379 อุ่นไอดิน กลิ่นกองฟาง ที่สารนาท


วิถีธรรมชาติ

 

สัมผัสไอดิน กลิ่นกองฟาง 

สารนาท นอกจากจะมีวัดไทยที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมได้พบโดยบังเอิญในการไปเยือนและถือว่ามีค่ามากคือครอบครัวชาวฮินดูหลังกำแพงวัด เป็นครอบครัวตัวอย่างของชาวฮินดูในเมืองพาราณสีหรือตัวอย่างของคนระดับชาวบ้านของอินเดียได้เลยทีเดียว ตามปรกติผมเคยเห็นบ้านเหล่านี้เรียงรายอยู่สองข้างทางเวลาเดินทางในรัฐพิหารเหมือนกัน แต่ไม่มีโอกาสลงไปดู และคิดว่าหากหยุดรถลงไปดูคงจะทำให้ชาวบ้านแตกตื่นเป็นแน่ที่อยู่ดีๆ ก็มีคนต่างชาติโผล่มาบุกรุกบ้าน เผลอๆ อาจจะโดนไล่หรือโดนควายขวิดก็เป็นได้ แต่บัดนี้ เป็นโอกาสดียิ่งเพราะพระท่านพาเดินไป ผมจึงเหมือนกับมีผู้นำดี ได้สิทธิ์ไปยืนอยู่ข้างหน้ากระต๊อบเล็กก่ออิฐก้อน พื้นเป็นดิน แสนจะธรรมดาๆ ท่ามกลางอากาศที่เย็นและหมอกหนาทึบ ขนาดที่พักอาศัยคงกว้างยาวประมาณไม่กี่ตารางเมตร และคงจะก่อด้วยอิฐไม่กี่ร้อยก้อน หลังคาเป็นแผ่นกระเบื้องเก่าๆ มีก้อนอิฐทับ ประตูกระต๊อบเป็นเพียงช่องโหว่ในกำแพงและมีเพียงผ้าม่านเก่าๆ ปิดบังแค่นั้น

หน้าบ้านมีคันโยกเหล็กน้ำบาดาลเด่นเป็นสง่า มีเพิงก่อด้วยฟางหญ้า มีควายและวัวผูกไว้ตามแบบฉบับชนบทอินเดียของจริง เจ้าควายน้ำตัวใหญ่ใจดีกำลังกินหญ้าเงยหน้าขึ้นมาดูผู้มาเยือนต่างชาติอย่างสนใจพลางเคี้ยวเอื้องต่อไป ที่สำคัญและขาดไม่ได้ คือมีกองมูลวัวมูลควายอยู่ไม่ไกลจากกระต๊อบ ผมถือว่าเป็นโชคดีเพราะเคยอยากจะไปสัมผัสกับวิถีชีวิตแบบนี้อย่างใกล้ๆ ด้วยตาตัวเองแต่ไม่เคยมีโอกาสสักที

 

ผมเห็นหญิงคนหนึ่งใส่ส่าหรีสีแดงมีลวดลายราวกับม้าลาย (คงเป็นแม่) และลูกสาว 2 คน กำลังอยู่บ้านพอดี ส่วนหญิงอีกคนหนึ่งกำลังผสมมูลควายและมูลวัวกับใบไม้และฟางอยู่ไม่ไกลนัก เพื่อทำเป็นก้อนเชื้อเพลิง ผมจึงมีโอกาสได้ดูงานปั้นก้อนมูลสัตว์อย่างใกล้ชิด ซึ่งน่าแปลกที่ไม่ยักมีกลิ่นน่ารังเกียจเหมือนที่คิด หรือว่าเพราะอากาศหนาวเย็น

หญิงสาวคลุกเคล้ามูลสัตว์ไปก็ส่งยิ้มหวานให้ จนผมรู้สึกว่าเขาช่างมีความสุขเหลือเกิน ทำไมหนอคนเมืองที่ทันสมัยอย่างเราๆ จึงไม่ค่อยได้เห็นยิ้มหวานๆ แบบนี้เลย

ชาวบ้านที่นี่ปลูกข้าวลาลี ผักและมัน อยู่กันแบบติดดินเหมือนกันหมด วิถีชีวิตและกระต๊อบอิฐที่พักแบบนี้ บางคนอาจจะมองเห็นแล้วไม่อยากจะเข้าใกล้ เพราะต้องผ่านกองมูลควายมูลวัวก่อนจึงจะถึงที่อาศัย แต่ผมกลับมองว่านี่คือวิถีชีวิตติดดินที่มีเสน่ห์ยิ่งนัก อยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง ผมมักจะทึ่งกับการสร้างที่พักอาศัยแบบแขก คือการนำก้อนอิฐซึ่งทราบว่ามีราคาถูกก้อนละไม่กี่รูปี มาต่อๆ กัน เป็นกระท่อมได้แล้ว เนื่องจากพื้นดินที่นี่แข็งจึงไม่ต้องลงเสาเข็ม ก่ออิฐก็เป็นกำแพง 4 ด้าน ก็กลายเป็นที่พักอาศัยได้แล้ว เอาสังกะสีหรือกระเบื้องมาวางข้างบนก็กลายเป็นหลังคาอย่างดี นี่ถ้าเอา Leco ให้ต่อเล่นคงต่อได้หลายรูปแบบเป็นแน่ คนอินเดียก่อสร้างเก่ง แม้จะดูไม่ประณีตแต่ก็ทนทานและใช้ประโยชน์ได้ดี ผมถือโอกาสเดินเข้าไปดูในห้องที่เรียกกันว่าห้องครัว โล่งดีเหลือเกิน ขนาดน่าจะเล็กกว่าห้องน้าโรงแรม เตาดินทำให้ผมนึกถึงเมื่อครั้งเป็นลูกเสือและออกค่าย ก็ก่อเตาแบบนี้ละ มีเพียงแคร่เก่าๆ คงใช้สำหรับนั่งทานข้าว หม้อไห จานชามเป็นเครื่องเงินขัดสะอาดจนเงาวับตั้งอยู่บนพื้น ดูผ่านๆ ก็รู้ว่ากำลังปิ้งจาปาตีซึ่งเป็นอาหารหลักและคงจะมีแต่ผัก มัน นี่ละกระมั้งวิถีชีวิตของคนที่เราเรียกว่ายากจน ผมพยายามระงับความรู้สึกและอารมณ์ที่พยายามจะจู่โจมกันเข้ามาในสมองจากการได้เห็นสภาพเหล่านี้ 

กลับออกมาจากที่พัก เดินกลับไปยังหญิงสาวที่กำลังคลุกเคล้าของจากธรรมชาติ เธอขยันขันแข็งและทำงานอย่างมีความสุข ที่ผมใช้คำว่าอย่างมีความสุข เพราะรอยยิ้มที่ส่งออกมาอย่างง่ายดายทั้งใบหน้าและววตาของเธอนั้นบาดใจคนเมืองสมัยใหม่อย่างเราๆ เหลือเกิน ในความคิดของชาวบ้าน ที่นี่อาจจะเป็นสวรรค์บนดินที่แท้จริงก็ได้ ส่วนที่เราอยู่บนตึกคอนโดมิเนียมที่ทันสมัยด้วยสิ่งบำเรอและปรนเปรอนานาชนิดอาจจะเป็นสวรรค์ปลอมๆ ก็เป็นได้ มิฉะนั้นคงไม่มีคนเครียดกระโดดตึกฆ่าตัวตายจากคอนโดมิเนียมสุดหรูเหล่านี้ เช่นที่เราเห็นเป็นข่าวเสมอๆ 

สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนฮินดูติดดินแบบนี้ ผมถือว่าเป็นสิ่งดีๆ ที่มีคุณค่านั่นคือชีวิตหลังกำแพงวัด

 

อินเดีย สมกับเป็นประเทศที่เหลือเชื่อ Incredible เพราะแม้จะมีคนรวยที่สุดติดอันดับโลกถึง 4 ใน 10 คน มีคนรวยนับ 10 ล้านคน มีคนชั้นกลางรุ่นใหม่ถึง 300 ล้านคน แต่ก็มีคนจนมากถึง 300 ล้านคนเช่นกัน คนจนที่ว่าอาจจะจนแบบที่ผมเห็นและไปสัมผัสดังที่เล่าให้ฟังก็เป็นได้ จนแต่มีรอยยิ้ม 

ผมลาจากวัดไทยสารนาทมาด้วยความรู้สึกที่ทึ่ง ปีติ อิ่มอกอิ่มใจ ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีวัดไทยที่ดีๆ เช่นนี้ในสถานที่สำคัญเช่นนี้ เป็นวัดไทยที่ไม่ได้เป็นเฉพาะวัดไทยที่เป็นที่พักพิงของผู้แสวงบุญชาวไทยเท่านั้น แต่วัดในความหมายของการอยู่ร่วมของชุมชนท้องถิ่นต่างความเชื่อ โรงเรียนในวัดเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ดีถึงแนวทางนี้ ถ้าชุมชนอยู่แล้วให้การยอมรับและมีความสุขก็แสดงว่าการมีวัดไทยเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล ผมได้สนทนากับพระท่าน ก็เห็นพ้องกันว่าหากได้มีการริเริ่มจัดตั้งสถานพยาบาลขึ้นในวัดได้ ก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของวัดไทยกับชุมชนได้ ก็เป็นสิ่งที่หวังไว้ว่าหากมีโอกาส ก็จะหาทางช่วยประสานให้เกิดสิ่งนี้ในอนาคต

ผมมีความเชื่อเสมอว่าพุทธศาสนาในอินเดียอาจจะเคยเสื่อมไปในชมพูทวีป แต่ยังไม่เคยสูญหายไปแต่อย่างใด ความเป็นพุทธที่เรียบง่ายและอยู่กับธรรมชาติยังคงแฝงอยู่ในวิถีชาวอินเดียส่วนหนึ่ง

คงมีสักวัน  คงจะมีสักวันหนึ่งที่แสงทองของพุทธศาสนาจะกลับมาฉายแสงเรืองรองอีกครั้ง วัดไทยสารนาทจะเป็นจุดหนึ่งที่สำคัญ ก็อยู่ที่ชาวพุทธไทยเช่นเราๆ นี่ละครับ ที่จะช่วยกัน ในด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถือเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับอินเดียทีเดียวครับ

สวัสดี

คำสำคัญ (Tags): #สารนาท#ฮินดู
หมายเลขบันทึก: 333820เขียนเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2010 13:34 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 22:21 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (8)
พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)
  • ขออนุญาตเฉลยเรื่องกลิ่นมูลวัว-คาวย
  • เมื่อก่อนที่บ้านมีคอกควายอยู่ใต้ถุนบ้าน
  • กลิ่นมีน้อยมากที่จะฟุ้งขึ้นบนบ้าน
  • ขี้ควายใช้ยาลานนวดข้าวก็มีกลิ่นนิดหน่อยเอง
  • ตอนนี้ขี้วัว-ควาย สามารถทำเงินสร้างารายได้ให้กับชาวบ้านอย่างดี
  • เห็นด้วยกับอาจารย์ว่า สาวชาวนาอินเดียผู้นี้ยิ้มสวยจริง ๆ ยิ้มทั้งใบหน้าเลย

นมัสการครับ

ตามข้อมูลที่เคยสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้อง อินเดียมีควายน้ำประมาณ 110 ล้านตัว ยังไม่นับวัวอีกจำนวนไม่น้อยกว่ากัน

มูลสัตว์เหล่านี้คือเชื้อเพิลงอย่างดีของชาวบ้าน มีให้ใช้ทุกวัน

เป็นการพึ่งตนเองที่ลดต้นทุนได้ดีจริงๆ ครับ

ขอบคุณครับที่แวะมาเฉลยเรื่องกลิ่นมูลวัว ควาย

สวัสดีค่ะ

อ่านแล้วคิดถึงอินเดีย

ช่วงที่ไปอยู่อินเดีย ๔๓ วัน

มีเวลาเมื่อไหร่ต้องออกท่องเที่ยวในหมู่บ้าน

ไปกับพระอาจารย์ ชาวบ้านจะร้องเรียก และยกมือไหว้

ภันเต ภันเต

เขาเป็นของเขามาเนิ่นนาน และต่อๆไป

มีการพึ่งพิงที่น่าสนใจ

ในสังคมนั้นๆ อบอุ่นไม่แพ้ชนบทของไทย

ไม่พูดว่าเขาทุกข์ยาก เพราะเห็นแต่รอยยิ้มเสมอจริงๆ

ขอบพระคุณบันทึกจากสารนาท

เมืองสุดท้ายที่ได้อยู่ ก่อนกลับเมืองไทย

สวัสดีค่ะ

โยคีน้อย ตันติราพันธ์

วัดไทยสารนาทเป็นอีกที่หนึ่งที่เราคนไทยควรไปให้กำลังใจ พระสงฆ์ท่านดำเนินการตามลำพัง

มีโรงเรียนและดำริอยากจะมีสถานพยาบาลเช่นที่กุสินาราเช่นกัน

สักวันหนึ่ง คงสำเร็จ 

อ่านแล้วรู้สึกเหมือนกับว่าได้ไปดู ไปเห็น ไปอยู่ที่สารนาทจริงๆค่ะ

เห็นภาพหมอกและได้กลิ่นดิน กลิ่นฟาง กลิ่นควายจริงๆค่ะ

เขียนเก่งแบบนี้ เขียนนิยายได้เลยนะคะเนี่ย (หุ หุ)

วิถีชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของและดั้งเดิมจริงๆค่ะ

ขอบคุณนะคะที่เล่าเรื่องราวดีๆ ให้น้องๆได้มีความรู้ไปด้วย

Incredible จริงๆค่ะ

น้องแพรภัทร

หากไปทัวร์อินเดีย อย่าลืมไปแวะที่วัดไทยสารนาท

และดูวิถีชีวิตชาวบ้านในบริเวณนั้นด้วยนะ

เป็นความรู้ที่ดีมากๆ

เจริญสุขจ๊ะ

 

สวัสดีค่ะ

ตามมาอิมใจด้วยค่ะ

คุณ ณัฐรดา ครับ

สาธุกับความอิ่มใจนี้ครับ

หากมีโอกาส ไปสัมผัสบุญนี้ที่สารนาทนะครับ

อินเดีย อยู่ไม่ไกลเลย แค่เอื้อม

ขอบคุณที่แวะมาทักทายครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี