เมื่อวานหนูมาตกร่องของความคิดเรื่องการนำเสนอผลงาน ว่างานนนี้หนูควรจะเอาไปนำเสนอที่ไหน หนูลองค้นข้อมูลงานประชุมวิชาการ ในแต่ละที่ได้มาแล้วพิจารณาถึงความเป็นไปได้ แล้วก็ตกลงในใจตนเองไว้หนึ่งที่ก่อน เพื่อส่งผลงานเข้ารับการพิจารณา

พอหนูทำเรื่องนี้เสร็จมานั่งทบทวน อืม.....เรื่องนี้อาจารย์ท่านสอนเสมอ ๆ ว่า งานที่เราทำเสร็จแล้วต้องเอาออกเผยแพร่

หนูลองพิจารณาหาประโยชน์ของการนำงานวิจัยออกมาเผยแพร่ เพื่อว่าจะได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อ เพื่อไม่ให้มีการทำซ้ำซ้อน หรือในบางครั้งในการเอางานมานำเสนอ ทำให้เกิดองค์ความรู้เพิ่มมากขึ้นได้มุมมองเพิ่มขึ้น ในบางคราก็จะเห็นข้อบกพร่องเพื่อนำไปปรับแก้ไข ตั้งแต่เรียนปริญญาตรีแล้วค่ะ อาจารย์ท่านพาหนูไปร่วมงานประชุมวิชาการเพื่อให้เรียนรู้การนำเสนอผลงาน เรียนรู้แบบของจริง ครั้งแรกหนูก็เด๋อ ๆ ด๋ษ ๆ ค่ะ เพราะไปงาน JSPS ภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยจะเป็นโล้เป็นพาย แต่อาจารย์ท่านก็ให้โอกาสและผลักดันจากสามารถได้มีโอกาสดี ๆ ให้หนูได้เรียนรู้ สังคมของนักวิชาการ

ครั้งแรกนี้ก็มีเรื่องที่หนูไม่ตั้งใจ คือ ตักข้าวต้ม แล้วปรุงรสปกติคือใส่น้ำส้ม พริกนิดหน่อย ซอสแล้วก็ยกมาให้ นักเรียนญี่ปุ่นคนหนึ่งค่ะ ปรากฏว่าเขาทานแล้วแสดงอาการเผ็ดมาก ๆ หน้าแดงหูแดง หนูพยายามบอกเขาว่า “พอแล้ว” แต่ว่าเขาก็ตั้งใจทานให้หมด หนูมาทราบที่หลังว่าเป็นธรรมเนียมการรักษามารยาทของเขา บทเรียนครั้งนั้นทำให้หนูระมัดระวังผู้ที่หนูต้องรับรองมากขึ้นค่ะ โดยเฉพาะเรื่องอาหารจพยายามสอบถามก่อน

 

แปลกจังเลยนะคะ เมื่อก่อนหนูเคยคร่ำครวญกับครูว่า

“หนูถูกใส่รหัสอะไรมาบ้างนะจากครูและอาจารย์”

แต่การดำเนินชีวิตช่วงนี้ทำให้หนูเห็นในสิ่งที่ท่านทั้งคู่บ่มเพาะขึ้นมาเรื่อย ๆ หนูเองไม่แน่ใจว่าหนูอาจจะทำแบบนี้มาตั้งนาน แค่ไม่มีสติเห็น หรือว่า พึ่งมาทำตอนเกิดภาวะการดำเนินชีวิตแบบนี้นะ

 

ถนนข้างกรมควบคุมโรคช่วงเดือนมกราคม53

ช่างมันเถอะ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ด้วยเหตุเก่าที่ครูและอาจารย์อดทนสั่งสอน ผลที่เกิดประจักษ์ในใจของหนูตอนนี้คือ ท่านทั้งสองให้ชีวิตใหม่ และชีวิตใหม่นี้หนูจะตั้งใจ ทุ่มเท ทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าเส้นทางนี้จะโรยด้ายกลีบกุหลายหรือว่า ขวากหนาม เมื่อเผชิญสิ่งต่าง ๆ พร้อมที่จะดำรงสติไว้เพื่อเรียนรู้เจ้าค่ะ