้าพัฒนาแต่ความสามารถที่จะหาเสพ จะต้องสูญเสียความสามารถที่จะมีความสุข   ต้องรักษาอิสรภาพของชีวิตไว้ จึงจะพัฒนาความสุขต่อไปได้
เมื่อบรรยายว่าทำอย่างไรจึงจะทำงานอย่างมีความสุข โดยให้เน้นผลของการทำงานแล้ว ท่านได้บรรยายต่อไปว่า ทำอย่างไรจะทำงานได้ประสบความสำเร็จ โดยยกเอา อิทธิบาท 4 มาบรรยาย ซึ่งทำให้มีความสุขกับการทำงาน หลังจากนั้นก็ต้องสร้างความสัมพันธ์กับคนเพื่อให้ได้ผลแก่งาน ซึ่งใช้หลักของพรหมวิหาร 4 ซึ่งต้องนำมาใช้อย่างถูกวิธี

หนังสือพุทธศาสนาหลายๆเล่ม ทำให้ผมไม่ได้สนใจหนังสือ How to เท่าไร สังเกตว่า ผมยังไม่เคยเอาหนังสือ how to มาแนะนำ เพราะผมถือว่า สิ่งที่พุทธเจ้าสอนไว้นั้น ครอบคลุมทุกด้านของชีวิตแล้ว เพียงแต่ต้องมีการศึกษาเพื่อนำมาใช้งาน

อย่างบทที่ว่า จะประสานงาน ต้องประสานคน ให้อยู่ในเอกภาพและสามัคคี ท่านได้แนะนำให้ใช้ สังคหวัตถุ 4 มาช่วย เพื่อจะได้สร้างสัมพันธ์ให้กับเพื่อนร่วมงาน

อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว ถ้าหากเปลี่ยนชื่อหนังสือใหม่ ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น How to มีความสุขกับการทำงาน เป็นหนังสือที่ถูกใจผมจริงๆ