..เพียงลมเช้าเฉื่อยโชย..อย่างโผยแผ่วพายวาดแล้ว-อ่อยเอื่อย, เรือเรื่อยไหลคลื่นน้ำพลิ้วโยนระลอก..แผ่ออกไปพร้อมริ้ววงน้ำไหว..คือใจรอ.บรรจงหยิบจับของประคองถวายนอบน้อมกายมอบสู่ท่านผู้ขอหมายนัยธรรมผ่านเสียง..จะเพียงพอ-ช่วยเติมต่อภูมิธรรมลงย้ำใจ.ภาพ-พระที่ท่าน้ำ, เรือลำน้อย-กับงามหนึ่งรูปรอย..ที่ค่อยไหว-ค้อมคอลงรับคำ..พากย์ธรรมนัยพาเงื่อนเหตุอาลัย..พลอยไหววน.แสงเช้านั้นรองเรืองที่เบื้องหน้าเมื่อสบตาปลาบปลั่ง..อีกครั้งหนช่อดอกไม้, ขันข้าว, เนตรวาวจน-สะท้อนพื้นสายชล-วาบ-วนเวียน.จวบแว่วเสียงสาธุ..บรรลุโสตเช่นกาลโชติช่วงแสงเข้าแปลงเปลี่ยนคือใจตรองธรรมพากย์..พลอยพากเพียร-เอาปัญญาตัดเตียน..บ่งเสี้ยนแซม.ชื่นเช้ากับนัยธรรม..จากคำพระเมื่อสุดผละแววตา..จากหน้า-แก้มพาอ่อนหวานรำบายลงก่ายแกมก่อนป่ายแต้มพักตร์พิไลติดนัยน์ตา.จึงเช้าชื่น..ด้วยหมอก, ปวงดอกไม้-น้อมแนบไว้ด้วยละห้อยเฝ้าคอยหาช่วงเช้านี้ลมเห่..กาลเวลาเกสรา-ภุมรินก็บินล้อม.ไหว้พระ..อธิษฐานเพื่อกาลหน้าสืบคุณค่าตั้งรอ..ร่วมหล่อหลอมรูปหน้าหรือนัยธรรม..หนอ-ด่ำดอมจนดูเหมือนจำยอม...อย่างพร้อมใจ.กราบพระ..บำบวงผ่านห้วงสินธุ์หวังบรรลือแรงถวิล..จนสิ้นได้จังหวะพายจ้ำจ้วง..หวัง-ทรวงใคร-จักหวามไหวตามระยะจังหวะแรง.กราบพระ..บำบวงผ่านท่วงทีแววตาที่อ่อนโยนเริ่มโชนแสงพร้อมความหวานหอมล้ำ..ที่สำแดงลงเติมแต่งโลกธรรม..ล้อมรำบาย.ภาพ-กุศลสืบสาน, ดอกมาลย์หอมก็งามพร้อมแสงสรวงขึ้นช่วงฉายความอ่อนหวานอ่อนไหว..หัวใจชาย-ก็กำจายฝากคลื่น.แนบผืนน้ำ.ร่ำรอภาพ-บุญกุศลให้วนกลับเพื่อสำหรับปลาบปลื้ม..แสนดื่มด่ำ-จักวนรอบเวียนรับ..ลำดับกรรมเอาหยั่งย้ำอาวรณ์..แนบนอนทรวง.ภาพสาวน้อย..ละม่อมหน้า..ที่ท่าน้ำค่อยตอกย้ำอกใจพลอยไห้หวงกราบพระดูแช่มช้อย, คำถ้อย-ปวง-หวังผ่านล่วงถึงใคร...หนอใจนั้น..?.น้ำกระทบกราบเรือ, แสงเรื่อส่อง-ก็เหลื่อมต้องผ่านแต้มสองแก้มนั่นตากระทบรูปเยาว์, เมื่อเช้าวัน-ก็เฝ้าฝันใฝ่อยู่...ไม่รู้แล้ว.คล้ายเสียงธรรมล้อมโลก..เข้าโบกโบยเมื่อลมเช้าเฉื่อยโชย..ยังโผยแผ่วใจคนฤๅต้องสาป..เมื่อภาพแวว-ตาผ่องแผ้วผ่านนัย..รอไขว่คว้า.ก่อนเสียงธรรมจางหายกับสายลมเมื่อปรารมภ์มุ่งมั่นขอฟันฝ่าหมายเอื้อมเหนี่ยวพวงพะยอมให้น้อมมาร่วมรับรองคุณค่า..แรงอาลัย..
สวัสดียามดึกค่ะ
*** แวะมาบอกว่าชอบบันทึกนี้มากทั้งภาพและกลอนค่ะ
สวัสดีครับคุณกิติยา....
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม...ยินดีมากครับที่ชอบบทกลอน
สวัสดีครับคุณพิมลวรรณ
รู้สึกดีมากครับที่คุณชอบบทกลอนนี้....
ภาพสาวน้อยตักบาตรน่ารักมาก....เสียดายไม่ค่อยชัด
หายากมากครับภาพทำนองนี้
๐ เคว้งคว้าง..ปีกนกโผ-ร่อนโล้ลม
ใกล้สูรย์จมจากลับพร้อมสรรพเสียง
ปีกนก, รอบถวิล..โบกบินเพียง-
จะรอเคียงโคมระยับ..หล่นลับดวง
๐ เคลื่อนคล้อยผ่านปรากฏ..ฟ้าจรดน้ำ
ลมเย็นย่ำ..พลิ้วแผ่ว, เหมือนแววหวง-
ที่พลิ้วผ่านเนตรปลาบ..ลงทาบทวง
เพื่อจะหน่วงเหนี่ยวหา..แรงอาลัย
๐ สนธยา-เหลืองแดง..ฉาบแต่งสรวง
เมื่อกาลล่วงสำหรับ..จันทร์ขับไข
ลมแผ่วโลมแผ่นน้ำ..นั้นร่ำไร
อยู่ล้อการวิ่งไหว..เป็นวงนั้น
๐ อยู่ดีหรือไฉน..นะใจเจ้า
จะเปลี่ยวเปล่าเงียบหงอย..หรือคอยหวั่น-
ว่าคนที่ถวิลเห็น..ไม่เว้นวัน-
จะรอพร้องรำพัน..ค่ำยันเช้า
๐ รอผ่านคำ..ผ่านศัพท์ให้รับรู้
ผ่านนัยชู้โอบขวัญ..เช่นวันเก่า
ในทุกศัพท์สำเนียง..มีเพียงเรา-
คอยใฝ่เฝ้าเย้าหยอก..และยั่วกัน
๐ ร้างไร้ปลายปีกนกจะผกบิน
ยังแต่จินตนาภาพของคราบฝัน
ไร้ดาวลอยดวงแข่ง..ด้วยแสงจันทร์
เหลือฮึกเหิมดวงขวัญ..ยัง-มั่นใจ
๐ แว่วเสียงนกงึมงำ..กลางค่ำดึก
ก็นิ่งนึกปรารมภ์เกินข่มไหว
ละบทบาท-ปรารถนา, แรงอาลัย
คอยผ่านให้สำหรับ..ได้รับ-รู้
๐ กลางหรีดหริ่งเรไร..ที่ให้เสียง
เช่นร้อยเรียงความวอนผ่านย้อนสู่
ในวิกาลมืดดำ, ความดำรู-
คล้ายรออยู่แฝงเร้น..อยู่เช่นนั้น
๐ สังคีตประณีตกรอง...ความพร้องพร่ำ
ค่อยค่อยย้ำอกใจ..จนไหวสั่น
คล้ายเรียวนิ้วเหน็บหนีบ..เข้าบีบคั้น
เพื่อกีดกั้น, กักกุม..เพื่อรุมเร้า
๐ เมื่อรอยกรรมนำชาติ..มาพาดช่วง
สืบเงื่อนบ่วงอาวรณ์..ครั้งก่อนเก่า
ผ่านละม่อมพักตร์พิมพ์..แสนพริ้มเพรา
ความเปลี่ยวเปล่าทั้งปวง..ย่อมล่วงแล้ว
๐ เคว้งคว้างในจินตะภพ..คำรบนี้
รับลมวีวาดโรยแรงโผยแผ่ว
เนตรนั้นคล้ายอาวรณ์..จะย้อนแวว-
วามผ่องแผ้ว..ห้อมห่มสายลมเย็น
๐ อยู่ดีหรือไฉน..นะใจเจ้า
หรือเพียงเฝ้ารอคอย..ละห้อยเห็น
กลางแวดล้อมงามเงียบ...หรือเพียบเพ็ญ-
ด้วยความหวังแฝงเร้น...อยู่เช่นกัน ?