สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดจากความเอื้ออาทร

                                      สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดจาก........ความเอื้ออาทร  

 

ทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนทุกคนเมื่อมีเกิด ย่อมตามมาด้วยเจ็บ เมื่อมีป่วย สุดท้ายย่อมต้องรับมือกับการสูญเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย และยิ่งหากรู้ว่าบุคคลที่ตนรัก หรือผู้ป่วยกำลังจะเสียชีวิต ผู้ที่เข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิตส่วนใหญ่มักพบกับความทุกข์ทรมาน ทั้งร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ สมาชิกทุกคนในครอบครัวอันเป็นที่รักและห่วงใย เฝ้ามองความทุกข์ความเจ็บปวด ตั้งแต่ข้าพเจ้ามาเป็นพยาบาลวิชาชีพ ที่โรงพยาบาลบ้านหมี่แห่งนี้ ทำให้เข้าใจความจริงของชีวิตอย่างชัดเจนว่าเราหนี วัฏสงสารไปไม่พ้น ไม่ว่าจะยากดีมีจนสุดท้ายเราไม่ต่างกันเลย ก่อนตายหลายคนทุรนทุราย บางคนเสียชีวิตโดยไม่ได้ล่ำลาญาติก่อน บางคนมีชีวิตอยู่อย่างสิ้นหวัง มีอีกหลายที่ต่างคนต่างกลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าตนเป็นโรคอะไร ซึ่งเมื่อประเมินพบ ว่าต่างคนต่างปิดบัง พยาบาลเป็นผู้มีบทบาทเป็นผู้เชื่อมโยงประสาน สัมพันธ์ความเข้าใจซึ่งกันและกันเพื่อเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายความเข้าใจ การให้กำลังใจ ระหว่างที่ยังมีลมหายใจอยู่ก็เกิดความสุขใจ ก่อนวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อมองเห็นแววตาของญาติทั้งหลาย แววตาแห่งความกังวลนั้นหายไปในทันที ความสบายใจ มาถึงทำให้ผู้ป่วยและญาติมีชีวิตที่ราบรื่น ความเข้าใจที่ตรงกัน ทำให้สิ่งที่ยังค้างคาใจ หมดไป จิตนึกถึงแต่สิ่งที่ดีงาม ไปอย่างสงบ

 มีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้รายหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้พบ ในระยะสุดท้ายเขามีความเจ็บปวดจนรบกวนทุกคนทีอยู่ข้างเตียง (ผู้ป่วยใน) เสียงร้องโอดโอยดังอยู่ทุกวัน พวกเขานอนไม่หลับแต่ในใจรู้สึกสงสาร บางครั้งพลอยจิตใจไม่ดีไปด้วย เมื่อข้าพเจ้าได้เข้าไปพบผู้ป่วย จากการพูดคุย พบว่าลูกสาวเคยบวชชีพราหมณ์ ลูกชายเคยบวชพระหลายพรรษา ตัวผู้ป่วยเองยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องโรคเวรโรคกรรม  เคยฆ่า ชะนี กวาง ฯลฯหลังจากที่ ผู้ป่วยได้เปิดใจ มีการขออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวรแล้ว จึงร่วมวางแผนกับบรรดาลูก ขณะพ่อร้องปวด ใช้มือสัมผัส ส่งพลังสมาธิรักษาพ่อ แบ่งเบาความปวดของพ่อ ปรากฏว่าความมหัศจรรย์เกิดขึ้นเมื่อข้าพเจ้าได้กลับไปเยี่ยมผู้ป่วยอีกครั้งในสองวันต่อมา พบว่าหน้าตาสดใสนั่งรับประทานอาหารได้หายปวดเป็นปลิดทิ้ง ผู้ป่วยและลูกเกิดความดีใจ ที่ได้ช่วยเหลือและกันขอหมอกลับบ้าน เขายอมรับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้ หากถึงวันสิ้นอายุขัย ด้วยจิตใจที่สงบเพราะเห็นทุกข์แต่ไม่เป็นทุกข์ได้ด้วยจิตใจตน....นั่นเอง 

ผู้ป่วยที่ข้าพเจ้าได้ไปพบอีกรายหนึ่ง ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ของชีวิตเขานั่นเอง เขามีความรู้สึกโกรธที่สามี

นำเชื้อ เอชไอวีมาสู่ตน ตนต้องทุกข์ทรมานกับอาการหอบเหนื่อย จนปลายมือปลายเท้า ซีดเขียว  เมื่อมีโอกาสได้เข้าไปพบและพูดคุย พบว่ายังไม่ให้อภัยสามีที่นอนป่วยอยู่ที่บ้าน  เมื่อได้เปิดใจ ผู้ป่วยบอกว่ามีความศรัทธา ในหลวงพ่อบานเย็น (ซึ่งอยู่วัดเทพอำไพ อำเภอบ้านหมี่) ข้าพเจ้าได้ใช้การสัมผัสที่ซอกคอผู้ป่วย แล้วบอกว่า “พยาบาลจะสวดมนต์บทที่เคยสวดให้ฟังนะคะ” เขาก็พยักหน้า หลังจากที่ได้สวดมนต์ไป สองรอบ จึงต่อด้วยบทปลงสังขาร (มนุษย์เราเอ๋ย เกิดมาทำไม นิพพานมีสุข อยู่ใยมิไป....) 4 รอบจนรอบที่ 5 เขายกมือขึ้น พยักหน้าแล้วพูดด้วยเสียงที่ชัดเจน (จากที่มีอาการหอบพูดด้วยเสียงเครือ) “ฉันยกโทษให้สามีได้แล้ว” ใบหน้าเปลี่ยนจากซีดเป็นสีชมพู อย่างเห็นได้ชัด แววตาเกิดความสดใส เขาหลุดจากพันธนาการ ความโกรธ ความเกลียดทั้งหลาย ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เขายังได้มีโอกาสร่ำลาลูกชายคนเดียว ก่อนจากไปอย่างไม่มีวันกลับ  

อีกรายหนึ่งผู้ป่วยโรคหัวใจอายุ 70 ปี มีญาติทั้งหมด 7 คนด้วยกัน เป็นลูกวัยกลางคนหลานวัยรุ่น นั่งอยู่ระเบียงตึก ญาติมองดูผู้ป่วยอยู่ไกลๆด้วยแววตาที่เศร้าหมองรอคอยการจากไปอย่างไม่กลับ เมื่อข้าพเจ้าได้เข้าไปพบและพูดคุยกับญาติทั้งหมด  พวกเขาบอกว่าบางคนอยากพูดกับแม่  บางคนอยากกอด ข้าพเจ้าได้ร่วมทบทวนกับญาติในสิ่งที่แต่ละคนอยากทำ

ในฐานะพยาบาลเป็นเพียงผู้สนับสนุนให้กำลังใจ  เสริมความมั่นใจของแต่ละคน เปิดโอกาสให้เขาได้ทำในสิ่งที่ต้องการทำ ในช่วงเวลาสุดท้ายแห่งชีวิตของบุคคลอันเป็นที่รัก  ผลพบว่าทุกคนมองข้าพเจ้าด้วยแววตาที่ดีใจ น้ำตาคลอเบ้าตา เขาพร้อมที่จะทำและทำได้ พูดสัมผัสแล้วหันมาบอกข้าพเจ้าว่า  “แม่รู้ที่เขาพูด กอด ไม่คิดว่าจะมีเวลาแห่งความสุขใจที่หาที่ไหนก็ไม่ได้ ขอบคุณมากๆเลย”  ทุกคนยกมือไหว้ข้าพเจ้า เราขนลุกมีความสุขเช่นกัน

สิ่งสำคัญที่จะละเว้นไม่ได้เลยอีกเช่นกันก็คือ การดูแลญาติพบรายหนึ่งญาติที่มาเฝ้าผู้ป่วย ผู้ป่วยอายุ 78 ปีเป็นมะเร็งที่คอระยะสุดท้าย หลานอายุ 11ปี เป็นเณรเฝ้าปู่มาเกือบเดือนซึ่งเขาบอกว่าอยู่ที่วัดได้ฟังนิทานและรับการอบรมธรรม วิ่งเล่น กวาดลานวัดบ้าง ชอบอ่านการ์ตูน อยู่ที่นี่นานๆรู้สึกหงุดหงิดได้แต่อ่านการ์ตูน  เวลาโยมแม่หรือน้ามาเยี่ยม  ตนก็จะแอบหยิกปู่ให้ร้องก็จะมีโอกาสกลับวัด 1 วัน เขาอยากกลับสัก 5 วันก็จะเต็มใจมาเฝ้าปู่ใหม่ เราจึงร่วมวางแผนการดูแลกับญาติทุกคนก็สามารถหมุนเวียนกับเณรเปลี่ยนกันมาเฝ้าปู่ เณรก็ไม่ล่วงเกินปู่ แล้วยังสวดมนต์ให้ปู่ฟัง  ทั้งปู่และเณรมีความสุขร่วมกันสังเกตจากสีหน้าแววตาก็รับรู้ได้  แม้แต่ลางบอกเหตุปรากฏให้เห็นหรือได้ยิน ไปต่างๆนาๆ ผู้ป่วยบางคนเห็นคนใส่ชุดขาวมาหา เห็นชายหนุ่มนุ่งผ้าย้อมฝาดสีแดงมาเยี่ยม เห็นแสงโชติช่วง เห็นคนตายแล้วมาหาและอื่นๆผู้ป่วยมักกลัวบ้าง ยกมือปัดป้องบ้าง  เราก็ไม่ละเลย  ต้องเตรียมความพร้อมให้ญาติเป็นสติให้ผู้ป่วย สัมผัสผู้ป่วยด้วยความอบอุ่นห่วงใย ไม่ปฏิเสธสิ่งที่ผู้ป่วยเห็น บอกมีเราอยู่ใกล้ๆไม่ต้องกลัว บอกสิ่งที่เห็นว่าอย่าเบียดเบียนกันเลย  เราจะทำบุญให้ หรือแผ่เมตตา หรือนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนศรัทธามาคุ้มครอง ผู้ป่วยจะไม่เหนื่อย ไม่กลัว ไม่ระแวง สิ่งที่สำคัญความสงบแห่งจิตช่วยเยียวยากายได้อีกด้วย   ผู้ป่วยบางคนแสดงอารมณ์หงุดหงิด โกรธออกมา เราต้องอดทน ไม่แสดงความขุ่นเคือง ฉุนเฉียวออกมาโต้ตอบ ให้อภัยเห็นใจเขาเถิด เขาพบกับความเจ็บปวดบางคนปวดใจเสียก่อนแล้ว บางคนคิดว่าหมดแล้วทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนหมดไปจากโลกนี้ เมื่อได้รับข่าวร้าย   ความเห็นใจ ความอ่อนโยน ความสงบ ย่อมสยบทุกสิ่งได้เสมอ  กิจกรรมขอขมาก็เป็นกิจกรรมที่ทำให้ทั้งญาติและเจ้าหน้าที่เกิดความรู้สึกถึงความตระหนักการล่วงเกินซึ่งกันและกันสื่อถึงความอ่อนโยนทางจิตใจ ความเอื้ออาทรต่อกันและมีอีกหลายๆ คนที่เป็นครูให้กับข้าพเจ้า

 จากประสบการณ์และเวทีนำเสนอผลงานพัฒนาคุณภาพของแต่ละหน่วยงานเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนางาน พัฒนาคน เน้นให้เห็นคุณค่าของการมีชีวิตที่เอื้ออาทรต่อกันกับการมีชีวิตอย่างไรให้มีความสุข และหากตายก็ตายอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  มีสิ่งที่ข้าพเจ้าเรียกว่าเป็นความมหัศจรรย์ เกิดขึ้นอีกมากมาย มีการจัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง บทบาทแพทย์ พยาบาล โดยประสานสัมพันธ์กับแพทย์ ทีมพยาบาล  สหวิชาชีพ เพราะเมื่อเราเล่าให้แพทย์ฟัง แพทย์เห็นความสำคัญของการได้มาซึ่งความคิด ความรู้สึกของผู้ป่วย ญาติและกิจกรรมดีๆ ที่เราทำร่วมกันโดยผู้ป่วยและญาติเป็นศูนย์กลาง  ทีมส่งเสริมเพิ่มคุณค่าต่อกัน นอกจากนี้การประเมินกิจกรรมพยาบาล  ทุกคนเกิดความพึงพอใจ

กลายเป็นมาตรฐานในการทำงานและการใช้บัตรแสดงความห่วงใย แตกต่างตามศาสนาที่มอบให้ญาติหลังผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ญาติได้รับ  รู้สึกดีและนำหลักฐานมาติดต่อได้ครบถ้วน เพราะด้านหลังบัตรเราแจ้งหลักฐานที่ต้องนำมาติดต่อ รวมทั้งเครือข่ายศาสนาหากผู้ป่วยหรือญาติต้องการ ทีมยังได้ จัดเวทีความรู้สาธารณะ บรรยายธรรมเรื่องเผชิญความตายอย่างไรให้สงบ , มีชีวิตที่คิดไม่ถึง,เสวนาธรรมโดยทีมผู้ดูแลไม่ว่าจะเป็นพระ  แพทย์ พยาบาล ผู้ป่วย ญาติ

จัดฉายภาพยนตร์”วันที่บัวบาน” ล่าสุดเราจัดโครงการขยายเครือข่ายการดูแล หลายคนกลับมาบอกด้วยแววตาแห่งความปิติ

ว่า “เขาได้มีโอกาสช่วยพี่ชายที่เข้าสู่ระยะสุดท้ายอย่างมีความสุข สงบ ก่อนจาก...อนุโมทนาบุญร่วมกัน” ... นอกจากนี้เราพบปัญหาการบันทึกกิจกรรมองค์รวมของผู้ป่วยแบบประคับประคองทีมงานจึงจัดทำขึ้น 13 โปรแกรม ธรรมะจัดสรร เสมอเพราะเราทำความดีมักพบกัลยาณมิตร ดร.สุรีย์  ธรรมิกบวร จากวิทยาลัยพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ รับตรวจให้ ทีมงานทุกคนภาคภูมิใจกับความเอื้ออาทรที่มีต่อกัน เพราะทุกชีวิตย่อมพบกับสัจจธรรมเช่นนี้ทุกคน 

ตั้งแต่ข้าพเจ้าเรียนพยาบาลมา คุณพ่อมักสอนเสมอว่าเวลาช่วยใคร ทำอะไร คิดเสมอว่าปฏิบัติต่อพ่อ แม่ เรา

ประโยคนี้จำจนขึ้นใจ เดิมครอบครัวข้าพเจ้าได้ประสบการณ์ตรงในเรื่องการสูญเสียอย่างไม่คาดคิด พี่เขยเสียชีวิตจากเฮลิคอปเตอร์ระเบิด น้องสาวขับรถตกคลองชลประทาน และแล้ววันหนึ่งก็มาถึง 20 เมษายน 2552 หมอบอกคุณพ่อเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้าย  อยู่ได้ 3-4 เดือน ภาพครูทุกคนในโรงพยาบาล ชุมชนผุดขึ้นมาทำให้ข้าพเจ้าพร้อมที่จะให้คุณพ่อเลือกการรักษาของตนเองอย่างไร เป็นโอกาสที่ได้ดูแลพระอรหันต์ที่บ้านโชคดีอย่างใหญ่หลวงก็ว่าได้ ทุกเย็นกลับจากทำงานข้าพเจ้าจะทำจิตประสานกายให้คุณพ่อ นวดศีรษะ หน้า  หลังและเท้า คุณพ่อบอกรู้สึกดีหลับได้  เรามักพูดคุยกันเรื่องมรณสติ ความพร้อมในการจัดการกับร่างกาย  ทรัพย์สิน บุคคล ข้าพเจ้าได้มีโอกาสร่วมวางแผนการดูแลกับคุณแม่ พี่ๆน้อง หลานและญาติคุณพ่อ หรือแม้แต่สถานที่ที่คุณพ่อต้องการไป พี่ๆ น้องๆหลานๆก็ร่วมพาคุณพ่อไปตามที่ต้องการเพื่อไปทอดผ้าป่าที่เกาะกูดจังหวัดตราด ไหว้กรมหลวงชุมพรที่ท่านได้เคยสร้างร่วมกับทหารเรือไว้  นี่เป็นความหมายของชีวิตที่เราก็ไม่ละเลย หลายคนเห็นสภาพร่างกายคุณพ่อแล้วคิดว่าคงไปไม่รอด  จิตเป็นนาย  กายเป็นบ่าวจริงๆ ตลอดระยะเวลาเดินทางไปและกลับไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดเลยสักเม็ด แววตาคุณพ่อสดใส มีความสุขเราทุกคนก็พลอยน้ำตาคลอด้วยความปิติเป็นที่สุดก่อนจากคุณพ่อไป 9 พฤศจิกายน 2552 ท่านไปอย่างสงบ  ข้าพเจ้าต้องขอขอบคุณพระไพศาล  วิสาโล  แม่ชีศันสนีย์  ผู้ป่วยและญาติ ผู้บริหารโรงพยาบาล อาจารย์ทุกท่านทีมงานพยาบาลทุกคน ที่เป็นครู จนหล่อหลอมข้าพเจ้าทำให้ไม่รู้สึกเสียใจเลยกับการจากไปของบุพการีข้าพเจ้าเชื่อว่า ท่านคงไปสู่ภพภูมิใหม่ที่ดีไม่มีรังโรคต่อไปมีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมอีก .... พระไพศาล  วิสาโล ประธานเครือข่ายพุทธิกากล่าวว่า ถ้าเราหันมาใคร่ครวญเกี่ยวกับความตาย และพยายามฝึกใจให้พร้อมรับมือกับบททดสอบที่สำคัญที่สุดของชีวิต ความตายจะมิใช่วิกฤต หากเป็นโอกาสแห่งความสงบในทางจิตใจที่เงินและเทคโนโลยีไม่สามารถหาให้ได้