หลักการหนึ่งที่สำคัญ มหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษาที่พึงปรารถนาคืออุดมศึกษาที่สามารถนำพาคนและสังคมไปสู่คติที่อุดม อุดมศึกษาต้องเลื่อนชีวิตคนและสังคมให้เข้าสู่สภาวะที่ดีงาม อุดมศึกษาต้องเป็นไปเพื่อชีวิตและสังคม ในปัจเจกอุดมศึกษาต้องเป็นไปเพื่อให้ชีวิตผู้ศึกษาเล่าเรียนมีชีวิตที่สูงส่งขึ้น มีภาวะที่ดีงานยิ่งขึ้น มีความเป็นไท กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง สร้างสรรค์ สมัยผมศึกษาอยู่ อุดมคติของผมคือ " ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาหาใช่ชีวิตเรา เรียนรู้โลกและชีวิต อุทิศสร้างสรรค์สังคมยุติธรรม"ผมจึงขอตอกย้ำให้หนักแน่นว่า อุดมศึกษาต้องเอื้อให้สังคม ผู้คน เข้าสู่ภาวะที่งอกงามขึ้น เป็นสังคม /ประเทศที่น่าอยู่ ซึ่งเอื้อต่อความเจริญเติบโตในทางจิตวิญญาณของคนด้วย แต่สิ่งเหล่านี้ตรงข้ามและสวนทางกับอุดมศึกษาในปัจจุบัน เพราะอุดมศึกษาในปัจจุบันมันเป็นแค่การเลื่อนสถานภาพทางสังคม คนจำนวนไม่น้อยที่เลือกเรียนในมหาวิทยาลัยเพราะต้องการเลื่อนสถานภาพทางสังคมเท่านั้นเอง นั่นคือต้องการมีเงินเดือน มีรายได้ มีหน้ามีตามากขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับอุดมศึกษาที่ผมกล่าวถึง ไม่เพียงแค่นั้น ผู้ที่หวังกับอุดมศึกษาปัจจุบันกลับไม่ได้เข้าไปแก้ปัญหาสังคมที่หมักหมมเท่านั้น หากเขายังเป็นผู้เข้าไปสร้างความหมักหมมที่แยบยลให้เกิดขึ้นอีกมากมาย นั่นก็คืออุดมศึกษาต้องสามารถเลื่อนชีวิตและสังคมให้ไปสู่สภาพและสิ่งที่ดีกว่าสูงกว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงการเลื่อนสถานภาพทางสังคมเท่านั้น ในส่วนผู้เรียน การศึกษาอุดมศึกษาต้องสร้างความเป็นไท สร้างความคิดและชีวิตที่เป็นอิสระ มีจิตใจที่โปร่งใส แช่มชื่น แจ่มชัดในชีวทัศน์และโลกทัศน์ ปลอดพ้นจากความเคลียด ความกดดัน ความทุกข์ มีจิตที่เมตตา จิตที่ใหญ่แผ่กว้างโดยไม่ติดยึดกับความเห็นแก่ตัว มีการใช้ปัญญาโดยปราศจากอคติ ความเห็นแก่ตัว และว้าวุ่นในผลประโยชน์ ที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้มา อุดมศึกษาโดยเฉพาะของรัฐ อุดมทัศน์ที่มันควรจะเป็นมานานแล้วคือ ต้องเป็นสถาบันการศึกษา/วิชาชีพชั้นสูงที่ลกหลานของประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่เดือดร้อน นั่นคือไม่ใช่มหาวิทยาลัยพานิชย์ เห็นแก่เงิน แสวงประโยชน์ มักมากในอำนาจกอบโกยโกงกินสร้างพรรคพวกชั่วร้าย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่สร้างสรรค์ หมายถึงครอบงำความคิดสติปัญญาของผู้เรียนผู้ศึกษา เช่น หากผู้เรียนตรวจสอบการโกงกินของผู้บริหาร ก็ลบชื่อไล่ออก ห้ามแสดงความคิดเห็น ในหลายมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาออกมาคัดค้านเรื่องการแปรรูป ผู้บริหารก็จะจัดการ ไม่ให้จัดตั้งชมรมกลุ่มกิจกรรมด้านประชาธิปไตย ตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น ห้ามไม่ให้ติดประกาศแสดงความคิดเห็นเรื่องวที่จะทำให้ผู้บริหารเดือนร้อน กรณีทุจริต โกงกิน ในมหาวิทยาลัย จึงเป็นเรื่องน่าเสีย ดายและน่าเสียใจที่นักศึกษาส่วนใหญ่ก้มหน้าก้มตาเรียน ไม่สนใจผู้คน ความเดือนร้อนที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยกดขี่ตนเองและผู้ปกครองอยู่ รวมทั้งไม่ใส่ใจใยดีกับสังคม ผู้รู้อย่างอาจารย์หมอประเวศ วะสี แนะให้มหาวิทยาลัยแสดงบทบาทเป็นปัญญาของแผ่นดิน หันมามองปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่มองแบบแยกส่วนที่ทำให้เห็นภาพรวมของปัญหาบ้านเมืองไม่ชัดเจน และมหาวิทยาลัยต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโนบายสาธารณะแทนคนมีผลประโยชน์ได้เสียที ซึ่งคนมีผลประโยชน์(นักการเมือง พ่อค้า นักธุรกิจ ผู้นำประเทศที่ฉ้อฉล) เหล่านี้ทำให้ประเทศชาติวิกฤติ และอาจเกิดผลกระทบรุนแรงนำไปสู่ภาวะสิ้นชาติได้ ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยไม่สามารถเป็นปัญญาให้สังคมได้เลยจริง เพราะสนใจเป็นเรื่องๆ ถ้าไม่เข้าใจโครงสร้างและระบบก็ไม่สามารถขับเคลื่อนเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ได้ ทั้งๆ ที่เป็นขุมความรู้ที่ใหญ่ที่สุด แต่มหาวิทยาลัยมีส่วนในการพัฒนานยโยบายสาธารณะน้อยมาก ปล่อยให้คนกำหนดนโยบายเป็นเรื่องของคนที่มีผลประโยชน์แอบแฝง มีความรู้น้อย เห็นแก่ส่วนรวมน้อย ประเทศจึงเสียหายมากจนวิกฤติอยู่ทุกวันนี้ ทำอย่างไรละครับที่จะให้มหาวิทยาลัยเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤติได้ จะทำได้อย่างไรก็เมื่อผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนทางสังคม ยังแสวงหาประโยชน์ อยากได้อำนาจเบ็ดเสร็จด้วยการแปรรูปมหาวิทยาลัยออกนอกระบบอยู่เช่นนี้ (มีต่อฯ)
มหาวิทยาลัยที่ดี ที่ควรจะเป็น ที่พึงปรารถนาควรเป็นอย่างไร
อยากกล่าวถึงรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ ที่มีการผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการหลายมหาวิทยาลัย โดยใช้มติที่ไม่ชอบธรรมขอิงสภานิติบัญญัติ(สภาลากตั้ง)หลายวาระไม่ครบองค์ก็ยกมือโหวดให้ผ่าน หลายมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำประชาวิจารณ์กับประชาชนอย่างกว้าง ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การละเลยไม่ให้ความสาคัญกับประชาชนเป็นเรื่องเลวร้าย เพราะมหาวิทยาลัยของรัฐสร้างขึ้นมาจากเงินภาษีอากรของประชาชน ควรให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ(จิตร ภูมิศักดิ) ผลที่เกิดขึ้นก็คือความไม่ถึงพร้อมในคุณธรรม จริยธรรมในการบริหารปกครองของผู้บริหารที่มีอำนาจมากและใช้อำนาจสร้างบารมี อย่างไม่สร้างสรรค์ ในความจริงแล้วมหาวิทยาลัยของรัฐไม่ใช้ของพวกคุณ(ผู้บริหาร)ที่อยากจะทำอะไรก็ทำได้ อยากจะโกงกินกอบโกยก็ทำได้ หากแต่ในมหาวิทยาลัยมีบุคคลากร 3 ส่วนไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ข้าราชการลูกจ้าง คณาจารย์ และประชาชนภายนอกที่เป็นบิดา มารดา ศิษย์เก่าผู้มีส่วนได้เสียกับชะตากรรมของการแปรรูปมหาวิทยาลัย แต่ผู้บริหารประเทศและผู้บริหารมหาวิทยาลัยกลับไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญ ไม่เห็นคุณค่า จึงต้องคิดกันให้ถ่องแท้ว่ามหาวิทยาลัยเป็นของผู้บริหาร(ที่แสวงหาอำนาจ กอบโกยโกงกิน)หรือเป็นของประชาชน เหมือนที่เราเคยได้ยินได้ฟังว่า" มหาวิทยาลัยเป็นของประชาชน" "ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน"
เข้ามาเอาความรู้ค่ะ..(หัวข้อนี้น่าสนใจมากมั่กก)
ขอบคุณค่ะ..^^