จนเมื่อปลายปี 2552 มีคนๆ นึง ที่รู้จักกันเขารู้เรื่องแม่ เขาสงสาร เลยพาแม่ไปแจ้งกับทางเขต แล้วเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ทางเจ้าหน้าที่ฟัง เจ้าหน้าที่ก็ขอพยานบุคคล หลายคนว่าแม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้นานจริงๆ เจ้าหน้าที่สอบพยานได้ สี่คน รวมทั้งพ่อด้วย เมื่อการสอบพยานเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็บอกพ่อกับแม่ว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะแม่มาอยู่ที่นี่นานจริงๆ เขาถามอะไรแม่ก็ตอบได้ทุกอย่าง พยานก็ยืนยัน ทางเขตก็นัดเราให้ไปหาอีกอาทิตย์หน้า เมื่อเราไปเจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่าไม่สามารถจดอะไรได้ เพราะไม่รู้รากเหง้าที่แท้จริง รู้แค่เพียงว่าได้มาอยู่ที่นี่นานเฉยๆ แต่เขาจะลงทะเบียนให้เฉยๆ โดยจะให้เป็นบัตรสีขาวเอาไว้ว่ามีตัวตนอยู่จริง ณ.ปัจจุบัน แต่ตอนนี้บัตรหมด แล้วจะโทรมาเรียกเราไปอีกทีเมื่อบัตรมาถึง ***เราก็เลยกลับ*** สรุปว่าจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครโทรหรือติดต่อมา แม่ก็ยังไม่มีบัตร และก็ยังไม่ได้รับการรักษาใดๆเลย อยากจะรบกวนอาจารย์แหววน่ะคะ ว่าจะต้องทำยังไงต่อไปดีให้แม่ได้พอมีบัตรอะไรซักอย่างก็ได้คะ เราไม่ได้ต้องการสิทธิ์ใดๆ นอกจากขอสิทธิ์ของความเป็นคนที่ได้มีตัวตนเพื่อจะได้เอาไว้ไปยื่นรักษาตัวน่ะคะ แม่ของดิฉันทนทุกข์ทรมานกับโรคมาก ดิฉันไม่รู้จะหันไปพึ่งใครดีคะ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปตามหาญาติได้ยังไงด้วยคะ

          ผู้หญิงคนหนึ่งใช้ชื่อว่า "คุณนุช" เขียนอีเมลล์มาถึง อ.แหวว เพื่อหารือว่า แม่ป่วยหนัก แต่ไม่กล้าไปศิริราช เพราะไม่มีบัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐใดเลย ก็คือ เป็นคนไร้รัฐนั่นเอง

           คุณรุ่งแก้วมารดาของคุณนุชเป็นเด็กที่มีคนเอามาฝากเลี้ยง แล้วก็ไม่มารับตัวกลับไป ก็เป็น "คนไร้รัฐเพราะไร้รากเหง้า" และด้วยความไม่รู้กฎหมายของคนที่รับเลี้ยง ที่จะไปปฏิบัติตามมาตรา ๑๙ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ เด็กคนนี้จึงยังตกอยู่ในความไร้รัฐ

              ในวันที่ระบบการทะเบียนราษฎรของรัฐไทยยังไม่ผูกติดกับเลข ๑๓ หลัก และระบบหลักประกันสุขภาพยังไม่มีลักษณะแข็งตัวในลักษณะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คุณรุ่งแก้วก็เป็นคนไข้ศริริราช และรักษาตัวไปได้ และมีความสัมพันธ์ที่งดามกับศิริราชจนถึงขั้นบริจาคร่างกายให้ศิริราช

               แต่ในวันนี้ที่คนไร้รัฐไม่กล้าไปปรากฏตัวขอรับการรักษาในโรงพยาบาลไทย เพราะกลัวถูกใจส่งตำรวจ คุณนุชกล่าวว่า "ถ้าถามว่าแม่มีชื่อทำไมไม่ไปหาพ่อ-แม่ที่แท้จริง จะไปเริ่มตรงไหนดีคะ เพราะแม่ไม่ได้เรียนเลยไม่รู้ว่าจะทำยังไง แล้วอีกอย่างเรากลัวด้วยคะ ว่าถ้าแม่หาญาติพี่น้องไม่ได้ ทางการอาจจับแม่ให้ไปอยู่ในค่ายกักกันหรือที่ไหนซักแห่ง......"

               เราจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร ?

               เราตระหนักว่า รัฐไทยมีหน้าที่รับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายให้แก่มนุษย์ และรัฐไทยเองก็ปฏิบัติหน้าที่นี้มาตลอดตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๒ จนถึงปัจจุบัน เพียงแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐไทยบางท่านอาจไม่รู้กฎหมาย หรือมีความเป็นอมนุษย์นิยม  

               ดังนั้น เราจะเห็นว่า ทะเบียนคนป่วยที่ศิริราชของคุณรุ่งแก้วจนถึงมีการบริจาคร่างกายย่อมเป็นพยานหลักฐานที่ดีว่า เธอมิใช่คนที่เพิ่งข้ามมาจากประเทศอื่น เธอเป็นคนที่สูญเสียตัวตนทางกฎหมาย แม้เธอจะมีสามีและบุตรสัญชาติไทยถึง ๒ คน

             การสำรวจคนไร้รัฐในโรงพยาบาล จึงเป็นกิจกรรมที่โรงพยาบาลน่าจะทำ กิจกรรมประมาณนี้เคยเกิดในโรงเรียนที่กระทรวงศึกษาธิการยอมรับภารกิจตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายไทยที่จะสำรวจคนไร้รัฐในโรงเรียน อันนี้แหละ เป็นประเด็นที่ อ.แหวว อยากขายให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้ซื้อค่ะ ถ้าคนไข้ไร้รัฐเดินเข้ามาในโรงพยาบาล ก็แจ้งปัญหาของเขาเหล่านี้ไปยังเขตเพื่อบันทึกตัวตนทางกฎหมายก่อนในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย อาจยังไม่ให้สิทธิใดๆ เลย นอกจากสิทธิในการรักษาพยาบาล เหมือนคนไร้รัฐในโรงเรียนเช่นกัน สิทธิประการแรกที่จะมาถึงภายหลังการบันทึกนักเรียนไร้รัฐในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ก็คือ สิทธิในหลักประกันการศึกษา

               และถ้ากระทรวงสาธารณสุขซื้อแนวคิดที่จะช่วยกระทรวงมหาดไทยสำรวจคนไร้รัฐด้วย ก็สร้างแนวคิดและวิธีการออกมาเป็นมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการเก็บคนไร้รัฐมาวางบนทะเบียนราษฎรของรัฐไทย แบบที่กระทรวงศึกษาธิการทำให้วิษณุก็จะไปเป็นไปได้

                  เมื่อวันที่ ๑๕ - ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓ ได้มีโอกาสคุยกับเหล่า คศน. ของ สวรส. และไม่กี่วันต่อมา ก็เห็นรายการข่าวที่ชื่อว่า "วาระประเทศไทยเกี่ยวกับสิทธิในหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐ" โดยคุณณาตยา แวววีรคุปต์ และเห็น "แถลงการณ์ของแพทย์ชนบท" โดยคุณหมอจุ๊ก สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อ.แหววก็เลยเข้าใจว่า ความหวังที่จะเห็นโรงพยาบาลไทยมาช่วยรักษาโรคไร้รัฐให้แก่คนไร้รัฐที่เข้ามาเป็นคนป่วยของโรงพยาบาล

                   บันทึกนี้ อยากขอแรงคนที่ทำงานในศิริราชช่วยส่งสัญญานหน่อยค่ะว่า ถ้านักศึกษาของ อ.แหวว จะพาคุณรุ่งแก้วไปรักษาที่ศิริราชแล้ว จะถูกแจ้งความจับไหมคะ แล้วถ้าคุณรุ่งแก้วไม่มีบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง หรืออะไรเลย ??? เธอจะได้รับการรักษาไหมคะ ???

                     จะรบกวนให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราชกรุณาทำจดหมายแจ้งอธิบดีกรมการปกครองเพื่อบันทึกตัวตนของคุณรุ่งแก้วในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยประเภท ท.ร.๓๘ ก. (บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร" ได้ไหมคะ ?? เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของกรมการปกครองตามมาตรา ๓๘ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร แก้ไขใหม่ อยู่แล้วค่ะ

                          ศิริราช...ช่วยด้วยค่ะ