
อุโบสถในม่านหมอกยามเช้า
วัดไทยสารนาทในปัจจุบัน
ตามที่บอกไว้ในตอนต้น ผมไปแวะวัดไทยสารนาทเมื่อปลายปี 2550 โดยเป็นการไปบวชเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 2550 โดยแวะไปค้างเพียง 1 คืนเท่านั้น จึงแทบจะไม่ได้เห็นวัดไทยสารนาทตามความเป็นจริง จำได้แต่เพียงว่าวัดนี้มีห้องพักดีและอาหารไทยอร่อย ดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้กลับไปอีกครั้งหนึ่ง ผมจึงสำรวจวัดอย่างสบายๆ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นและหมอกจัดจนเหมือนอยู่ในเมืองหมอก
สิ่งที่ควรแวะดูมีหลายสิ่งหลายอย่าง เริ่มจากอาคารที่พักซึ่งถือเป็นจุดต้อนรับ มีป้ายต้อนรับผู้มาเยือนเห็นเด่นชัดอาคารนี้มีต้นไม้และร่มไม้ที่ร่มรื่น เดินออกมาจะพบกับรูปปั้นพระครูประกาศสมาธิคุณตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างทางไปอุโบสถ ให้ทุกคนได้รำลึกถึงคุณงามความดีของท่านที่มองเห็นการณ์ไกลในการมาสร้างวัดไทย ณ ตำบลนี้ ถัดไปเป็นอุโบสถสร้างด้วยหินทรายสีชมพู ดูโดดเด่นเพราะมีลักษณะของศิลปะไทยสมัยกรุงศรีอยุธยากลางและรัตนโกสินทร์ยุคต้น (ร.3) ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา แต่หล่อปูนให้มีลวดลายพองาม (ว่ากันว่าตามแบบพระอุโบสถวัดราชโอรสารามในรัชกาลที่ 3) ดูโครงสร้างอุโบสถแล้วแข็งแกร่งทนทานตามแบบของอินเดีย ภายนอกมีพระพุทธรูปแบบอินเดียประดับเป็นระยะ ภายในอุโบสถผนังเป็นหินอ่อนลายแปลกตาแต่ก็งดงามเหลือเกิน มีพระประธานและรูปปั้นพระครูประกาศสมาธิคุณตั้งอยู่ พื้นที่ในอุโบสถไม่ใหญ่มากนัก จุคนได้หลวมๆประมาณ 50 คน แต่ทราบว่าใต้อุโบสถนั้นเป็นชั้นใต้ดิน ทำเป็นห้องสมุด

พระประธานในอุโบสถ งามแบบแปลกตา
ถัดจากอุโบสถไปอีกด้านซ้ายจะมีศาลาวิปัสสนาและอาคารที่พักปฏิบัติธรรม ศาลาปฏิบัติธรรมนี้ปูพื้นด้วยหินอ่อน จุคนได้หลายร้อยคนทีเดียว
วัดไทยสารนาทเป็นวัดไทยแห่งเดียวในสารนาท พาราณสี ที่ชาวพุทธไทยที่ไปแสวงบุญที่สารนาทควรจะแวะไปเยือนเพราะอยู่ใกล้ธัมเมกขสถูป มีพระอุโบสถที่สวยงาม มีอาคารห้องพักสำหรับผู้แสวงบุญนับร้อย รวมทั้งโรงอาหารและศาลาปฏิบัติธรรม ปัจจุบันมีพระภิกษุไทยและอินเดียจำพรรษา 7 รูป ( อีเมล์ติดต่อ [email protected] )
พื้นดินที่ว่างในวัดนี้ ไม่ได้ปล่อยให้ว่างเปล่า แต่ปลูกต้นไม้นานาชนิดรวมทั้งปลูกพืชและผักสวนครัวเพื่อใช้ประกอบอาหารด้วย วันที่ผมไปเยือนได้พบสาวท้องถิ่นกำลังเก็บผักจากแปลงผักไปประกอบอาหารพอดี จึงนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง อันว่าครัววัดไทยสารนาทแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารไทย ใครผ่านไปต้องติดใจรสชาติที่ไทยแท้ พ่อครัวคนไทยชื่อชำนาญ ชมภูกุล เรียกกันคุ้นเคยว่าพ่อครัวหนาน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีประวัติที่น่าสนใจและประสบการณ์มานานหลายสิบปี คุณชำนาญบอกผมว่าทำงานที่นี่นานจนเหมือนเป็นบ้าน เพราะเงียบสงบ รู้จักหมดทุกคนทั้งคนไทยและอินเดียและไม่อยากไปที่อื่นแล้ว
โรงเรียน PPS public school
เนื่องจากวันที่ผมไปเยือนวัดเป็นวันอาทิตย์ ไม่มีคณะทัวร์มาแวะทำให้วัดเงียบสงบ ผมจึงถือโอกาสเดินสำรวจไปรอบๆ วัด ก็ได้เห็นอาคารสองชั้นไม่ใหญ่อยู่ตรงทางเข้าวัด สอบถามพระท่านได้ความว่าคือโรงเรียนของวัด แต่ที่น่าทึ่งก็คือเป็นโรงเรียนของตำบลด้วย ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะอยู่กับคนฮินดูและทำประโยชน์ให้กับชุมชนชาวฮินดูที่อยู่ในบริเวณรอบ วัดไทยสารนาทจึงได้จัดตั้งโรงเรียนในบริเวณวัด ซึ่งผมคิดว่าเป็นนโยบายที่ดีมาก ที่นี่รับนักเรียนได้ประมาณ 200 คน เปิดสอนเด็กตั้งแต่อนุบาลถึงเกรด 8 ชื่อโรงเรียน PPS public school โดยคำว่า PPS มาจากคำว่า พระครูประกาศสมาธิคุณ เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีอาคาร 2 อาคาร นักเรียนชั้นละประมาณ 20-25 คน เสียค่าเล่าเรียนเพียงเดือนละ 100 รูปี หรือหากไม่มีเงินก็ไม่ต้องเสียเลย บรรดาครูบาอาจารย์ก็มาจากท้องถิ่น เงินเดือนเพียงไม่กี่พันรูปี ก็อยู่กันได้อย่างพอเพียงตามวิถีชาวเมืองพาราณสี ผมได้ไปเยี่ยมโรงเรียนแห่งนี้ ก็ต้องบอกว่าประทับใจ เพราะเป็นโรงเรียนวัดไทยในอินเดียแห่งเดียวกระมั้ง เป็นโรงเรียนที่น่ารัก สะอาดเรียบร้อย ดูจากบอร์ดกิจกรรมโรงเรียน ก็มีนักเรียนที่เรียนดีเด่นจนได้รับรางวัลจากเมืองมาแล้วเช่นกัน ในวันนั้น แม้เป็นวันอาทิตย์ ปรากฏว่ามีห้องเรียนหนึ่งเปิดประตู ผมจึงถือวิสาสะเดินไปดูโผล่เข้าไปดู ก็เห็นนักเรียนอายุ 10 กว่าขวบ6-7 คนกำลังนั่งเรียน มีครูตัวเล็กๆ สอนอยู่หน้าห้อง เด็กๆ พอเห็นผมก็ทักทายด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง ไม่น่าเชื่อว่าเด็กที่นี่จะมีความสุขเช่นนี้ ครูบอกว่าเป็นการเรียนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ ก็ต้องเชื่อแล้วว่าเด็กโรงเรียนวัดไทยแห่งนี้เรียนดี

พระพุทธรูป“พระพุทธศาสนานุภาพลาภมงคลสมาธิรังษิธร”
อีกโครงการหนึ่งที่น่าสนใจ คือวัดกำลังสร้างพระพุทธรูปยืนปางประทานพรชื่อ “พระพุทธศาสนานุภาพลาภมงคลสมาธิรังษิธร” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมนาสัมพุทธเจ้าที่ทรงมีต่อมวลมนุษย์ โดยสร้างเป็นพระพุทธรูปหินทรายจำลองศิลปะสมัยคุปตะในราวศตวรรษที่ 9 ของอินเดีย ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นยุคทองของศิลปะอินเดีย ซึ่งปฏิมากรรมสมัยคุปตะนี้พัฒนามาจากสมัยคันธาระและมถุรา ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่สมบูรณ์และงดงามที่สุด ผมโชคดีในระหว่างที่เยือนวัดในช่วงเดือนมกราคม 2553 กำลังมีการสร้างพระเศียรของพระพุทธรูปดังกล่าวเสร็จแล้ว ตั้งอยู่บนลานไม่ไกลจากอุโบสถ รอเวลาที่จะยกขึ้นไปประดิษฐานบนองค์พระที่มีความสูง 17.62 เมตร (58 ฟุต 9 นิ้ว) องค์พระนั้นสร้างโดยนำหินทรายมาแกะสลักเป็นก้อนต่อกันจำนวนกว่า 700 ก้อน (ความยาว 1 เมตร กว้าง 70 เซนติเมตร) อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง(ต่อสลัก) ช่วงที่รอการต่อองค์พระ จึงเป็นโอกาสให้คนปิดทองพระเศียร ซึ่งผมก็บังเอิญโชคดีได้มีโอกาสนี้ด้วย จึงปิดทองพระพักตร์อย่างอิ่มบุญ โดยได้รับการแนะนำด้วยว่าถ้าปิดทองตรงไหนก็จะมีความหมายที่ดีเป็นมงคลทั้งนั้น เช่น ปิดที่พระเกศา ก็จะทำให้มีสมองดีปัญญาดี พระเนตรก็จะมีสายตาดี พระโอษฐ์ก็จะมีวาทะดี พูดเก่ง ฯลฯ

ในอนาคตถ้านำพระเศียรนี้ขึ้นไปตั้งบนองค์พระแล้ว คงไม่มีโอกาสได้ปิดทองเช่นนี้แน่นอน
ว่าด้วยพระพักตร์ของพระพุทธศาสนานุภาพลาภมงคลสมาธิรังษิธรนั้น ต้องยอมรับว่ามีความงดงามสมกับคำร่ำลือ เส้นสายและรูปทรงคมชัดเจน ราวกับภาพวาดสายเส้นไม่มีที่ติเลย ผมจึงเพลินกับการถ่ายภาพพระพักตร์อย่างใกล้ชิดและอิ่มบุญอิ่มใจยิ่งนัก ทราบว่าการแกะสลักหินทรายนั้นทำด้วยมือของช่างที่มีฝีมืออันดับหนึ่งของอินเดียทีเดียว
สวัสดีค่ะท่านเอกฯ
มาชมความงามจากภาพ ความศักดิ์สิทธิ์ แห่งศาสนสถาน ค่ะ
ชอบภาพแรกมากๆ เหมือนอยู่บนสรวงสวรรค์เลยนะคะ
คุณ poo ครับ
คนไทยโชคดีครับที่มีวัดไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่สังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง
ถ้ามีโอกาส เชิญไปสักการะกันนะครับ
ขอบคุณที่แวะมาทักทายกันครับ
สาธุ อนุโมทนาบุญด้วยนะคะ
สวย สงบ สุข มากค่ะ
น้องแพรภัทร
เป็นพระพุทธรูปที่งดงามมากเหลือเกิน
ทำให้ตระหนักว่าศิลปะไทยมีที่มาจากแดนพุทธภูมิไม่น้อย จะเรียกว่าสายเดียวกัน ตระกูลเดียวกันคงไม่ผิด
เป็นอุบายด้วยว่าเมื่อมองพระพุทธรูป ให้มองอย่างมีสติด้วย เพื่อนำจิตสู่กุศลและความสงบสุขอย่างละเอียด
ขอบคุณที่แวะมาทักทายกัน