คือวิชาการปฏิบัติ กับวิชาการทฤษฎี เป็นเรื่องที่วงการอุดมศึกษาไทยต้องร่วมกันพัฒนาขึ้นใช้ขับเคลื่อน “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” ต่างแบบ ใช้ขับเคลื่อน synergy ระหว่างวิชาการ ๒ แบบนี้ และใช้ขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างวงการวิชาการกับวงการชีวิตจริง (real sectors)
ที่ผ่านมา เรามั่วๆ กับวิชาการ เกณฑ์วัดผลงานวิชาการ และวัดความเป็นเลิศหรือคุณภาพของผลงานเหล่านั้น จึงไม่ชัด ไม่ดี ไม่ส่งเสริมคนทำงานวิชาการต่างแบบ เราจึงอยู่กันแบบมั่วๆ ไม่มีความชัดเจนเรื่องเกณฑ์คุณภาพวิชาการ เพราะหลงคิดรวมๆ กัน ไม่แยกระหว่างวิชาการปฏิบัติ กับวิชาการทฤษฎี
คืนวันที่ ๘ ม.ค. ๕๓ ระหว่างนอนดูหนัง BBC เรื่อง Atom ที่ผมได้รับมาจาก อ. หมอปรีดา ผมเกิดความคิดว่า วิชาการ ๒ สาย คือสายปฏิบัคิ กับสายทฤษฎี ควรจะมีหลักการที่ช่วยให้เราคิดเป็นรูปธรรมได้พอสมควร
เรื่องราวในหนัง ตอนที่กล่าวถึง Ernest Rutherford กับ Niels Bohr ร่วมกันทำงานตอบคำถามเรื่อง อะตอม ที่ Manchester University ระหว่างปี ค.ศ. 1911 - 1916 ทำให้เข้าใจ atomic world และพบ subatomic world โดยที่เมื่อร้อยปีมาแล้ว มนุษย์ยังไม่เชื่อเรื่องอะตอม ไม่เข้าใจว่า อะตอม คืออะไร
ความรู้เรื่องนี้ มาจากความร่วมมือระหว่างวิชาการ ๒ แนว คือแนวปฏิบัติ กับแนวทฤษฎี Rutherford เป็นนักเทคโนโลยี หรือนักปฏิบัติ ในขณะที่ Bohr เป็นนักทฤษฎี Rutherford เป็นครู Bohr เป็นศิษย์ แต่เวลาทำงานเป็นเพื่อนคู่คิดกัน คือร่วมกันหาความรู้ หรือความจริง โดยที่ทั้งคู่ต่างก็เคารพซึ่งกันและกัน ว่าเก่งคนละด้าน
ความร่วมมือระหว่างคนที่เก่งคนละด้านทำให้เกิด synergy สุดสุด
อุดมศึกษาไทยจึงต้องหาทางให้นักวิชาการที่เก่งคนละด้านร่วมมือกันทำงานวิชาการสร้างสรรค์สังคม
ที่จริงสถาบันอุดมศึกษาในประเทศที่เข้มแข็งเขาก็แยกระหว่างสถาบันที่เน้นวิชาการทฤษฎี กับสถาบันที่เน้นวิชาการปฏิบัติ สถาบันที่เน้นวิชาการทฤษฎีมีเพียงร้อยละ ๕ – ๑๐ ของจำนวนทั้งหมดก็เพียงพอแล้ว ซึ่งหมายความว่าสถาบันอุดมศึกษาเกือบทั้งหมด (๙๐ – ๙๕%) เน้นวิชาการปฏิบัติ และกลุ่มที่เน้นวิชาการปฏิบัติก็สามารถมีความเป็นเลิศด้านการวิจัยได้ ดังกรณี MIT และ CalTech ของสหรัฐอเมริกา
สถาบันอุดมศึกษา ๒ แนวนี้มีวัฒนธรรมวิชาการลึกๆ ไม่เหมือนกัน เราจึงต้องหาทางพัฒนาวัฒนธรรมวิชาการ ๒ สายนี้ขึ้นมาในประเทศของเรา คือวัฒนธรรมของ Knowledge Creation Research กับวัฒนธรรมของ Knowledge Translation Research ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่แยกขาดออกจากกัน มันมีส่วนซ้อนทับกันมาก แต่เราต้องทำความเข้าใจส่วนที่แตกต่าง เอามาใช้ในการคิดหาวิธีส่งเสริมให้คนในวงการวิชาการแต่ละสายมีความเข้าใจคุณภาพของงานของตน มีความภาคภูมิใจคุณค่าของงานวิชาการสายตน
เรื่องวิชาการ ๒ สายนี้ ยังมีประเด็นให้ถกเถียงอีกมาก และจริงๆ แล้วผมไม่ใช่คนที่รู้จริง เป็นเพียงนักสังเกตการณ์เท่านั้น ผมคิดว่าวิชาการสำหรับประเทศไทยควรเน้นสายปฏิบัติหรือ Translational ยิ่งกว่าในสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตก เพราะจะทำให้เราประหยัดกว่า ประยุกต์ได้มากกว่า เกิดผลกระทบต่อสังคมได้มากกว่า ในการลงทุนเท่ากัน
เราน่าจะสร้างระบบวัดความเข้มข้นทางวิชาการ ของวิชาการสายปฏิบัติ ขึ้นมาให้ชัดเจน และนำมาใช้เป็นเกณฑ์วัดคุณค่าของวิชาการสายนี้ จะเกิดคุณประโยชน์ต่อสังคมเหลือคณา
วิจารณ์ พานิช
๑๐ ม.ค. ๕๓
ขอบพระคุณท่านอาจารย์มหอย่างยิ่งที่พูดเรื่องนี้ครับ ผมอยู่กลุ่มสนใจ AI กลุ่ม Action Research แทบถูกบี้ตายทุกครั้งที่พูดครับ
เท่าที่มอง Research มหาลัยต้องเป็น Survey เท่านั้น ถึงจะเรียกว่า Research แตะ AI KM LO นี่แทบไม่ได้เลยครับ ขนาดโชว์หนังสือ Appreciative Inquiry: Research for Change ให้ดูกับตาจะๆ ต้องพลิกให้ดูเป็นหน้าๆ (ผมใช้คุกเข่าเปิดให้ท่านอาจารย์ผู้ใหญ่ครับ) ก็ยังพูดยากครับ แต่ก็ช่วยสร้างความเข้าใจได้บ้าง (ไม่อย่างนั้นนักศึกษาตายหยังเขียดครับ)
พานักศึกษาทำ AI ระดับป.โท เวลาไปสอบ Oral Exam ก่อนจบี่โกลาหลครับ เพราะนักวิชาการติด Survey Research กันหมดครับ โดยไม่สนใจ Action ครับ บางท่านถามว่าไม่อยู่ในหลักสูตร เอามาสอบไม่ได้
ลูกศิษย์ของผมทำ AI จบไปจากมข. อุตสาห์เอา AI ไปต่อยอดทำป.เอกที่ม.ต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง พอเสนอกรรมการบอกว่าไม่รู้จัก แถมพอบอกว่ามาจากมข. ก็บอกว่าทำไมต้องทำตามมข. แถมให้ตกอย่างงไมม่มีเหตุผล ลูกศิษย์ตาสว่าง เลยลาออก ตอนนี้ไปเรียนเอกอยู่จุฬาแล้วครับ
ผมทำ Thesis ป.เอก เกี่ยวกับ AI ล้วนๆครับ (ตอนที่ทำยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงเรื่องนี้มาก) พอผมกลับมา ก็ต้องเหนื่อย ยั่งนี้ ผมอยากถามสังคมวิชาการว่า ทำไมไม่บอกให้ผมไปเรียนอะไรซ้ำๆ ซากๆ ไม่ต้องทำอะไรใหม่ๆครับ ทำอะไรให้เหมือนๆกันสิครับ มหาลัยพยายามบอกเสมอว่าให้สร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่พอมีอะไรใหม่ๆมากลับไม่รู้จัก แถมกดดัน ดูถูกอีก (ไม่รวมหัวเราะครับ) บอกว่าศาสตร์นี้ไม่เป็นที่ยอมรับครับ แถมเพิ่งได้ยิน
สายการแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพโชคดีมากครับ ขนาดพยาบาลเมืองพล บ้านนอกแถวขอนแก่น ยังรู้จัก AI และ World Cafe เลยครับ แต่ในมหาลัย น้อยนักครับโดยเฉพาะสายธุรกิจ
ผมถึงกับสอนนักศึกษว่า เวลาค้นหา Trend เครื่องมือเจ๋งๆทางธุรกิจ ไม่ควรเริ่มต้นถามที่ คณะบริหารธุรกิจ หรือ MBA ครับ หรือแม้กระทั่งมหาลัยดังๆ แต่ให้ไปถามพยาบาลแถวบ้านนอกครับ จะ In Trend กว่าครับ (ที่ไหนก็ได้)
และผมไม่ท้อใจหรอกครับ และยังไง ขอบพระคุณท่านอาจารย์ และชาว Gotoknow หลายท่านที่ช่วยจุดกระแส R2R KM LO และ AI มากครับ เป็นกำลังใจต่อผมและอีกหลายๆคนครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
อ.โย