จดหมายถึงครู ι ๒๖ มกราคม ๒๕๕๓

          หนูตื่นขึ้นมาตอนตีสี่ รู้สึกงัวเงียอยู่ค่ะ และรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกาย สุดท้ายก็ลุกขึ้นมา จัดแจงหุงข้าวเหนียวก้องใส่ข้าวกล่ำ ตั้งใจว่าจะเอาไปใส่บาตรเช้านี้ค่ะ แล้วนั่งลงสวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิภาวนา

 

อืมแต่หนูก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่ค่ะ แต่ก็บอกตนเองว่า นี่แหละ คือ วิถีแห่งการฝึกตน สบายมาเยอะแล้ว เดินทางไกล ๆ เวทนาชัดดี เปิด G2K ขึ้นมาปรับแก้ข้อความเพราะเมื่อคืนตีพิมพ์ไปก่อน แล้วมาตามแก้ทีหลัง พอตอนแก้ไข รู้สึกว่าระบบล่ม จึงตีพิมพ์แบบที่แก้ไขไม่ได้ ตอนแรกรู้สึกเสียดายเหมือนกันค่ะ เพราะหนูแก้ไขบางประโยคใหม่เยอะพอสมควร  แต่ก็บอกกับตนเองว่า แค่นี้ ก็แค่นี้ 

 

          จึงถอดบทเรียนเกี่ยวกับการเดินทางเมื่อวานต่อ บันทึกนี้หนูใช้เวลาพอดู กว่าจะเขียนออกมาได้ เหมือนสมาธิหนูยังอ่อน บางทีก็มีแว๊บความคิดว่า

“เล่าไปในบันทึกจดหมายถึงครูแล้ว เล่าเรื่องซ้ำอีกดีไหมนะ” ประมาณนี้ค่ะ

 

กว่าจะเขียนเสร็จเวลาล่วงเลยไปกว่าหกโมงเช้า เหมือนใจหนูอยากจะเขียน หลายเรื่องในการเดินทางเป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการเดินทางก็มีเสียงออกมาว่า

 “แหนะจะไปลอกเขาอีกและ แค่หัวเรื่องจะเขียนก็ มาเต็ม ๆ เลย”  มันผิดศีลข้อสองนะไม่ละอายบ้างเหรอ

หนูจึงวางมือลงก่อน พอหกโมงกว่า ๆ หนูจึงออกไปวิ่งและถือข้าวหุงไปใส่บาตรด้วยค่ะ จากที่หนูตั้งใจว่าจะปรับลดระยะทางตอนเช้า หนูได้ยินเสียงใจตนเองต่อรองให้สั้นกว่าหนึ่งรอบ จิตมันไปเร็วมากจริง ๆ อย่างที่ครูสอนค่ะ แต่ก็ทำอย่างที่ตั้งใจ คือ หนึ่งรอบใหญ่ แล้วก็ได้หยุดใส่บาตรระหว่างทาง

 

กลับจากวิ่งเหมือนหนูอยากเขียนบันทึกต่อเพราะใจสบาย ๆ เปิดเครื่องขึ้นมาแล้วค่ะครู ได้แต่บอกตนเองว่า “ห้ามตอบ” ตอนนี้ไม่ใช่เวลาเขียนบันทึก เท่านั้นแหละค่ะ หนูก็หันไปจัดแจงชีวิตประจำวันและฟังเทศน์ครูบาอาจารย์

 

ไปถึงที่ทำงานเจอแม่บ้านที่หน้าห้อง จำได้ว่าสามีท่านพึ่งเสียไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ด้วยโรคมะเร็งโพรงจมูก หนูจึงเข้าไปพูดคุยให้กำลังใจ แบ่งปันด้วยใจที่เบิกบาน รอยยิ้มเบิกบานของท่าน กับคำพูดที่เธอบอกว่า พี่ทำเต็มที่รักษาและดูแลเขามาหกเดือน เขาไปสบายแล้ว หนูรู้สึกว่าท่านเข้มแข็งมาก ๆ ค่ะ

 

แล้วหนูก็เดินเข้าห้องไป วันนี้หนูตั้งใจกับตนเองว่าจะทำตัวอย่างให้ได้มากที่สุด ตอนเช้า ๆ หนูนั่งทำ herbarium อยู่ มีงานเอกสารมาแทรกที่ต้องเร่งเคลียร์ เวลาล่วงเลยไปถึงสิบโมงเช้าค่อยได้เริ่มต้นทำ Lab หนูลอกผิวใบ บนล่าง ครานี้ใบที่เก็บจากป่าชายเลนอวบมากค่ะ อวบกว่าที่เอามาปลูกเอง ใช้เทคนิคการฉีกไม่ได้ หนูต้องมาฝึกสติกับการเคลื่อนไหวของมืออย่างเบา ๆ สังเกตเห็นความต่างเยอะ แล้วใจหนูก็ลังเลว่าเจอจุดที่เจ๋ง ๆ น่าจะลองวาดเลย แต่ครานี้ผิดคาดค่ะครู เป็นภาพที่คมชัด แต่ฝีมือวาดของหนูต้องปรับปรุง เพราะเป็นการวาดเส้นแบบใกล้กันมาก ๆ เพิ่มความละเอียดของงานวาดเข้าไปอีก ประจวบกับใกล้เวลาเที่ยง ทุกคนลงไปซื้อของกินหมด เหลือหนูนั่งทำ Lab อยู่คนเดียวตอนเที่ยง หนูรู้สึกหิว นึกถึงคำสอนครูขึ้นมาว่า ถ้ากายมันหิวก็ให้ทาน ถ้าอดแล้วทรมารเป็นการผิดศีลข้อหนึ่ง คือ ทำร้ายตนเอง ไม่เมตตาต่อตนเอง หนูจึงวางมือลง จากงานแล้วมาแกะห่อข้าวนั่งทานบนโต๊ะ

 

ใจหนูแว๊บบอกตนเองว่า เรามีเวลาหนี่งชั่วโมงกับการเขียนบันทึกใน G2K อืม แต่ควรจะตอบความคิดเห็นที่ครูมอบหมายก่อน หนูนั่งอ่านบันทึกต่าง ๆ แล้วก็ตอบข้อคิดเห็น เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบ ๆ บ่ายโมง ได้เวลาลุยงาน แต่หนูต้องไปทำธุรเรื่องเงินให้เสร็จก่อน เพราะต้องไปกดตังค์คืนพี่ที่ท่านให้ยืมเมื่อวานนี้

 

ตอนเอาไปคืน หนูกล่าวขอบคุณท่าน รู้สึกได้ว่าท่านมีอะไรอยากเล่าให้เราฟังเหมือนต้องการคำปรึกษา ท่านเชิญหนูนั่งลง หนูก็ฟังท่านเล่าไปเรื่อย ๆ เป็นเรื่องที่หนักหน่วงของท่านพอสมควร หนูระลึกถึงคำครูว่า “ตั้งใจฟัง ฟังด้วยใจ” ขณะฟังหนูจึงได้โอกาสหายใจ ตามลมหายใจตนเองสังเกตการตอบสนองสิ่งต่าง ๆ แล้วหนูก็ให้กำลังใจท่านว่า “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ถ้าพี่ไม่เครียดเดี๋ยวพี่ก็มีทางออก หนูเชื่ออย่างนี้”

 

สักพักหัวหน้าท่านมา แล้วมาคุยกับหนูเรื่องสมุนไพรที่เก็บมาเมื่อวานนี้ เหมือนเราแลกเปลี่ยนกันและกันเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านสมุนไพรค่ะ

 

หลังปฏิบัติภารกิจอย่างเรียบร้อย หนูกลับมาเปลี่ยนเป็นชุด Lab หนูเห็นความล่าช้าของการวาดภาพของตนเอง จึงตัดสินใจปรับแผนใหม่ โดยการตัด midrib และลอกผิวใบบน-ล่าง ให้พร้อมวาดก่อน เพราะตัวอย่างมีจำนวนมาก อาจจะเหี่ยวก่อน

 

หนูทำจนเย็น เพราะพี่หัวหน้าท่านติดประชุม หนูได้โอกาสทำงานไปเรื่อย ๆ ท่านออกมาจากห้องประชุมเกือบ ๆ หกโมง หนูจึงค่อยกลับบ้าน หนูเดินใคร่ครวญกับตนเองมาเรื่อย ๆ ครูค่ะ เหมือนวันนี้หนูหยุดคิดเรื่องงานไม่ได้ เหมือนงานมันหมุนวนเวียนอยู่ในหัว ทั้งแนวทางการต่อยอด หรือการตัดสินใจ การที่มันเป็นแบบนี้ทำให้หนูรู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลียค่ะ

 

มานึกถึงคำครูคือ อ่อนภาวนา โอ้โห หัวหนูหมุนติ้ว ๆ เพราะหนูไม่ค่อยหายใจ แม้ความคิดที่ออกมาจะเป็นแนวทางที่ดีในการทำงาน แต่วันนี้เหมือนมันมาเยอะจนหนูรู้สึกเหนื่อย หนูตัดสินใจนั่งมอร์เตอไซด์กลับหอ มาถึงห้องแบบว่า เปลี่ยนชุดไปออกกำลังกายแล้วนะคะ แต่หนูเพลียเลย นอนราบผ่อนคลายตนเอง แล้วก็รู้สึกว่า ไม่ได้นะ ต้องไปวิ่ง เหนื่อยก็ยิ่งต้องวิ่ง หนูไปวิ่งออกกำลังกายเสร็จแล้วก็ไปซื้อของแถว ๆ ซอยบำราศ เพราะกาแฟดีท๊อกหมด

 

กลับมาถึงหอพัก หนูจัดการอาบน้ำแต่งตัว นั่งทานของกินที่ซื้อติดมือมา หนูง่วงมาก ๆ ค่ะ แล้วแว๊บคิด เรื่องเรียนต่อป.เอกขึ้นมา เพราะต้องส่งเอกสารภายในวันที่สิบกุมภาพันธ์ หนูรื้อจดหมายตอบรับในเมลล์จากอาจารย์ที่ญี่ปุ่น ทั้งตกใจ ทั้งขำ ก็หนูเริ่มติดต่อทุนนี้ตั้งแต่วันที่สองเดือนมีนาคมปีสองพันแปดร้อย มันเกือบ ๆจะสองปีมาแล้ว และท่านอาจจะเกษียณไปแล้ว หนทางเรื่องนี้ของหนูดูริบหรี่ แต่ก็มีอีกเสียงที่ดีใจว่าจะได้ไม่ต้องไปลำบาก หนูทบทวนตนเอง หนูเป็นคนกลัวลำบากเหรอ คำตอบที่ได้คือ “ไม่ใช่” แต่การที่ไปแบบไร้เป้าหมายนี่มันเหนื่อย

 

ใจหนูถ้าต้องเรียนปริญญาเอกจริง ๆ น่าจะเป็นอะไรที่ทำประโยชน์ให้เมืองไทย เหมือนหนูไม่ชอบค่านิยมที่ไปเรียนเพื่อให้ได้ชื่อว่า ฉันจบเมืองนอก กลับมาแล้วก็เปลี่ยนคำนำหน้าเป็น ดร. มันดูไม่มีประโยชน์ หนูถามตนเองแล้วอะไรคือประโยชน์ในมุมมองของตนเอง

เสียงข้างในตอบแบบสบัด ๆ “ก็ทำสมุนไพรที่จะเอามาเป็นข้องมูลใน Thai herbal Pharmacopeia ซิ แต่ให้ทำแบบครบวงจร ทำหลาย ๆ ตัวอาจจะหนึ่งถึงสองตัวแค่นี้ก็อ๊วกแล้ว เจ๋งด้วย แม้จะเป็นองค์ความรู้พื้นฐาน แต่สิ่งนี้ คือ ประโยชน์ที่คนไทยจับต้องได้ นำไปใช้ประโยชน์ได้ สนับสนุนกับฐานความรู้เดิมที่ตนเองมีด้วย

 

พอมีความคิดนี้เกิดขึ้นก็เหมือนใจหนูมีแสงแห่งความหวัง และความอิ่มปรากฏขึ้น แต่ก็รู้สึกประหลาดใจกับความคิดของตนเอง

 

แต่ก็มีคำถามซ้อนมาอีกว่า “แล้วใครจะรับเป็นที่ปรึกษา แล้วจะหาทุนที่ไหนเรียน ถ้าทำแบบนี้ก็น่าจะเรียนที่เมืองไทยนะ อืมงานวิจัยแบบนี้ ทุนคปก มีให้ไหมนะ”

 

โชะ คำตอบออกมาแบบนี้หนูเองยังแปลกใจ หนูไม่เคยมองมุมนี้มาก่อน แต่ก็เป็นมุมที่ท้าทาย เพราะถือว่าเป็นงานที่ไม่ง่าย ทำไมถึงบอกว่าไม่ได้เหรอค่ะเพราะว่าสมุนไพรแต่ละชนิด มีความแตกต่าง ๆ แล้วจะต้องเก็บตัวอย่างทั่วไทย เพื่อเป็นตัวแทนในงานด้านต่าง ๆ นี่แหละค่ะ คือ ความยาก เพราะจะโดนจำกัดด้วยเวลาด้วย อืมน่าสน”

 

พอหนูคิดจบ “แม้หนูจะรู้สึกว่า ได้พลังในการทำงาน แต่ก็รู้สึกว่า เป็นความฝันที่หนูยังไม่รู้จะหาอาจารย์ที่ไหนรับเป็นที่ปรึกษา ไม่รู้ว่า จะหาทุนเรียนต่อเอกได้ที่ไหน จบข่าว”

 

หนูกลับมาที่ลมหายใจแล้วก็บอกตนเองว่า จะเป็นอะไรก็ช่างมัน ทำตอนนี้ให้ดีที่สุดก็พอ มองนาฬิกาสองทุ่มกว่าแล้ว หนูจึงนั่งลงสวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิภาวนา แล้วก็มานั่งพิมพ์การบ้านส่งครูเจ้าค่ะ

 

 

ศีล

 

  1. วันนี้หนูใช้ร่างกายหนูหนัก ยืนทำงานหลายชั่วโมง ในหัวคิดตลอดลืมภาวนา จนรู้สึกเหนื่อยเจ้าค่ะ เพ่งโทษคนอื่น วันนี้มีแบบเบา ๆ ค่ะ อ้อมีครั้งหนึ่งที่เหมือนจะปี๊ดเรื่องที่มีคนมาบอกว่า พี่ ๆ ที่เดินทางไปจันทบุรีกับหนูเมื่อวานนนี้ จะ เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่ได้ เพราะหนูร่วมเดินทางไปด้วย แต่ทำขออนุมัติไม่เบิกค่าใช้จ่าย ทั้ง ๆ ที่คนอื่นทำขออนุมัติแบบเบิกค่าใช้จ่ายหมด ใจหนูปี๊ดขึ้นมาเลยค่ะ หนูรีบดึงลมหายใจเข้าแล้วก็บอกตนเองว่า น่า อย่าให้อารมณ์ครอบงำ คุยกับด้วยสติและเหตุผล ใจหนูค่อยสายขึ้นค่ะ 
  2. หนูทำร้ายของรักของใครไหม รู้สึกว่าหนูไปทำร้ายใจเขาเข้า การตั้งใจทำงานอย่างมุ่งมั่นของหนูเมื่อวาน ทำให้ใครหลายคนไม่สบายใจและเป็นห่วง กับการลงรถระหว่างทางเมื่อวาน ท่านมองว่าอันตราย และไม่ควรทำ หนูรู้สึกขอบพระคุณท่านที่เป็นห่วงค่ะ  
  3. วันนี้ใจหนูง่วนกับงานค่ะ เลยไม่ค่อยได้ว่อกแว่กคิดถึงคนโน้นคนนี้
  4. วันนี้หนูรู้สึกว่า พูดเยอะค่ะ เจอคนเยอะ ก็ รู้สึกว่ายังพูเพ้อเจ้ออยู่ค่ะครู
  5. ความประมาท แม้หนูจะทำตามข้อวัตรทุกย่าง แต่ก็ดูยังไม่ค่อยสมบูรณ์ รู้สึกได้ว่าใจมันต่อรอง อันนี้ถือว่า ประมาทเจ้าค่ะ แถมยังฟุ้งคิดเรืองเรียนต่อ ป.เอกเป็ตุเป็นตะ เจ้าค่ะ ไม่คิดว่าตนเองจะตายเลย

 

 

กราบขอบพระคุณครูเจ้าค่ะ