TQF ได้ก่อกระแสทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อ่านได้ที่นี่ และที่นี่ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยบอกว่ามีเอกสารรายงานมากเกินไป และอื่นๆ ที่ผมไม่ได้ติดตามรายละเอียด แต่ผมเห็นด้วยกับการที่จะหาทางไม่ให้มีรายงานเอกสารมากเกินไป รวมทั้งเห็นด้วยที่จะหามาตรการที่ดีกว่า TQF ในการขับเคลื่อนคุณภาพอุดมศึกษาไทย และชื่นใจที่มีคนเอาใจใส่คุณภาพของอุดมศึกษาไทยกันมากขึ้น
เอาใจใส่ไม่พอ ต้องช่วยกันลงมือทำด้วย
ผมจึงอยากเห็น สกอ. รับฟังคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ เสนอรูปธรรมของการขับเคลื่อนคุณภาพของอุดมศึกษาไทยที่อาจจะไม่ตรงกับ TQF
และอยากเห็นคนที่ค้าน TQF บอกจุดอ่อนของ TQF ช่วยกันบอกวิธีการที่ดีกว่า และช่วยกันทดลองและพิสูจน์ให้เห็น ว่าวิธีใหม่ลงทุนลงแรงน้อยกว่า แต่ได้คุณภาพมากกว่า หากจะพิสูจน์กันขนาดนี้ ก็น่าจะทำเป็นโครงการวิจัยเล็กๆ ซึ่ง สกอ. น่าจะมีทุนวิจัยสนับสนุน
ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อคุณภาพที่ดีกว่าของอุดมศึกษา เพื่อผลประโยชน์ของผู้เรียน และประโยชน์ของสังคมเป็นสำคัญ ไม่ใช่เอาแต่ผลประโยชน์ของอาจารย์
วิจารณ์ พานิช
๙ ม.ค. ๕๓
กราบเรียนท่าน ประธาน กกอ
สนับสนุน TQF ในหลักการ ได้รับทราบและเข้าใจปัญหาของอาจารย์ในเรื่องเอกสาร ซึ่งค่อนข้างมาก แต่ที่น่าเป้นห่วงมากกว่า คือความเข้าใจและความจริงใจต่อกระบวนการ ถ้าเพียงแต่ทำเอกสารให้จบๆไป ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเอกสาร TQF ก็ไม่ได้ช่วยพัฒนาการศึกษาของเราแต่อย่างใด กลยุทธ์การสอนการประเมินก็เป็นเรื่องที่ยาก สกอ. ไม่ได้ให้แนวทางไว้ หลายมหาวิทยาลัยมีการฝึกอบรมทำความเข้าใจในเรื่องกลยุทธ์ให้แก่อาจารย์ น่าชื่นใจจริงๆ
เอกสาร มคอ.2 จำเป็นต้องมีหัวข้อตามที่ สกอ.ต้องการ แต่เอกสาร มคอ.3-7 เป็นเอกสารภายในของสถาบันการศึกษา ถ้า สกอ. ผ่อนปรนให้กำหนดหัวข้อเองโดยไม่ทิ้งประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ก็จะลดความกดดันได้มาก
ดิฉันเห็นด้วยกับความจำเป็นที่ต้องพัฒนาทักษะต่างๆ ให้กับเด็กไทย (ในทุกระดับ) และมองเห็นหลักการของ TQF ได้อย่างทะลุปรุโปร่งด้วยประสบการณ์การสอนในอเมริกา (ตามที่ได้เสนอไว้ใน http://gotoknow.org/blog/council/348189) ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมานี้ได้มีโอกาสไปบรรยาย ไปพัฒนาระบบ TQF กับคณาจารย์ในหลายสถาบัน ไปพูดคุยกับคณาจารย์ในหลายคณะ หลายมหาวิทยาลัย รวมทั้งไปบรรยายในการประชุมวิชาการของ สกอ. ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็เห็นการเปลี่ยนทัศนคดิต่อ TQF ในทางบวกมากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะคณาจารย์ได้รับรู้ ได้ทำความเข้าใจว่าทำไมเราต้อง “ทำหลักการ สาระที่ปรากฏใน TQF” จะเรียก TQF หรือชื่ออื่นๆ ถือเป็นประเด็นย่อย ที่น่าปลื้มใจมากๆ คือ หลังฟังมีอาจารย์เอ่ยว่า “อยากทำ TQF” หรือ “น่าทำ TQF” ทำอย่างไรให้คณาจารย์มองข้ามงานเอกสารได้
สาเหตุที่ทำให้คณาจารย์เกิดทัศนคติที่ดีขึ้น มาจากเหตุผลพื้นฐานง่ายๆ ที่ว่า "เมื่อเกิดความเข้าใจก็สามารถเห็นประโยชน์" (สอนหนังสือก็เช่นเดียวกัน ถ้าผู้เรียนไม่เข้าใจก็ยากที่จะเห็นการนำไปใช้) เพราะคณาจารย์ได้เห็นโครงสร้างการพัฒนาระบบที่เอื้อต่อความสำเร็จภายใต้กรอบ TQF ทำให้คณาจารย์เห็นได้ทะลุปรุโปร่งว่าจะเริ่มอย่างไร และผลสำเร็จมาจากไหน เพราะการจะผลักดันให้การพัฒนาบัณฑิตได้ผลไม่ใช่งานของคณาจารย์ฝ่ายเดียว แต่เป็นทั้งสามฝ่ายคือ ผู้บริหาร + คณาจารย์ + ผู้เรียน (ใช่ค่ะ ผู้เรียนเองต้องเปลี่ยนบทบาทด้วย) ผู้บริหารต้องมีกลไกที่เอื้อให้คณาจารย์สามารถสร้างแผนการสอนที่นำไปใช้ได้จริง (ไม่ใช่เขียนอย่างที่ทำอยู่ หรือ แม้แต่ใน มคอ. 3 ที่เสนอมาก็ตาม) และมีระบบการประเมินผลที่สามารถตอบคำถามได้ว่า “การพัฒนานั้นถึงเป้าหมาย” ที่ตั้งไว้หรือไม่ การสั่งให้คณาจารย์ทำ TQF แบบ top-down จะไม่ได้ผล กลยุทธ์ที่ได้ผลจะเป็นแบบ bottom-up ยินดีขยายความตรงนี้ให้แก่ผู้ที่ต้องการเข้าใจสาระของ TQF
ส่วนตัวได้อ่านประกาศ กกอ. เรื่อง TQF นี้สามรอบแล้ว วิเคราะห์ได้รายละเอียดที่สำคัญๆ ที่ต่างประเทศเขาทำกัน แต่ต้องค้นหาอยู่นานกว่าจะเจอ (สามรอบ) มันกระจายๆ ไปอยู่ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง ไม่แปลกใจที่ทำไมคณาจารย์ส่วนใหญ่อ่านประกาศฯแล้วไม่เข้าใจ และ ไม่เห็นความสำคัญของกระบวนการพัฒนาบัณฑิตตามสาระของ TQF ตอนนี้เวลาไปคุยกับคณาจารย์จึงใช้คำ “ทำสาระ TQF” แทน “ทำ TQF” เพราะสาระ TQF ดี แต่ชื่อ TQF เป็นภาพลบในวงกว้าง
ที่น่าสนใจคือ .... เมื่อคราวไปบรรยายที่การประชุมวิชาการ สกอ. ได้ให้ความเห็นว่า รายละเอียดในงานเอกสารเยอะเกินไป โดยเฉพาะ มคอ. 2 ตัดออกบางส่วนก็ไม่ทำให้ integrity ของ TQF เสียไป และได้เสนอตัวช่วยดูให้ด้วยแล้ว
ขอฝาก email address สำหรับสถาบันที่อยากให้ช่วยขยายความการสร้างระบบที่เอื้อต่อความสำเร็จของการทำสาระ TQF ในรายละเอียดที่ post ไว้ก่อนหน้านี้ค่ะ
[email protected]
ขอบคุณค่ะ
ดร. รัตนา มากี