Project Management 101: บริหารโปรเจตต้องทำอะไรบ้าง

คราวที่แล้ว เราคุยกันไปแล้วว่าคุณสมบัติสำคัญของงานที่เป็น “โปรเจค” ที่สำคัญสองข้อก็คือ เป็นงานที่มี “กำหนดเวลา” และ “สร้างผลงานที่แตกต่างจากที่เคยมี”   วันนี้เราไปดูความแตกต่างของลักษณะงานที่เป็น “โปรเจค” กับ งานที่เป็นงาน “ประจำ” กันต่อค่ะ สาวๆ ที่ต้องดูแลงานพลาดความเข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้ค่ะ

 

3.ทีมงาน

รูปแบบของทีมงานที่ลงมือทำงานที่เป็นงานโปรเจคกับงานประจำนั้นต่างกัน เพราะงานโปรเจคนั้นมีเป้าหมายเพื่อให้บรรลุถึงจุดประสงค์อะไรซักอย่างที่แตกต่างจากที่เคยมีมา ดังนั้นจึงต้องรวบรวมสมาชิกที่จำเป็นและส่วนใหญ่อาจจะมาจากต่างสาขา ต่างแผนกงาน ที่มีความสามารถต่างกัน และแยกย้ายกันไปเมื่อหมดระยะเวลาของโปรเจค หรือ บางครั้งก็อาจจะเป็นการงานที่ทำร่วมกันระหว่างบริษัท หรือ คู่ค้า

แต่ทีมงานสำหรับงานประจำ มักจะเป็นทีมงานที่มาจากสาขาเดียวกัน ความรู้ใกล้เคียงกัน และ สมาชิกมักจะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง สมาชิกทุกคนทำงานที่ซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญสำหรับคนที่ต้องทำงานแบบโปรเจคมาก เพราะว่าสมาชิกในทีมของงานแบบโปรเจคนั้นมักจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อาจจะไม่ใช่เพื่อนหรือคนหน้าเดิมในแผนก ดังนั้นคนที่ทำงานแบบนี้ก็ต้องอาศัยทักษะอื่นๆ ในการทำงานที่ต่างจากการดูแลงานแบบงานประจำด้วย  

งานแบบโปรเจคเป็นงานที่มีมาจากต่างแผนก หรือต่างองค์กร ใช้ความสามารถที่แตกต่างกันไป แค่ในระยะเวลาที่จำกัด ดังนั้นจึงเป็นที่มาของพื้นฐานสำคัญที่สุด ของการทำ Project management นั้นก็คือ  “Team Work Management”  

 

4. การจัดการทรัพยากร

ทรัพยากรสำหรับการทำงาน ก็คือทั้ง คน ของ เงิน และ เวลา ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการทำงานแบบโปรเจคหรืองานแบบประจำ ก็จำเป็นที่จะต้องบริหารให้มีประสิทธิภาพในญี่ปุ่นจะเรียกว่าทำงานให้ไม่มี Muda, Mura และ Muri ซึ่งก็คือ Resource Management นั้นเอง

แต่สิ่งที่ต่างกันของการทำงานแบบโปรเจคกับการทำงานแบบประจำก็คือ “ขอบเขต” ของการจัดการทรัพยากรเหล่านี้เพราะงานแบบโปรเจคสามารถจัดการแต่ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องภายในเวลางานที่กำหนดเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของแต่ละคน แต่งานแบบประจำจะต้องมีการจัดการทรัพยากรอยู่ต่อเนื่อง ทั้งทุก 3 เดือน, 6 เดือน หรือ 1 ปี และ ระยะยาว ทั้งในฝ่าย บริษัทโดยรวม หรือ ทั้งกลุ่มบริษัท
 
ซึ่งปกติการบริหารทรัพยากรของงานแบบโปรเจคที่สำคัญที่สุด ก็จะคือ การ “บริหารเงิน” นั่นเอง เพราะแม้แต่จำนวนคนในโปรเจคทีม จำนวนงานที่จะจ้างคนอื่นทำแทน หรือ งานที่จะทำเอง สุดท้ายก็ขึ้นกับเงินเช่นกัน



ดังนั้นพื้นฐานสำคัญอีกอย่าง ของการทำ Project management ให้ราบรื่นได้นั้นก็คือ “Money Management” นั้นเอง ทำยังไงจะบริหารเงินที่จำกัดให้เพียงพอและส่งงานที่มีคุณภาพได้พร้อมๆ กัน

 


5.รายละเอียดของงาน

โดยหลักๆ แล้ว ไม่ว่างานแบบไหนก็จะแยกได้ว่า เป็น “งานอะไร ทำเมื่อไหร่ ทำอย่างไร”  ซึ่งประเภทของรายละเอียดของงานนั้นไม่ว่างานแบบไหนก็มีอยู่ 3 ประเภทก็คือ “งานจากผู้อื่น” “งานที่ต้องทำเสมอๆ” และ “งานตามตาราง”  

- งานจากผู้อื่น คือ งานที่เกิดขึ้นจากผู้อื่น อย่างเช่น งานต้อนรับเมื่อมีลูกค้าเข้ามาในร้าน หรือ งานจัดการดูแลมีลูกค้าโทรศัพท์เข้ามาต่อว่า  เป็นต้น
- งานที่ต้องทำเสมอๆ คือ งานที่เป็นไปตามกำหนดเวลา และต้องทำซ้ำๆ กัน หรือ อย่างเช่น งานที่ต้องทำทุกสัปดาห์ ทุกสิ้นเดือน เป็นต้น
- งานตามแผน คือ งานที่ได้ผ่านการวางแผน กำหนดตารางงานและงบประมาณ แล้วแบ่งแยกหน้าที่ที่แต่ละคนต้องทำมาแล้ว เช่น งานจากแผนการขาย, งานจากแผนการเงิน, แผนงานขาย กลยุทธ์การตลาด การสื่อสาร เป็นต้น 

งานที่เป็นแบบโปรเจคส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานประเภท “งานตามแผน” ส่วนงานประจำ มักจะเป็นประเภท “งานจากผู้อื่น” หรือ “งานที่ต้องทำเสมอๆ” 

แน่นอนว่าถืงแม้จะเป็นงานแบบงานประจำก็ต้องมีงานประเภทงานตามแผน เช่น กระบวนการตรวจสอบเสมอว่าเป็นไปตามแผนงานประจำปีหรือถึงเป้าหมายด้วยการทำ PDCA หรือ Plan, Do, Check และ Action อยู่เสมอ และ งานที่เป็นแบบโปรเจคนั้นก็ต้องมีงานที่ “ต้องทำเสมอๆ” เช่น ประจำติดตามงานทุกสัปดาห์ เป็นต้น  เพียงแต่ขึ้นกับว่างานประเภทไหนที่มีมากกว่าเท่านั้นเอง

ดังนั้นการทำ Project management ให้สำเร็จ สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ก็คือการดูแล “Progress Management” ติดตามงานว่าแต่ละส่วนทำงานก้าวหน้าไปเท่าไหร่ และ ต้องจัดการดูแลต่อยังไงด้วย