เมื่อท่านพระอานนท์มาอย่างนี้แล้ว พระมหากัสสปเถระจึงปรึกษาหารือกับภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลายเราทั้งหลายจะสังคายนาอะไรก่อน พระธรรมหรือพระวินัย?
ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่พระมหากัสสปะผู้เจริญ พระวินัยเป็นอายุของพระศาสนาเมื่อพระวินัยตั้งอยู่พระศาสนาก็ชื่อว่ายังดำรงอยู่ เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจะสังคายนาพระวินัยก่อน
พระมหากัสสปะถามว่าเราจะจัดให้ใครรับเป็นธุระ?
ที่ประชุมตอบว่าให้ท่านพระอุบาลีรับเป็นธุระ ท่านถามว่าพระอานนท์ไม่สามารถหรือ?
ที่ประชุมแจ้งว่าไม่ใช่ว่าพระอานนท์ไมสามารถ ก็แต่ว่าเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งดำรงพระชนม์อยู่ ได้สถาปนาท่านพระอุบาลีไว้ในเอตทัคคะ เพราะอาศัยการเล่าเรียนวินัยว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาลีเป็นยอดแห่งภิกษุสาวกของเราผู้ทรงวินัย ดังนี้
เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจึงต้องถามพระอุบาลีเถระ (เพื่อ)สังคายนาพระวินัย
ลำดับนั้น พระมหากัสสปะเถระได้สมมุติตนเองเพื่อถามพระวินัย แม้พระอุบาลีเถระ สมมุติตนเองเพื่อตอบพระวินัย ในการสมมุตินั้นมีบาลีดังต่อไปนี้.
ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะเถระได้เผดียง(ประกาศ)ในสงฆ์ว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าจะขอถามวินัยกะพระอุบาลี แม้ท่านพระอุบาลีก็ได้เผดียงว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าอันท่านพระมหากัสสปะถามวินัยแล้วจะตอบ”
ครั้นท่านพระอุบาลีสมมุติตนอย่างนี้แล้วลุกจากอาสนะ ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นมัสการภิกษุชั้นพระเถระแล้วนั่งบนธรรมาสน์จับพัดงา ลำดับนั้น พระมหากัสสปะเถระนั่งบนเถระอาสน์ ถามวินัยกับพระอุบาลีว่า ดูก่อนอาวุโสอุบาลี ปฐมปาราชิก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติที่ไหน? พระอุบาลีตอบว่า ทรงบัญญัติที่เมืองเวสาลี เจ้าข้า.
มหา. ทรงปรารภใคร?
อุ. ทรงปรารภพระสุทิน บุตรกลันทเศรษฐี
มหา. เรื่องอะไร?
อุ. เรื่องเสพเมถุนธรรม
ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะถามท่านพระอุบาลีทั้งวัตถุ ถามทั้งนิทาน ถามทั้งบุคคล ถามทั้งมูลบัญญัติ ถามทั้งอนุบัญญัติ ถามทั้งอาบัติ ถามทั้งอนาบัติแห่งปฐมปาราชิก ท่านพระอุบาลี อันพระมหากัสสปะถามแล้วๆก็ได้ตอบแล้ว.
ถามว่า ก็ในบาลีปฐมปาราชิก ในวินัยปิฎกนี้ บทอะไรๆที่ควรตัดออกหรือควรเพิ่มเข้ามา จะมีบ้างหรือไม่มีเลย?
ตอบว่าบทที่ควรตัดออกไม่มีเลย เพราะถือกันว่าบทที่ควรตัดออกในภาษิตของพระพุทธเจ้าผู้มีบุญจะมีไม่ได้เลย ด้วยว่าพระตถาคตเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ตรัสอักษรที่ไม่มีประโยชน์แม้แต่ตัวเดียว
แต่บทที่ควรตัดออกในภาษิตของพระสาวกทั้งหลายก็ดี ของเทวดาทั้งหลายก็ดี ย่อมมีบ้าง พระธรรมสังคาหกเถระได้ตัดบทนั้นออกแล้ว.
ส่วนบทที่ควรเพิ่มเข้ามาย่อมมีได้แม้ในพุทธภาษิต สาวกภาษิต และเทวดาภาษิตทั่วไป เพราะฉะนั้น บทใดควรเพิ่มเข้าในเทศนาใด พระธรรมสังคาหกเถระก็ได้เพิ่มบทนั้นเข้ามาแล้ว.
ถามว่า บทที่ควรเพิ่มเข้ามานั้นได้แก่บทอะไรบ้าง?
ตอบว่า บทที่ควรเพิ่มเข้ามานั้น ได้แก่บทที่เป็นแต่เพียงคำเชื่อมความท่อนต้นกับท่อนหลัง มีอาทิอย่างนี้ว่า “เตน สมเยน บ้าง เตน โข ปน สมเยน บ้าง อถโข บ้าง เอวัง วุตเต บ้าง เอตทโวจ บ้าง”
อนึ่ง พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย ได้เพิ่มบทที่ควรเพิ่มเข้ามาอย่างนี้แล้ว ตั้งไว้ว่า อิทัง ปฐมปาราชิกัง เมื่อปฐมปาราขึ้นสู่สังคายนาแล้ว พระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ ก็ได้ทำคณะสาธยาย(สวดเป็นหมู่) โดยนัยที่ยกขึ้นสู่สังคายนาว่า เตน สมเยน พุทโธ ภควา เวรัญชายัง วิหรติ เป็นต้น.
ในเวลาที่พระอรหันต์ ๕๐๐ องค์เหล่านั้นเริ่มสวด แผ่นดินใหญ่ได้เป็นเหมือนให้สาธุการไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดิน.
พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย ยกปาราชิกที่เหลืออยู่ ๓ สิกขาบทขึ้นสู่สังคายนาโดยนัยนี้เหมือนกัน แล้วตั้งไว้ว่า อิทัง ปาราชิกัณฑัง กัณฑ์นี้ชื่อว่า ปาราชิกกัณฑ์ ตั้งสังฆาทิเสส ๑๓ ไว้ว่า เตรสกัณฑ์, ตั้งสิกขาบท ๒ ไว้ว่า อนิยต, ตั้งสิกขาบท ๓๐ ไว้ว่า นิสสัคคียปาจิตตีย์, ตั้งสิกขาบท ๙๒ ไว้ว่า ปาจิตตีย์, ตั้งสิกขาบท ๔ ไว้ว่า ปาฏิเทสนียะ, ตั้งสิกขาบท ๗๕ ไว้ว่า เสขิยะ, ตั้งธรรม ๗ ประการไว้ว่า อธิกรณะสมถะ, ระบุสิกขาบท ๒๒๗ ว่า คัมภีร์มหาวิภังค์ ตั้งไว้ด้วยประการฉะนี้.
แม้ในเวลาเสร็จการสังคายนาคัมภีร์มหาวิภังค์ แผ่นดินใหญ่ก็ได้ไหวโดยนัยก่อนเหมือนกัน.
ต่อจากนั้น พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย ได้ตั้งสิกขาบท ๘ ในภิกขุณีวิภังค์ไว้ว่า กัณฑ์นี้ชื่อว่า ปาราชิกกัณฑ์(ของภิกษุณี), ตั้งสังฆาทิเสส ๑๗ สิกขาบทไว้ว่า นี้สัตตรสกัณฑ์, ตั้งนิสสัคคียปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทนี้ไว้ว่า นี้นิสสัคคียปาจิตตีย์, ตั้งปาจิตตีย์ ๑๖๖ สิกขาบทไว้ว่า นี้ปาจิตตีย์, ตั้งปาฏิเทสนียะ๘ สิกขาบทไว้ว่า นี้ปาฏิเทสนียะ, ตั้งเสขิยะ ๗๕ สิกขาบทไว้ว่า นี้เสขิยะ, ตั้งธรรม ๗ประการไว้ว่า นี้อธิกรณะสมถะ, ระบุสิกขาบท ๓๐๔ (น่าจะเป็น ๓๑๑) ว่า ภิกขุนีวิภังค์ อย่างนี้แล้ว ตั้งไว้ว่า วิภังค์นี้ชื่อ อุภโตวิภังค์ มี ๖๔ ภาณวาร. แม้ในเวลาเสร็จการสังคายนาคัมภีร์อุภโตวิภังค์ แผ่นดินใหญ่ก็ได้ไหวโดยนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน.
โดยอุบายนี้แหละ พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย ยกคัมภีร์ขันธกะ(มหาวรรคและจุลวรรค)ซึ่งมีประมาณ ๘๐ ภาณวาร และคัมภีร์ปริวารซึ่งมีประมาณ ๒๕ ภาณวาร ขึ้นสู่สังคายนาแล้วตั้งไว้ว่า ปิฎกนี้ชื่อ วินัยปิฎก.
(เป็นอันว่าถ้านับเป็นคัมภีร์จะได้ ๔ คัมภีร์คือ คัมภีร์มหาวิภังค์๑, คัมภีร์อุภโตวิภังค์ ๒, คัมภีร์ขันธกะ ๓, และคัมภีร์ปริวาร ๔ รวมเป็นวินัยปิฎก ๔ คัมภีร์)
แม้ในเวลาเสร็จการสังคายนาวินัยปิฎก แผ่นดินได้ไหวตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
พระธรรมสังคายหกเถระทั้งหลายได้มอบท่านพระอุบาลีให้ไปสอนลูกศิษย์ของท่าน ในเวลาเสร็จการสังคายนาวินัยปิฎก พระอุบาลีเถระได้วางพัดงาลงจากธรรมาสน์ นมัสการภิกษุชั้นเถระทั้งหลายแล้วนั่งบนอาสนะที่ถึงแก่ตน........
ในตอนนี้ผมอดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชมมารยาทตามพระวินัยของพระเถระสมัยพุทธกาล อย่างพระอุบาลีเถระนั้นก่อนที่ขึ้นกล่าวพระวินัยท่านก็กราบพระภิกษุที่เป็นพระเถระกว่าตนก่อนเมื่อลงมาจากธรรมาสน์แล้วท่านก็กราบก่อนจะนั่ง เมื่อจินตนาการแล้วมันเป็นความเคารพนอบน้อมที่หาไม่ค่อยจะได้ในยุคที่น้ำมันกลายเป็นทองอย่างปัจจุบันครับ
ในตอนนี้ก็ยาวพอสมควรผมต้องการให้จบการสังคายนาพระวินัยเลยยาวไปหน่อยต้องขออภัยท่านผู้อ่านครับ แต่ที่ยกมาลงทั้งหมดต้องการให้ได้รายละเอียดตามที่พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายได้สังคายนาไว้ เช่นรายละเอียดในการนับพระวินัยปิฎกนั้นท่านนับอย่างไร เป็นต้น สุดท้ายขอคุณพระจงรักษาเราทั้งหลาย ให้ประสพสุขทุกประการ ทุกประการ เทอญฯฯฯฯฯ
น่าสนใจดีค่ะ
เพราะเหตุใด ? น่าคิดนะคะ
ขอบพระคุณครับที่เเวะมาทักทาย คิดอีกอย่างหนึ่งคือเป็นไปตามกฏของไตรลักษ์ครับ แต่จริงๆก็คือแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตามเราก็สามารถกลับมาหาต้นตอคือพระไตรปิฎกยังอยู่ ขอเม้นแค่นี้ก่อนครับคิดไม่ค่อยออก