หน่วยงานภาครัฐกับการพัฒนาุชุมชน

งานพัฒนาชุมชนกับการแก้ไขปัญหาชุมชนอย่างยั่งยืน

       สถานการณ์การแก้ไขปัญหาความยากจนที่ผ่านมา  สังคมไทยก็ต้องเผชิญกับปัญหาความยากจนซึ่งเป็นปัญหาสืบเนื่องมานานและ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐบาลต้องกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชุมชนเข้มแข็งขึ้น  จากวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าวทำให้ชาวชุมชนทั้งภาคเมือง และชนบทได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่ผลอีกด้านหนึ่งก็เป็นโอกาสที่ชาวชุมชนได้ทบทวนและเรียนรู้งานพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น โดยชาวชุมชนเองจนนำไปสู่ข้อสรุประดับหนึ่งว่าการแก้ปัญหาของประเทศชาติ และการแก้ปัญหาของประชาชนไม่อาจให้รัฐบาลดำเนินการได้โดยลำพัง ชุมชนซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดของสังคมจะต้องตระหนักในภาระกิจความรับผิดชอบในการแก้ไขร่วมกันประเทศชาติจึงจะพ้นวิกฤตไปได้

       อย่างไรก็ตามกระแสโลกาภิวัฒน์ได้ไหลเชี่ยวอย่างรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนก่อให้เกิดเหตุปัจจัยที่ทำให้ชุมชนอ่อนแอไม่อาจพึ่งตนเองได้หากไม่มีการรวมตัวกันอย่างเข้มแข้ง บทเรียนสำคัญในการพัฒนาภาคประชาชนได้ข้อสรุปมาจากประสบการณ์งานพัฒนาว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมาได้เกิดองค์กร ชุมชนที่รวมตัวกันเพื่อพึ่งตนเองและเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กระจายอยู่ทั่วประเทศนับแสนองค์กร ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่เกิดจากการสนับสนุนขององค์กรพัฒนาต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน องค์กรชุมชนเหล่านี้จะเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาภาคประชาชนให้เข้มแข็งและกว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถจำแนกตามกิจกรรมชุมชนได้ดังนี้

       1.  องค์กรการเงินและสวัสดิการชุมชน

       2.  องค์กรธุรกิจชุมชน

       3.  การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อม

       4.  องค์กรชุมชนด้านสื่อชุมชนและวิทยุชุมชน มีอยู่ประมาณ 40,000 องค์กร (ไม่นับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง) มีเงินออมภาคประชาชนประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยมีรูปแบบและเทคนิคที่แตกต่างกันออกไป เช่น รูปแบบสหกรณ์ เครดิตยูเนี่ยน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต กลุ่มสัจจะออมรายวัน กลุ่มธนาคารหมู่บ้านเป็นต้น

       องค์กรชุมชนในทุกกิจกรรมจึงได้เกิดการรวมตัว กันขึ้นจากระดับท้องถิ่นไปสู่ระดับเครือข่าย ระดับจังหวัด และระดับภาคเพื่อค้นหาทิศทางการพัฒนาภาคประชาชนที่เกิดจากการพัฒนาศักยภาพจากระดับรากหญ้าไปสู่ระดับประเทศ โดยในแต่ละภาคได้นำ ข้อเท็จจริงด้านองค์กรชุมชนเหล่านี้ไปวางแผนและพัฒนาไปสู่การจัดทำยุทธศาสตร์ระดับภาคขึ้น (ดูยุทธศาสตร์ภาค) รวมทั้งได้กำหนดแนวทางสำคัญเพื่อการทำงานระดับชาติร่วมกัน คือ

       1.  ชาวบ้านและชุมชนจะต้องเป็นหลักของการพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับขบวนการชุมชน ซึ่งจะต้องมีการเชื่อมโยงหนุนเสริมให้ชุมชนมีความพร้อมทั้งด้านความรู้ข้อมูล
ทำให้ชุมชนมีสถานะ มีเครื่องมือ มีเพื่อน ตลอดจนมีความมั่นใจที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาตนเองและท้องถิ่นโดยชาวชุมชนเองได้ พร้อมๆ ไปกับการสร้างการเมืองภาคพลเมืองขึ้นมาเป็นฐานของการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน

        2.  สร้างระบบการเชื่อมโยงองค์กรชุมชนที่มีอยู่นับแสนองค์กร ให้เกิดการรวมตัวกันให้มากที่สุด จากนั้นก็นำไปสู่การเพิ่มกำลัง เพิ่มศักยภาพให้เกิดการทำงานเพื่อชุมชนพึ่งตนเองให้มากขึ้น

        3.  การจัดการบริหารองค์กรชุมชนทั่วประเทศจะเกิดขึ้นในลักษณะกระจายการทำงาน กระจายความรับผิดชอบและกระจายการตัดสินใจไปสู่ท้องถิ่นไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ข้างบน

       4.  นำวัฒนธรรมการทำงานแบบช่วยเหลือกันร่วมมือกันร่วมเรียนรู้ ร่วมรับผิดชอบ มาใช้ใน ขบวนการงานพัฒนา

 

โครงการรัฐบาลกับการแก้ปัญหาชุมชน

        โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเป็นโครงการที่รัฐบายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก  โดยดำเนินการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงตามที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ให้มีการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น  โดยจัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศเพิ่มเติมจากวง เงินงบประมาณที่เคยได้จัดสรรเดิม เพื่อให้ทุกหมู่บ้านและชุมชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงงบประมาณของภาครัฐอย่าง รวดเร็ว ครอบคลุมทั่วถึง และมุ่งขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนในหมู่บ้านและชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและ พัฒนาศักยภาพของตนเองที่มีอยู่เดิมให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ลดต้นทุนและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการเสริมสร้างศักยภาพทาง เศรษฐกิจในระดับฐานรากให้กับหมู่บ้านและชุมชน

       เพื่อยกระดับชุมชน เป็นโครงการของรัฐบาลที่ต้องการสร้างเศรษฐกิจระดับชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  โดยรัฐบาลมุ่งจัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังชุมชนทั่วประเทศ ให้ทุกชุมชนมีโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือจากงบประมาณของภาครัฐอย่างรวดเร็ว กำหนดเป้าหมายการใช้เงินไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาอาชีพสำหรับผู้ด้อยโอกาส การพัฒนาการเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการอนุรักษ์พลังงาน โดยมุ่งให้ทุกภาคส่วนในชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเองที่มีอยู่อย่างมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ การลดต้นทุนและปัจจัยการผลิต พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่ม และสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้กับชุมชน

       อีกทั้งปัญหาของชุมชน  ถือได้ว่าเป็นนโยบายที่รัฐบาลอภิสิทธิ์   ได้กำหนดประกาศสวัสดิการชุมชน  เป็นวาระแห่งชาติ  คือ  การภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมนั้น ในการบริหารจัดการสวัสดิการเกิดขึ้นในชุมชน  เพราะนอกเหนือจากสวัสดิการที่รัฐจัดให้แก่ประชาชนทุกคนแล้ว ก็เป็นข้อจำกัดในเรื่องของการขยายระบบสวัสดิการมาโดยตลอด  แต่ว่าด้วยความเข้มแข็งุชุมชนเอง ด้วยภูมิปัญญาของไทย ด้วยผู้นำชุมชนที่มีวิสัยทัศน์ สิ่งที่ได้เกิดขึ้นก็คือว่า หลายชุมชน ในหลายตำบลทั่วประเทศ ได้เป็นผู้ริเริ่มในการจัดทำระบบสวัสดิการชุมชนขึ้นมา โดยสนับสนุนงบประมาณ 2553 ซึ่งในขณะนี้ก็ได้มีการปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นของมนุษย์ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ ก็ได้มาประเมินดูตัวเลขที่รัฐบาลจะต้องสมทบในปีงบประมาณ 2553 จากการคำนวณออกมาก็จะเป็นเงินประมาณ 727 ล้านบาท สมทบ1บาทตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ ช่วยเหลือ 40 ล้านคนที่ยังไม่มีระบบสวัสดิการรองรับ รับปากขอแรงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยด้วย ตั้งเป้า 2 ปี ครอบคลุมทุกตำบล ชี้ส่งเสริมการออมระยะยาว-มีผลดีต่อเศรษฐกิจ


        โดยทางจังหวัดสงขลา  นั้นเข้าร่วมโครงการเกือบทุกตำบล  เริ่มมีการขยายไปให้ครอบคลุมในทุกจังหวัด ไปทุกตำบลต่อไป  เป็นอีกแรงกระตุ้นหนึ่งให้เกิดระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมไปทุกตำบลเต็มพื้นที่ได้ อย่างน้อยๆที่สุดก็คือในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีข้างหน้า  โดยมองเห็นประโยชน์ที่สำคัญที่เกิดขึ้น 3 ข้อ

       1.การที่จะให้ประชาชนคนไทยทุกสามารถที่จะมีหลักประกัน มีความมั่นใจ ในชีวิตของตัวเองมากยิ่งขึ้น ก็คือประโยชน์ในทางสวัสดิการ 

       2. ระบบของสวัสดิการของชุมชนนั้น เป็นระบบที่ส่งเสริมในเรื่องของการออม ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในแง่ของการฝึกฝนนิสัยของพี่น้องประชาชนทุกคนให้รู้จักประหยัดอดออม รู้จักคิดถึงการวางแผนในเรื่องของการใช้จ่ายเงินในวันข้างหน้า และสำหรับระบบเศรษฐกิจโดยรวมก็เป็นผลดี เพราะว่าเป็นการส่งเสริมรูปแบบของการออมในระยะยาวไปในตัวด้วย
                3.ประโยชน์ที่มองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือการที่มีระบบสวัสดิการชุมชนเกิดขึ้นได้ จะต้องเกิดขึ้นจากการที่คนในชุมชนเองนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความไว้ใจซึ่งกันและกัน มีการให้เกียรติซึ่งกันและกัน อย่างที่มีการพูดในขวัญที่ว่า ให้ก็เป็นการให้อย่างมีคุณค่า รับก็เป็นการรับอย่างมีศักดิ์ศรี  ตรงนี้ก็คือการสร้างสิ่งเราเรียกกันว่าทุนทางสังคม ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการที่จะให้บ้านเมืองของเราไม่เป็นเพียงแต่บ้านเมืองที่มีหลักประกันที่ดี แต่เป็นบ้านเมืองที่มีความสงบสุขอีกด้วย 

บทบาทของกระทรวงมหาดไทยกับการแก้ไขปัญหาชุมชน

                กระทรวงมหาดไทย จะดำเนินการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคม การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสังคม การรักษาความสงบเรียบร้อยและความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนการเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม คือ

                1. สนับสนุนการดำเนินการเพื่อเสริมสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง และมีศักยภาพในการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคมระหว่างภาครัฐกับประชาชน  และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น

                2  สนับสนุนการดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้สถาบันครอบครัว เป็นหน่วย พื้นฐานในการเป็นภูมิคุ้มกันจากปัญหาสังคมให้แก่สมาชิกในครอบครัว ด้วยการ  จัดตั้งศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน เพื่อเป็นแกนกลางในการประสานการสร้างสถาบันครอบครัวให้มีความเข้มแข็ง ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ     ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  และพัฒนาบทบาทของผู้นำ เป็นองค์กรหลักในการให้การสนับสนุนต่อการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาสถาบันครอบครัวในท้องถิ่น 

                3.สนับสนุนการดำเนินงานด้านการป้องกันบรรเทา และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน ด้วยการ พัฒนาระบบการทำงานเชิงรุกด้านการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชน ทั้งจากภาวะภัยธรรมชาติและจากการประกอบอาชีพหรือด้านอื่น ๆ ในระดับจังหวัด ทั้งในด้านระบบงานการข่าวเพื่อประเมินปัญหาล่วงหน้า ระบบเตือนภัย ระบบการจัดการเพื่อ ป้องกันและบรรเทาความรุนแรงของปัญหา ตลอดจนเพื่อสะกัดกั้นหรือลดทอนภาวะปัญหาที่จะเข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาลในส่วนกลาง รวมทั้งลดภาวะการชุมนุมเรียกร้องของประชาชน 

บทบาทของกรมการพัฒนาชุมชนกับการแก้ไขปัญหาชุมชน

               กรมการพัฒนาชุมชนถือว่าเป็นหน่วยงานหนึ่ง  ที่สามารถสนองนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชุมชนไปสู่การปฏิบัติได้ตามภารกิจของกรมการพัฒนาชุมชน  โดยเฉพาะยุทธศาสตร์กล่าวคือ

               การชี้เป้าความยากจน  โดยใช้ข้อมูลที่กรมการพัฒนาชุมชนจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ คือ  ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน ( จปฐ.) ซึ่งเป็นข้อมูลคุณภาพชีวิตของคนในครัวเรือนที่กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำไว้ว่า  คนควรมีคุณภาพชีวิตอย่างไรใน 6 ด้าน  ได้แก่  การมีสุขภาพดี  มีบ้านอาศัย  ฝักใฝ่การศึกษา  รายได้ก้าวหน้า  ปลูกฝังค่านิยมไทย  และร่วมใจพัฒนา  อีกข้อมูลหนึ่ง คือ  ข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน ( กชช.2 ค)  ซึ่งแสดงสภาพทางเศรษฐกิจ  สุขภาพอนามัย  ถนนหนทาง  ไฟฟ้า  ประปา  หมู่บ้านที่มีปัญหา   หมู่บ้านปานกลาง  หมู่บ้านก้าวหน้า  ข้อมูลเหล่านี้จะชี้เป้าให้เห็นว่าคนจนอยู่ไหน  และหมู่บ้านใด  คือหมู่บ้านพอเพียง 

               การพัฒนาชุมชนนำไปสู่ความเป็นชุมชนพอเพียงนั้น  กรมการพัฒนาชุมชนได้ใช้กลยุทธ์คือ  ลดรายจ่าย  เพิ่มรายได้  และขยายโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน

กลยุทธ์ลดรายจ่าย   พัฒนากรเป็นประชาชนระดับครัวเรือนได้ถือนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง นำมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ  ซึ่งทำให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างพออยู่พอกินโดยไม่เดือดร้อน  นอกจากนี้  จากการที่กรมการพัฒนาชุมชนเข้าไปสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตมาอย่างยาวนาน 

กลยุทธ์การเพิ่มรายได้  เป็นสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด  คือ โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์  ได้สร้างรายได้ให้เกิดขึ้นแล้ว  รายได้เหล่านี้กระจายลงไปสู่กลุ่มสมาชิกของกลุ่ม  และครัวเรือนต่างๆ ทั่วประเทศในระดับล่าง

กลยุทธ์เข้าถึงแหล่งเงินทุน  โดยสนับสนุนจาการดำเนินกองทุนหมู่บ้าน  ตามนโยบาลของรัฐบาล  การจัดมหกรรมแหล่งทุน 4 ภาค  เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นำชุมชน  ผู้นำอาชีพ  และเครือข่ายมาพบปะขอรับคำปรึกษา  และบริการด้านสินเชื่อจากธนาคาร  และสถาบันการเงินต่างๆ โดยตรง  โดยการชี้แจงทำความเข้าใจแก่ประชาชนระดับตำบล/หมู่บ้านให้เข้าใจแนวคิดและกระบวนการเข้าสู่ระบบการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน

                ตามมาตรการที่รัฐบาลมุ่งเน้นให้ระดับชุมชนเป็น “ชุมชนพอเพียง” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนรู้จักในการบริหารจัดการชุมชน  และการจัดการแก้ไขปัญหาจากชุมชนเอง  ให้แต่ละชุมชนรู้จักใช้จ่ายที่พอดี  พอประมาณ  รู้จักตนเอง  เป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน  ทำให้เกิดความเข้มแข็งของคนในชุมชน  และชุมชนนั้นๆ ในการมีแนวคิดของตนเอง  เพื่อบริหารจัดการทรัพยากร  และภูมิปัญญาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  งานพัฒนาชุมชนจึงไม่ใช่การไปช่วยชาวบ้านจับปลา  แต่อยู่ที่การสอนวิธีการจับปลา  เพื่อให้ชุมชนสามารถคิดเอง  ทำเอง  อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา:

ระทรวงมหาดไทย. นโยบายของกระทรวงมหาดไทย [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www2.moi.go.th/plan/plan.htm สืบค้นเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2553
เทศบาลตำบลปริก.  อภิสิทธิ์ดัน727ล.สมทบ1บาทตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน[ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก   http://www.tonprik.org/paper/2494 สืบค้นเมื่อวันที่  16  มกราคม  2553
สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.   แถลงนโยบายรัฐบาล  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก  http://www.nesdb.go.th/Default.aspx?tabid=354  สืบค้นเมื่อวันที่  16  มกราคม  2553
สยุมพร  ลิ่มไทย.2548  งานพัฒนาชุมชนกับการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน  วารสารพัฒนาชุมชน  ปีที่ 44  ฉบับที่ 7 – 12  ( ก.ค. – ธ.ค. 48)  หน้า 18 – 21