วิถีธรรมชาติ

 

สัมผัสไอดิน กลิ่นกองฟาง 

สารนาท นอกจากจะมีวัดไทยที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมได้พบโดยบังเอิญในการไปเยือนและถือว่ามีค่ามากคือครอบครัวชาวฮินดูหลังกำแพงวัด เป็นครอบครัวตัวอย่างของชาวฮินดูในเมืองพาราณสีหรือตัวอย่างของคนระดับชาวบ้านของอินเดียได้เลยทีเดียว ตามปรกติผมเคยเห็นบ้านเหล่านี้เรียงรายอยู่สองข้างทางเวลาเดินทางในรัฐพิหารเหมือนกัน แต่ไม่มีโอกาสลงไปดู และคิดว่าหากหยุดรถลงไปดูคงจะทำให้ชาวบ้านแตกตื่นเป็นแน่ที่อยู่ดีๆ ก็มีคนต่างชาติโผล่มาบุกรุกบ้าน เผลอๆ อาจจะโดนไล่หรือโดนควายขวิดก็เป็นได้ แต่บัดนี้ เป็นโอกาสดียิ่งเพราะพระท่านพาเดินไป ผมจึงเหมือนกับมีผู้นำดี ได้สิทธิ์ไปยืนอยู่ข้างหน้ากระต๊อบเล็กก่ออิฐก้อน พื้นเป็นดิน แสนจะธรรมดาๆ ท่ามกลางอากาศที่เย็นและหมอกหนาทึบ ขนาดที่พักอาศัยคงกว้างยาวประมาณไม่กี่ตารางเมตร และคงจะก่อด้วยอิฐไม่กี่ร้อยก้อน หลังคาเป็นแผ่นกระเบื้องเก่าๆ มีก้อนอิฐทับ ประตูกระต๊อบเป็นเพียงช่องโหว่ในกำแพงและมีเพียงผ้าม่านเก่าๆ ปิดบังแค่นั้น

หน้าบ้านมีคันโยกเหล็กน้ำบาดาลเด่นเป็นสง่า มีเพิงก่อด้วยฟางหญ้า มีควายและวัวผูกไว้ตามแบบฉบับชนบทอินเดียของจริง เจ้าควายน้ำตัวใหญ่ใจดีกำลังกินหญ้าเงยหน้าขึ้นมาดูผู้มาเยือนต่างชาติอย่างสนใจพลางเคี้ยวเอื้องต่อไป ที่สำคัญและขาดไม่ได้ คือมีกองมูลวัวมูลควายอยู่ไม่ไกลจากกระต๊อบ ผมถือว่าเป็นโชคดีเพราะเคยอยากจะไปสัมผัสกับวิถีชีวิตแบบนี้อย่างใกล้ๆ ด้วยตาตัวเองแต่ไม่เคยมีโอกาสสักที

 

ผมเห็นหญิงคนหนึ่งใส่ส่าหรีสีแดงมีลวดลายราวกับม้าลาย (คงเป็นแม่) และลูกสาว 2 คน กำลังอยู่บ้านพอดี ส่วนหญิงอีกคนหนึ่งกำลังผสมมูลควายและมูลวัวกับใบไม้และฟางอยู่ไม่ไกลนัก เพื่อทำเป็นก้อนเชื้อเพลิง ผมจึงมีโอกาสได้ดูงานปั้นก้อนมูลสัตว์อย่างใกล้ชิด ซึ่งน่าแปลกที่ไม่ยักมีกลิ่นน่ารังเกียจเหมือนที่คิด หรือว่าเพราะอากาศหนาวเย็น

หญิงสาวคลุกเคล้ามูลสัตว์ไปก็ส่งยิ้มหวานให้ จนผมรู้สึกว่าเขาช่างมีความสุขเหลือเกิน ทำไมหนอคนเมืองที่ทันสมัยอย่างเราๆ จึงไม่ค่อยได้เห็นยิ้มหวานๆ แบบนี้เลย

ชาวบ้านที่นี่ปลูกข้าวลาลี ผักและมัน อยู่กันแบบติดดินเหมือนกันหมด วิถีชีวิตและกระต๊อบอิฐที่พักแบบนี้ บางคนอาจจะมองเห็นแล้วไม่อยากจะเข้าใกล้ เพราะต้องผ่านกองมูลควายมูลวัวก่อนจึงจะถึงที่อาศัย แต่ผมกลับมองว่านี่คือวิถีชีวิตติดดินที่มีเสน่ห์ยิ่งนัก อยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง ผมมักจะทึ่งกับการสร้างที่พักอาศัยแบบแขก คือการนำก้อนอิฐซึ่งทราบว่ามีราคาถูกก้อนละไม่กี่รูปี มาต่อๆ กัน เป็นกระท่อมได้แล้ว เนื่องจากพื้นดินที่นี่แข็งจึงไม่ต้องลงเสาเข็ม ก่ออิฐก็เป็นกำแพง 4 ด้าน ก็กลายเป็นที่พักอาศัยได้แล้ว เอาสังกะสีหรือกระเบื้องมาวางข้างบนก็กลายเป็นหลังคาอย่างดี นี่ถ้าเอา Leco ให้ต่อเล่นคงต่อได้หลายรูปแบบเป็นแน่ คนอินเดียก่อสร้างเก่ง แม้จะดูไม่ประณีตแต่ก็ทนทานและใช้ประโยชน์ได้ดี ผมถือโอกาสเดินเข้าไปดูในห้องที่เรียกกันว่าห้องครัว โล่งดีเหลือเกิน ขนาดน่าจะเล็กกว่าห้องน้าโรงแรม เตาดินทำให้ผมนึกถึงเมื่อครั้งเป็นลูกเสือและออกค่าย ก็ก่อเตาแบบนี้ละ มีเพียงแคร่เก่าๆ คงใช้สำหรับนั่งทานข้าว หม้อไห จานชามเป็นเครื่องเงินขัดสะอาดจนเงาวับตั้งอยู่บนพื้น ดูผ่านๆ ก็รู้ว่ากำลังปิ้งจาปาตีซึ่งเป็นอาหารหลักและคงจะมีแต่ผัก มัน นี่ละกระมั้งวิถีชีวิตของคนที่เราเรียกว่ายากจน ผมพยายามระงับความรู้สึกและอารมณ์ที่พยายามจะจู่โจมกันเข้ามาในสมองจากการได้เห็นสภาพเหล่านี้ 

กลับออกมาจากที่พัก เดินกลับไปยังหญิงสาวที่กำลังคลุกเคล้าของจากธรรมชาติ เธอขยันขันแข็งและทำงานอย่างมีความสุข ที่ผมใช้คำว่าอย่างมีความสุข เพราะรอยยิ้มที่ส่งออกมาอย่างง่ายดายทั้งใบหน้าและววตาของเธอนั้นบาดใจคนเมืองสมัยใหม่อย่างเราๆ เหลือเกิน ในความคิดของชาวบ้าน ที่นี่อาจจะเป็นสวรรค์บนดินที่แท้จริงก็ได้ ส่วนที่เราอยู่บนตึกคอนโดมิเนียมที่ทันสมัยด้วยสิ่งบำเรอและปรนเปรอนานาชนิดอาจจะเป็นสวรรค์ปลอมๆ ก็เป็นได้ มิฉะนั้นคงไม่มีคนเครียดกระโดดตึกฆ่าตัวตายจากคอนโดมิเนียมสุดหรูเหล่านี้ เช่นที่เราเห็นเป็นข่าวเสมอๆ 

สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนฮินดูติดดินแบบนี้ ผมถือว่าเป็นสิ่งดีๆ ที่มีคุณค่านั่นคือชีวิตหลังกำแพงวัด

 

อินเดีย สมกับเป็นประเทศที่เหลือเชื่อ Incredible เพราะแม้จะมีคนรวยที่สุดติดอันดับโลกถึง 4 ใน 10 คน มีคนรวยนับ 10 ล้านคน มีคนชั้นกลางรุ่นใหม่ถึง 300 ล้านคน แต่ก็มีคนจนมากถึง 300 ล้านคนเช่นกัน คนจนที่ว่าอาจจะจนแบบที่ผมเห็นและไปสัมผัสดังที่เล่าให้ฟังก็เป็นได้ จนแต่มีรอยยิ้ม 

ผมลาจากวัดไทยสารนาทมาด้วยความรู้สึกที่ทึ่ง ปีติ อิ่มอกอิ่มใจ ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีวัดไทยที่ดีๆ เช่นนี้ในสถานที่สำคัญเช่นนี้ เป็นวัดไทยที่ไม่ได้เป็นเฉพาะวัดไทยที่เป็นที่พักพิงของผู้แสวงบุญชาวไทยเท่านั้น แต่วัดในความหมายของการอยู่ร่วมของชุมชนท้องถิ่นต่างความเชื่อ โรงเรียนในวัดเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ดีถึงแนวทางนี้ ถ้าชุมชนอยู่แล้วให้การยอมรับและมีความสุขก็แสดงว่าการมีวัดไทยเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล ผมได้สนทนากับพระท่าน ก็เห็นพ้องกันว่าหากได้มีการริเริ่มจัดตั้งสถานพยาบาลขึ้นในวัดได้ ก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของวัดไทยกับชุมชนได้ ก็เป็นสิ่งที่หวังไว้ว่าหากมีโอกาส ก็จะหาทางช่วยประสานให้เกิดสิ่งนี้ในอนาคต

ผมมีความเชื่อเสมอว่าพุทธศาสนาในอินเดียอาจจะเคยเสื่อมไปในชมพูทวีป แต่ยังไม่เคยสูญหายไปแต่อย่างใด ความเป็นพุทธที่เรียบง่ายและอยู่กับธรรมชาติยังคงแฝงอยู่ในวิถีชาวอินเดียส่วนหนึ่ง

คงมีสักวัน  คงจะมีสักวันหนึ่งที่แสงทองของพุทธศาสนาจะกลับมาฉายแสงเรืองรองอีกครั้ง วัดไทยสารนาทจะเป็นจุดหนึ่งที่สำคัญ ก็อยู่ที่ชาวพุทธไทยเช่นเราๆ นี่ละครับ ที่จะช่วยกัน ในด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถือเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับอินเดียทีเดียวครับ

สวัสดี