ครั้นสังคายนาพระวินัยเสร็จแล้ว ท่านพระมหากัสสปะประสงค์จะสังคายนาพระธรรมต่อไป จึงถามภิกษุทั้งหลายว่า เราทั้งหลายผู้จะสังคายนาพระธรรม(สุตตันตปิฏกและอภิธรรมปิฏก) จะจัดให้ใครรับเป็นธุระสังคายนาพระธรรม ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ให้ท่านพระอานนท์เถระรับเป็นธุระ.
ครั้งนั้นแล พระมหากัสสปะเถระได้เผดียงสงฆ์ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าจะขอถามพระธรรมกะพระอานนท์ ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เผดียงสงฆ์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าอันท่านพระมหากัสสปะถามแล้วจักตอบ.
ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ลุกจากอาสนะห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นมัสการภิกษุชั้นเถระทั้งหลายแล้วนั่งบนธรรมาสน์จับพัดงา.
ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เราทั้งหลายจะสังคายนาปิฎกไหนก่อน?
ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า สังคายนาสุตตันตปิฎกก่อน พระมหากัสสปะถามว่า (ในสุตตันตปิฎกมีสังคีติ ๔ ประการ คือ ทีฆสังคีติ การสังคายนาทีฆนิกาย มัชฌิมสังคีติ การสังคายนามัชฌิมนิกาย สังยุตตสังคีติ การสังคายนาสังยุตตนิกาย อังคุตตรสังคีติ การสังคายนาอังคุตตรนิกาย ส่วนขุททกนิกาย มีวินัยปิฎกรวมอยู่ด้วย จึงไม่นับในที่นี้)
ในสังคีติเหล่านั้นเราทั้งหลายจะสังคายนาสังคีติไหนก่อน? ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า สังคายนาทีฆสังคีติก่อน พระมหากัสสปะถามว่า ในทีฆสังคีติมีสูตร ๓๔ สูตร มีวรรค ๓ วรรค ในวรรคเหล่านั้นเราจะสังคายนาวรรคไหนก่อน ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่าสังคายนาสีลขันธวรรคก่อน(นี่แหละครับท่านผู้อ่านคือเหตุเกิดของคัมภีร์ทีฆนิกาย สีลขันธวรรคที่ผมนำมาลงให้ท่านทั้งหลายได้ยลก็ถึงเสียที)
พระมหากัสสปะถามว่า ในสีลขันธวรรค มีสูตร ๑๓ สูตรในสูตรเหล่านั้นเราจะสังคายนาสูตรไหนก่อน?
ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขึ้นชื่อว่าพรหมชาลสูตรประดับด้วยศีล ๓ ประเภท เป็นสูตรกำจัดโทษมีการหลอกลวง และการพูดประจบประแจงซึ่งเป็นมิจฉาชีพหลายอย่างเป็นต้น(ของพระภิกษุทั้งหลาย) เป็นสูตรปลดเปลื้องข่ายคือ ทิฏฐิ ๖๒ ทำหมื่นโลกธาตุให้ไหว เราทั้งหลายจงสังคายนาพรหมชาลสูตรนั้นก่อน.
ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะได้กล่าวคำถามนี้กะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอาวุโสอานนท์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพรหมชาลสูตรที่ไหน ?
พระอานนท์ตอบว่า ตรัส ณ พระตำหนักในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา ระหว่างกรุงราชคฤห์และเมืองนาลันทา
มหา. ทรงปรารภใคร?
อา. ทรงปรารภสุปปิยปริพาชกกับพรหมทัตมาณพ
มหา. เรื่องอะไร?
อา. เรื่องชมและติ
ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะถามทั้งนิทาน ถามทั้งบุคคล แห่งพรหมชาลสูตรกะท่านพระอานนท์ ท่านพระอานนท์ก็ได้ตอบแล้ว เมื่อตอบเสร็จแล้ว พระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ได้ทำคณะสาธยาย(สวดพร้อมกัน) แผ่นดินได้ไหวตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล...
ครั้นสังคายนาพรหมชาลสูตรอย่างนี้แล้ว ต่อจากนั้น พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายได้สังคายนาสูตร ๑๓ สูตร ทั้งหมดรวมทั้งพรหมชาลสูตร ตามลำดับแห่งปุจฉาและวิสัชนาโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนอาวุโสอานนท์ วรรคนี้ชื่อสีลขันธวรรค.
พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายสังคายนาบาลีประมาณ ๖๔ ภาณวาร ประดับด้วย ๓๔ สูตร จัดเป็น ๓ วรรคอย่างนี้คือ มหาวรรคต่อจากสีลขันธวรรคนั้น ปาฏิกวรรคต่อจากมหาวรรคนั้น แล้วกล่าวว่านิกายนี้ชื่อ ทีฆนิกาย แล้วมอบให้ท่านพระอานนท์ไปสอนลูกศิษย์ของท่าน.
ต่อจากสังคายนาคัมภีร์ทีฆนิกายนั้น พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายได้สังคายนามัชฌิมนิกายประมาณ ๘๐ ภาณวาร แล้วมอบกะนิสิตของพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระว่า ท่านทั้งหลายจงบริหารคัมภีร์มัชฌิมนิกายนี้.
ต่อจารการสังคายนาคัมภีร์มัชฌิมนิกายนั้น พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายได้สังคายนาสังยุตตนิกายประมาณ ๑๐๐ ภาณวาร แล้วมอบกับพระมหากัสสปะเถระให้ไปสอนลูกศิษย์ของท่าน.
ต่อจากการสังคายนาคัมภีร์สังยุตตนิกายนั้น พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายได้สังคายนาอังคุตรนิกายประมาณ ๑๒๐ ภาณวาร แล้วมอบกะพระอนุรุทธเถระให้ไปสอนลูกศิษย์ของท่าน...
ก็เป็นการจบพอดีในตอนนี้สำหรับเหตุการณ์สังคายนาพระสูตร ๓๔ สูตร (ขอแก้เป็นจบการสังคายนาพระสูตรทั้งหมด ๔ นิกาย คือทีฆนิกาย, มัชฌิมนิกาย, สังยุตตนิกาย,อังคุตตรนิกาย, ส่วนขุททกนิกายไม่นับครับ) ส่วน ๓๔ สูตรนั้นเป็นทีฆนิกายอย่างเดียวครับฯ
ทีฆนิกายนั้นมี ๓๔ สูตร ตามโบราญพุทธประเภณี แบ่งออกเป็น ๓ วรรคคือ สีลขันธวรรค, มหาวรรค, และปาฏิกวรรค, ถ้าอ่านดีดีจะรู้ว่าการสืบทอดคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นเรื่องจริง มีวิธีการว่าสืบทอดกันอย่างไร รู้ได้ว่าพระไตรปิฎกนั้นเป็นคำสอนของพุทธเจ้าจริงไม่ใช่พึ่งมาแต่งเอาเมื่อภายหลัง
ทำให้เกิดศัทธาปสาธในอันที่จะศึกษาเหมือนประหนึ่งว่าเรากำลังเดินตามรอยเท้าของคนที่เราบูชาเคารพรักอยากพบอยากเจอตลอดชีวิต เมื่อมาพบเพียงแต่รอยเท้าที่เป็นสัญลัษณ์ให้เป็นที่แน่ใจว่าถ้าเราเดินตามรอยเท้านั้นไป เราก็คงจะเจอบุคคลที่เราใฝ่หานั้นอย่างแน่นอน ก็ทำให้ดวงตาเกิดมีน้ำคลอตามเบ้าตาทันทีทันใด ประมาณไม่ได้ว่ามีความรู้สึกเป็นสุขเช่นไร
บอกได้แต่เพียงว่าลูกที่ไม่เคยได้เจอหน้าพ่อที่ตนเองใฝ่ฝันหาเลยตลอดค่อนชีวิต แต่แล้วจู่จู่ก็ได้มองหน้าพ่อเต็มตาแล้วจะรูสึกอย่างไรนั้น เหมือนกันกับที่เรามาพบกับของฝากที่พ่อฝากไว้เป็นสัญลักษณ์แทนตัวท่านก่อนที่ท่านจะจากไป
น้ำใจจากท่านช่างงดงามนัก ขุมทรัพย์จากพระโอฐช่างประเสริฐเสียนี่กระไร ขุมทรัพย์นั้นคือ “ขุมทรัพย์จากน้ำใจ” หวังว่าเราท่านทั้งหลายคงมีทรัพย์ที่พ่อคือ พุทธองค์ ฝากไว้แล้วไม่มากก็น้อยเพื่อเป็นทุนรอนข้ามสาครด้วยกันทุกท่าน ทุกท่าน สวัสดีครับฯฯฯฯฯฯ
สวัสดีค่ะ
มาขอศึกษาด้วยคนค่ะ
มาชม
มาเชียร์
ดีจังได้ช่วยกันประกาศธรรมอันดีงาม...
ขอบพระคุณครับคุณณัฐ ที่ตามอ่านตลอดมา ขอบอกว่านี้เป็นการคัดลอกมาเท่าที่ผมเห็นว่าน่าสนใจเท่านั้น เพราะไม่อาจจะเชิญมาให้อ่านได้ทั้งหมดจึงเลือกมาตามที่ผมติดใจ จึงต้องบอกก่อนอาจจะไม่ละเอียดเท่าไหร่ เจตนาจริงๆก็คือเอามาให้เห็นพอวับๆแวมๆให้ท่านทั้งหลายได้ชิม แต่ถ้าต้องการจะรับประทานให้อิ่มต้องให้ผู้ที่สนใจแสวงหาอ่าน(รับประทาน)เองครับผม
ท่านอาจารย์ยูมิมาอ่านให้รู้สึกเป็นปลื้ม ไงก็ลองอ่านบันทึกแบบไม่มีระเบียบแบบแผนดูนะครับ เผื่อเห็นความแตกต่าง ขอบพระคุณท่านอาจารย์อีกครั้งครับ
ทีฆนิกายนั้นมี ๓๔ สูตร แบ่งเป็น ๓ วรรค คือ สีลขันธวรรค มี ๑๓ สูตร, มหาวรรค มี ๑๐ สูตร, ปาฏิกวรรค มี ๑๑ สูตร,