เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นที่เมืองกวางโจว ของประเทศจีนในช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเลิกงาน รถติดกันยาวเหยียด พวกที่ติดอยู่หลังๆ ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ได้แต่คอยเพียงอย่างเดียว

          หนึ่งในจำนวนคนขับรถที่มาติดแหงกได้แก่อาแป๊ะ อดีตทหารผ่านศึกวัย 66 ปี หลังจากคอยอยู่ในรถโกโรโกโสร่วมชั่วโมง อาแป๊ะก็บ่นงึมงำจนกระทั่ง 2 ชั่วโมงผ่านไป ก็ยังไม่มีทีท่าที่จะขยับได้ ความหงุดหงิดเปลี่ยนมาเป็นความโกรธ พอ 3 ชั่วโมงผ่านไป อาแป๊ะก็ตะโกนด่าฟ้าดิน สิ้นความอดทน พรวดพราดออกจากรถ เดินฝ่ารถราที่ติดยาวเหยียดจนถึงด่านตำรวจที่คอยกั้นไม่ให้ผู้คนเข้าไปยังที่เกิดเหตุ

          จากที่ตรงนั้น อาแป๊ะมองเห็นหนุ่มใหญ่คนหนึ่ง ทราบจากตำรวจว่าชื่อ “นายเฉิน” กำลังยืนอยู่นอกราวสะพานลอยอย่างหมิ่นเหม่ ส่งเสียงเอะอะโวยวาย จับใจความได้ว่า เจ้านายไม่ยุติธรรม ให้เขาออกจากงาน เขาไม่มีงานทำ จึงทะเลาะกับแฟนจนทำให้แฟนหนีไป เขาต้องการให้ตำรวจไปตามแฟนเขามาหา มิฉะนั้นเขาจะกระโดดสะพานลอย

          ไม่ได้โวยวายเท่านั้น นายเฉินยังทำท่าจะกระโจนลงมา ทำให้จีนมุงทั้งหลายร้องกรี๊ดกร๊าด โวยวาย ด้วยความหวาดเสียว บางครั้งเขาก็ทำทีเหมือนเท้าข้างหนึ่งเหยียบพลาด เกิดการถลำ ต้องโหนต่องแต่ง แต่เขาก็ดึงตัวขึ้นไปยืนบนสะพานได้ทุกครั้ง

          ตำรวจพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาเปลี่ยนใจลงมาพูดกันข้างล่างก็ได้ และตอนนี้กำลังส่งคนไปรับเมียของเขาตามที่ต้องการ ขอให้รอหน่อย ใจเย็นๆ แต่นายเฉินออกลีลาท่าทางชวนให้หวาดเสียวเป็นระยะๆ

          อาแป๊ะยืนดูอยู่ครู่หนึ่งก็บอกกับตำรวจว่าร็จักนายเฉินดี จะไปเอาเขาลงมาเอง ขาดคำก็วิ่งขึ้นสะพานลอยพร้อมกับร้องตะโกนบอกกับนายเฉิน

“อั๊วะเจอเมียลื้อแล้ว อั๊วะพามาหาแล้ว”

          ขณะที่นายเฉินมองอาแป๊ะด้วยความมึนงงเพราะไม่รู้จักมาก่อน และสงสัยว่าจะมาไม้ไหน อาแป๊ะก็เข้าถึงตัวและพูดโดยไม่ให้นายเฉินตั้งตัว

“ไหน? ขอจับมือหน่อยซิ”

         

 

          นายเฉินยื่นมือให้จับ อาแป๊ะจับแล้วผลักเต็มแรง ร่างของนายเฉินร่วงจากสะพานลอยลงไป ในสภาพที่ไม่ต่างจากก้อนหินร่วงตก ท่ามกลางความตกตะลึงของจีนมุงและตำรวจน้อยใหญ่

          อาแป๊ะให้ปากคำกับตำรวจว่า

“อั๊วะตั้งใจผลักเขาตก เพราะเขาทำให้ใครต่อใครเดือดร้อน เห็นแก่ตัว เขาไม่กล้ากระโดดจริงๆ หรอก ออกลีลาขู่ไปอย่างนั้นเอง ต้องการเรียกร้องความสนใจ คนอย่างนี้หนักแผ่นดิน ตายซะก็ดี”

          แต่นายเฉินไม่ตาย เขาตกลงไปบนเบาะลมที่หน่วยกู้ภัยปูเตรียมไว้รองรับพอดี แค่แขนหักและหลังเดาะเท่านั้น

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

“อยากจะตายเชิญซิเชิญตาย อย่าทำลวดลายให้รำคาญ”

ที่มา: คู่สร้างคู่สม ปีที่ 31 ฉบับที่ 664 ประจำวันที่ 1-10 กุมภาพันธ์ 2553

คอลัมน์ “เรื่องของชาวบ้านเขา เราไม่เกี่ยว” โดย เฒ่ากระทง

          อ่านเรื่องนี้แล้ว ทุกท่านเห็นเป็นประการใดบ้างครับ? สำหรับผมแล้ว มองเห็นว่า เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีทีเดียว แม้ว่าบางคนอาจจะไม่ชอบที่อาแป๊ะทำก็จริงอยู่ แต่เมื่อพิจารณาเหตุผลที่อาแป๊ะตั้งใจทำอย่างนั้น ผมว่าเหมาะสมแล้วครับ

          เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาได้อย่างดีทีเดียว ใครก็ตามที่กำลังเกิดปัญหากับชีวิต ไม่ว่าจะเร่องใดๆ ก็ตาม มักต้องการที่ระบายหรือผู้คนรอบข้างสนใจ ถือเป็นวิธีการสร้างความร็สึกดีให้เกิดขึ้นกับตนเอง โดยบางเหตุการณ์นั้น ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่ตนได้ทำลงไปว่า ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนอย่างไร แก่ใครบ้าง ใช้ความต้องการของตนเองเป็นที่ตั้ง

          เราคงจะพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ในประเทศไทยบ่อยครั้งครับ อยากแนะนำให้หน่วยกู้ชีพ หรือหน่วยงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้ เช่น กระโดดตึก ให้ทำอย่างอาแป๊ะ เพราะคนเรา “ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ” อย่างเช่นบอกว่า

          “อย่ากระโดดนะ” ก็จะออกอาการจะกระโดดจริงๆ แต่ลึกๆ ในจิตใจ ไม่กล้ากระโดด เพียงแต่ต้องการให้มีคนมาสนใจมากๆ หรือไม่ก็ต้องการเป็นข่าว

          ซึ่งหากพิจารณาแล้ว เหตุการณ์เหล่านี้ ถือเป็นเหตุการณ์ “เสียเวลา” อย่างใหญ่หลวง ต้องเสียกำลังคนจากหน่วยงานดังกล่าวในการพูดจาเกลี้ยกล่อม ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง ขอแนะนำให้เตรียมพร้อมกันดังนี้ครับ

1.  เตรียมอุปกรณ์กู้ชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น เบาะลมกู้ชีพในการกระโดดจากตึก นำออกมากางรอไว้เลย ไม่ต้องเสียเวลาเกลี้ยกล่อมนาน

2.  ไม่ต้องใช้คนจำนวนมาก เพียงแค่เจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านล่างและด้านบนก็เพียงพอแล้ว พิจารณาจากเหตุการณ์ ที่สำคัญคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เตรียมพร้อมในการรวบและสวมกุญแจมือ (ข้อหาก่อความไม่สงบในบ้านเมือง)

3.  ยุส่ง ถ้าอยากกระโดด แทนที่จะห้าม ให้ยุส่งไปเลย ให้สะใจผู้ที่อยากกระโดด รับรองว่าจะฝืนและเงียบ หรืออาจจะงง เพราะไม่เป็นตามที่ผู้กระทำต้องการ เวลาพูด ต้องพูดในลักษณะที่เป็นการต่อว่า เช่น “ก็น้ำหน้าแบบนี้ไงเล่า ชีวิตมันถึงได้บัดซบ สมควรแล้ว โดดไปเลยสิ แน่จริงก็โดดสิ” ปฏิกิริยา โดยธรรมชาติของมนุษย์โดยส่วนมาก จะต่อต้านเมื่อเกิดอาการโมโห และอาจจะหันกลับเข้ามาหาเรา ด้วยความโกรธ เวลานี้เราก็สามารถรวบตัวไปอย่างง่ายๆ

4.  ทำตามคำขอร้อง เป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากข้อสาม คือทำตามกรณีของอาแป๊ะ คือ ผลักให้ตกลงไปเลย  เมื่อยุส่งแล้ว ไม่ได้ผล ยังเก้ๆ กังๆ ยึกยัก เราก็ถีบเขาลงไปเลย ด้วยความหมั่นไส้ส่วนจะบาดเจ็บเพียงใดนั้น ผมเชื่อว่า ไม่ร้ายแรงมากถึงขั้นเสียชีวิต อาจจะแค่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ในขณะที่เจ็บ อาจจะสำนึกได้ว่า “ทำผู้อื่นเดือดร้อนขนาดไหน?”

5.  คิดค่าใช้จ่ายและค่าเสียเวลา หลังจากที่รอดชีวิตมาได้แล้ว ให้แสดงบัญชีค่าเสียเวลา ค่าบริการของเจ้าหน้าที่ ค่าอุปกรณ์เสื่อมสภาพ ซึ่งอาจจะต้องชาร์จเพิ่มจากราคาค่าใช้จ่ายปกติ เรียกว่า “เป็นการคิดค่าทำขวัญ ในฐานะที่ทำให้เจ้าหน้าที่อกสั่นขวัญหาย” หากไม่สะดวกจ่ายเป็นเงินสดหรือเช็ค ก็สามารถหักผ่านบัญชีธนาคารได้ หากยังไม่จ่ายก็ แจ้งบริษัทที่ว่าจ้าง หรือเข้าสถานควบคุมความประพฤติในกรณีที่ว่างงาน

          สิ่งที่ผมนำเสนอนี้ อาจจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ ในสังคมไทย เพราะพวกเราคงเบื่อกับเรื่องแบบนี้ เวลาที่ได้ยินข่าว ก็คงคิดเช่นผม หรืออาแป๊ะ แต่จะมีสักกี่คนที่อยากจะกำจัดพวกหนักแผ่นดินพวกนี้เสีย เพราะพวกท่านเป็นเช่นนี้แหละ ถึงได้ผิดหวัง หรือไม่มีคนสนใจ แฟนขอเลิก ถูกไล่ออก

          ก่อนจะกระทำการเช่นนี้ ต้องพิจารณาตัวเองในเบื้องต้นให้ได้ว่า ตัวเราทำอะไรไม่ถูกต้องบ้างหรือไม่ หรือเราคิดไปเองว่า “เราไม่เป็นที่ต้องการ”

          สังคมวงนี้อาจจะไม่ต้องการเรา แต่มีอีกหลายสังคมที่ต้องการเรา อย่าคิดสั้นหรือคิดเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีแบบนี้เลยครับ  

          ก็เพราะเราเป็นแบบนี้ไงล่ะครับ ถึงผิดหวัง ผิดพลาด เพราะไม่รู้จักแก้ไขตนเอง ไม่รู้จักเข้าหาคนอื่นหรือเอาแต่มองมุมของตนเองมากเกินไป ไม่สนใจใยดีผู้อื่น มนุษย์จะพัฒนาให้ดีได้ก็ต้องพิจารณาตัวเองเป็นสำคัญ เมื่อนั้น ความต้องการทางสังคมจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ