"การพัฒนาใด ๆ ควรพัฒนาประชาชนให้มีความรู้เป็นทุนเสียก่อน จึงค่อยให้ทุนในรูปแบบทรัพย์สิน เงินทุน แก่พวกเขา ดังนีัแล้ว การพัฒนาจึงจะประสบความสำเร็จ".......ความมั่นคงในชีวิต อยู่ที่ความรู้ที่เราสะสมเป็นุทน รวมทั้ง คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และเลือกที่จะดำเนินชีวิตตามที่เราอยากจะเป็นต่างหาก

เมื่อประมาณช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมกราคม 2553 (จำวันที่ไม่ได้) ขณะที่ผมกำลังนั่งตรวจงานอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องพัก ก็มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งมาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกสาขาวิชาเรียน เธอเป็นนักศึกษาโปรแกรมวิชา International English Studies (IES) ซึ่งผมสอนไปเมื่อตอนเทอม 1/2552 ด้วยเธอกำลังจะตัดสินใจเลือกเรียนในสาขาวิชาใหม่ โดยจะหยุดและเลิกเรียน IES โดยเด็ดขาด เพราะเหตุผลที่ว่า เรียนไม่ไหว ระดับภาษายังไม่อยู่ในระดับที่จะเรียนด้วยภาษาอังกฤษล้วน ๆ เธอจึงเข้าไปที่เว็ปไซต์ของมหาวิทยาลัย เพื่อเยี่ยมชมเว็ปไซต์ของคณะต่าง ๆ หาข้อมูลสาขาวิชา และเธอก็ได้แวะมาที่เว็ปไซต์ของวิทยาลัยที่ผมสังกัดอยู่ซึ่งประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับหลักสูตรชาติพันธุ์ศึกษาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แล้วเธอเกิดความสนใจที่จะเรียน จึงมาพบผมด้วยประการฉะนี้

หลังจากที่พูดคุย ซักถาม และผมได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อวิชาต่าง ๆ ที่ผู้เลือกเรียนจะได้รับ ก็มาถึงคำถามสุดฮิตที่ทุกคนต้องถามตามกระแสตลาดแรงงานภายใต้ระบบทุนนิยมและค่านิยมส่วนใหญ่ นั่นก็คือ “ถ้าจบหลักสูตรนี้ไปแล้วจะทำงานอะไร? มีความมั่นคงในอาชีพมากแค่ไหน?” ใช่แล้วครับ เป็นคำถามที่น่าคิดและต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนละเอียดละออถึงระดับอนุภาคโมเลกุลกันเลยทีเดียว เพราะปัจจุบันประเทศไทยก็ตกอยู่ในกระแสเศรษฐกิจทุนนิยมที่เน้นเรื่องแรงงาน การจ้างงาน และการมีรายได้จากการเป็นลูกจ้างในบริษัท ห้างร้าน อีกอย่าง การทำงานมีรายได้ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ และมองว่า นั่นคือ “ความมั่นคง”

ตอนแรก ผมก็ฉุกคิด นิดหนึ่งเหมือนกันว่า “เอ้อ...จริงสินะ มั่นคงไหม” นั่นแสดงว่าผมก็หลงไปกับกระแสนิยมและค่านิยมเหมือนกัน (แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่ผมทำงานเป็นอาจารย์รับเงินเดือนจากมหาวิทยาลัยนี่ก็เป็น แรงงานในกระแส เช่นเดียวกับเขา) แต่ สิ่งที่หนึ่งที่ทำให้ผมเกิด “ปัญญา” ดังคำที่ว่า “การถูกถาม การให้คำตอบแก่คำถามผู้อื่น นั่นคือรูปแบบการสอนตนเองในทางหนึ่ง” (ใครไม่รู้กล่าวไว้ หรือไม่ได้กล่าวเอาไว้ ผมคิดเอาเอง ณ ตอนนี้) จึงได้คำตอบแก่ตนเองขึ้นใน “หัว” แล้วจึงเอ่ยออกไปเป็นคำตอบสำหรับคำถามที่ถูกถามโดยนักศึกษาหญิงคนนั้น ว่าดังนี้

“ก่อนอื่นครูของถามหนูก่อนว่า อะไรคือความมั่นคง และความมั่นคงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร” นักศึกษาเงียบ (อาจเพราะ รอคำอธิบายต่อ ตามวิถีปกติของนักศึกษาที่ชอบฟังเลคเชอร์)

ผมก็พูดต่อไปว่า “เคยสังเกตไหมว่า ทุกวันนี้ ทุกคนหวังที่จะมีรายได้ที่อยู่ในรูปเงินเดือน ที่ถือกันว่าเป็น “รายประจำที่มั่นคง” เพราะได้รับทุกเดือน และแน่นอนว่า การจะมีรายได้แบบนี้ ก็ต้องทำงานในหน่วยงานธุรกิจเป็นหลัก ไปเป็น พนักงาน ลูกจ้าง ก็ว่ากัน แต่ยังมีหน่วยงานที่รองรับคนเข้าไปทำงานที่เรียกว่า Social Organization (องค์กรทางสังคม) จำพวก NGO อีกมากมาย ถึงแม้บางองค์กรไม่ได้ว่าจ้างในรูปแบบตลอดไป แต่จ้างในรูปแบบการทำงานประจำโครงการมีกำหนดเวลา แล้วก็จ่ายค่าตอบแทนเป็นเดือน ๆ ไป บางคนก็ทำงานกันมานานไม่เห็นจะอดอยาก ถามว่าเขา มั่นคงไหม?”นักศึกษาหญิงผู้น่ารักคนนี้ ก็พยักหน้า (เห็นด้วยหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ)

ผมดำเนินเรื่องต่อ (เพื่อสอนย้ำเตือนตัวเองไปในเวลาเดียวกัน) “ฉะนั้น สิ่งที่จะถูกนับว่ามั่นคงไม่มั่นคง ต้องอยู่ที่ เราเป็นคนเลือกและมอง สมมติว่า หลังจากที่หนูจบไป ไปเป็นข้าราชการ ทำงานในบริษัทใหญ่โต แต่วันหนึ่ง หนูทนต่อหัวหน้างาน ทนต่อระบบไม่ไหว เกิดความอัดอั้น จนในที่สุดหนูก็ลาออก หรือเกิดว่าถูกกลั่นแกล้ง บริษัทล้ม หนูก็ต้องออกจากงาน เมื่อถูกเลิกจ้าง ก็หมดรายได้เหมือนกัน แล้วการที่เราคิดว่าเงินเดือนประจำคือความมั่นคง มันยังจะมั่นคงอยู่อีกไหม” นักศึกษาหญิงผู้น่ารักที่นั่งฟังอย่างใจเย็นจดจ่อ ก็พยักหน้าอีก (ไม่รู้จะคล้อยตามหรือว่ากระไร)

ผมก็ดำเนินเรื่องต่อไป “ลองกลับไปมองรุ่นปู่ย่า ตายาย พ่อแม่เรา ถามว่า ท่านเหล่านั้น มีรายได้เป็นเงินเดือนไหม ทำงานบริษัทไหม แต่ทำไมท่านถึงอยู่ได้ มีชีวิต มีรายได้ มีทรัพยากรในการเลี้ยงดูเราจนเติบใหญ่ขึ้นมาได้ แล้วในรูปแบบนี้ ท่านมีชีวิตที่มั่นคงหรือเปล่า?” (พยักหน้าอีก)

ผมก็สรุปทันทีว่า “ครูเห็นและเชื่อว่า ท่านมีความมั่นคงในชีวิตสูงกว่าพวกเราที่กินเงินเดือนมาก เพราะท่านมีความรู้ในการทำนา ท่านมีผืนนาเป็นทุนในชีวิต ท่านจึงอยู่ได้ เลี้ยงเราได้ ฉะนั้น ครูก็อยากให้หนูลองคิดดูอีกทีว่า หากย้ายมาเรียนสาขาวิชานี้แล้ว หนูคิดว่าหนูจะมีความมั่นคงในชีวิตในอนาคตหรือไม่ แล้วถ้าตัดสินใจได้แล้วก็มาพบครู จะเรียนไม่เรียน ก็ได้ แต่ครูก็อยากจะรู้ว่า หนูมีความคิดอย่างไร”

และแล้ว นักศึกษาหญิง ก็นั่งถามอะไรต่ออีกนิดหน่อย จึงลากลับ

หลังจากที่เธอกลับไปแล้ว ผมก็นั่งคิดต่ออีกนิดว่า “เออ...นะ บางทีเราก็ว้าวุ่นกับระบบประกันคุณภาพ งานด้านเอกสาร การทำผลงาน เพื่อสะสมเป็น Portfolio เพื่อให้ผ่านการประเมินรับการจ้างงานในสัญญาปีต่อไปนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว” เพราะในเมื่อวันนี้ ผมได้คำตอบมาแล้ว และด้วยความรู้ความสามารถที่พอมี ก็คงไม่ทำให้อดตาย ไปได้หรอกน่า

ความมั่นคงในชีวิต อยู่ที่ความรู้ที่เราสะสมเป็นุทน รวมทั้ง คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และเลือกที่จะดำเนินชีวิตตามที่เราอยากจะเป็นต่างหาก

ก่อนจบ ผมระลึกถึงกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับการพัฒนาประชาชนในประเทศชาติของเราซึ่งผมขออนุญาตสรุปใจความโดยไม่ยกกระแสพระราชดำรัสทั้งองค์มาไว้ ณ ที่นี้ ว่า

"การพัฒนาใด ๆ ควรพัฒนาประชาชนให้มีความรู้เป็นทุนเสียก่อน จึงค่อยให้ทุนในรูปแบบทรัพย์สิน เงินทุน แก่พวกเขา ดังนีัแล้ว การพัฒนาจึงจะประสบความสำเร็จ"

อุโมทนาบุญ และขอบคุณนักศึกษาหญิงคนนั้น ที่กลายเป็นครูของผมในขณะเดียวกัน