๒๐ มกราคม ๒๕๕๓

          เช้านี้หนูตื่นขึ้นมา ครูค่ะทำไมช่วงนี้เวลาหนูตื่ นขึ้นมาใจมันไม่ค่อยสดชื่น เป็นงัวเงีย แล้วความคิดที่ปรากฏขึ้นมาตอนตื่นใหม่ ๆ นี่ มันมีแต่ชวนไปทำในสิ่งที่ไม่ค่อยจะเป็นประโยชน์ เช่นชวนไปดู ซีรี่ ชวนดู TV มันเป็นแบบนี้มาสองสามวันแล้วค่ะ เช้านี้ก็เผลอเปิดดู มารู้ตัวอีกทีก็หกโมงเช้าได้เวลาไปวิ่ง หนูไปวิ่งออกกำลังกาย กลับมา ซักผ้าแล้วก็ทำวัตรเช้า

เช้านี้หนูเห็นใจตนเองสั่งให้ทำแต่สิ่งที่ไร้สาระ อยู่เรื่อย ๆ ไป บางทีก็รู้สึกตัวตอนที่ทำไปแล้ว บางทีแค่ได้ยินแล้วหนูก็ดึงลมหายใจลึก ๆ ก็หยุดทำแล้วก็ทำอย่างอื่น

          ไปวิ่งออกกำลังกาย ขากลับเจอพี่ที่ทำงาน จึงได้ทักทายกัน ท่านเล่าว่าท่านออกจากบ้านประมาณหกโมงเช้า เข้างานเจ็ดโมงครึ่งเลิกงานบ่ายสามครึ่ง เพื่อจะไปรับลูกให้ทัน ท่านทำให้หนูนึกย้อนในตนเองว่า “คนเราแต่ละคนสามารถ เลือกวางแผนชีวิตตนเองได้”

กลับมาที่ห้อง อาบน้ำแต่งตัวไปประชุม เช้านี้เป็นเหมือนอาจารย์เล่าแนวทางการเก็บข้อมูลคร่าว ๆ แล้วก็ยกแต่ละเคสทฃงานวิจัยของแต่ละคนที่เสนอมาให้มาเล่า อืม สิ่งที่หนูได้เรียนรู้จากงานนี้คือ งานวิจัยโดยส่วนใหญ่ที่เราพูดถึงกัน คือ เหมือน ๆ กับงานวิจัยทั่ว ๆ ไป ไม่ค่อยจะเป็นงานประจำ แล้วหนูมองย้อนมุมว่า อืม....ดดนส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยที่จะไปแก้คนอื่น ไม่ใช่ตนเอง ทำให้บางทีฟังแล้วรู้สึกเครียดค่ะ เพราะไม่เห็นอนาคต แต่ก็มีดาวเด่นหลายคนที่ได้ปิ๊งและ เข้าใจสิ่งที่อาจารย์สอนโดยการเสนอเรื่องขึ้นมาสด ๆ ว่าปัญหาของงานคือ ระยะเวลาการตรวจวิเคราะห์ล่าช้า ควรจะทำอย่างไร เธอเริ่มรื้อหาสาเหตุ คลี่ระบบเส้นทางของการเดินของตัวอย่าง ผ่านผู้เก็บตัวอย่าง ผู้รับตัวอย่าง ห้องปฏิบัติการที่วิเคราะห์ จนกระทั้งการออกผลถึงลูกค้า แล้วแจงออกมาว่า อะไร คือ สิ่งที่พอจะแก้ได้ ลดได้ หรือ อะไรคือ สิ่งที่ตอนนี้แก้ไม่ได้ แต่อนาคตไม่แน่

เหมือนหนูได้เรียนรู้ร่วมกับเธอไปด้วย ค่ะ

 

หนูทานอาหารเที่ยงที่ห้องประชุม วันนี้ครูโทรศัพย์มาหา หนูรู้สึกทั้งดีใจปนแปลกใจ ดีใจว่า หนูคิดถึงครูแต่ไม่กล้าโทรหา เพราะไม่มีประเด็นใดเร่งด่วนที่ต้องรบกวนท่าน แปลกใจ คือ ท่านมีอะไรจะเตือนหนูเพิ่มเติมไหมนะ พอคุยกับท่านแล้ว ใจหนูอยากจะช่วย แต่ก็ดูจะเกินความสามารถท่านจึงบอกว่าไม่เป็นไร

ทานข้าวเสร็จ หนูงานเข้า ต้องกลับไปทำบันทึกข้อความเร่งด่วน พอกลับมาก็ช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมง อาจารย์สอนเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลการจัดการข้อมูล หนูรู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่ก็บอกตนเองว่า เอาน่า แค่ไหนก็แค่นั้นไปก่อน สงสัยก็ถามได้  บ่าย ๆ เป็นการเล่าเคสอื่น ๆ อีก และตอบข้อซักถาม สำหรับหนูภาพรวมของคนที่เข้าประชุมงานนนี้ แทบทุกคนกระตือรือล้น อยากเรียนรู้คำว่า R2R มาก ๆ เป็นภาพที่ไม่มีใครหลับ จดจ่อฟังเรื่องเล่าและสิ่งที่อาจารย์เพิ่มเติมให้ เป็นข้อคิด แล้วให้หันไปมองงานตนเอง

 

ลงมาจากห้องประชุมเจอพี่ที่เคยรู้จักและทำงานวิจัยร่วมกันโดยบังเอิญ ท่านมาบอกหนูว่า กำลังจะลาออกไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง แต่ต้องการมาเช็คอายุราชการว่าอยู่ในช่วย 25 ปี เมื่อไหร่ จะได้รับบำนาญด้วยและไปเป็นอาจารย์ได้ด้วย หนูรู้สึกเสียดาย แต่ก็เข้าใจท่าน และตอนนี้ทราบข่าวว่าเพื่อนอีกท่านหนึ่งไปทำ วิจัยที่ญี่ปุ่นกำลังวางแผนจะลาออกไปทำงานที่ญี่ปุ่นแล้ว เพราะรู้สึกว่าระบบที่อยู่ปัจจุบันไม่เอื้อให้ท่านทำงานวิจัย

 

หลังจากแยกจากท่านหนูกลับห้องทำงาน ทบทวนในตนเอง อืม หนูจะเอาไงดีกับชีวิตนะ เรื่องทุนเรียนต่อก็แป็น ไม่ไปหน้ามาหลัง หนูห่วงว่าถ้าติดต่อมหาวิทยาลัยไป จะเจอปัญหาเดิม ๆ คือ ยังยังไม่ออก ยังไงไม่ผ่านครม. งบไทยเข้มแข็งใช้ไม่ได้ อาจจะต้องเลื่อนไปอีก เรื่อง HiPPs ก็เห็นปัญหาการเบิกจ่ายเงิน เพราะว่างบพัฒนาบุคคลากร ยังไม่จัดสรรค์ ห้ามเดินทางช่วงนี้ นั่งทบทวนพิจารณา เอ......เราไม่มีส่วนนี้เราก็อยู่ได้นะ ทำงานได้อยู่ เรียนรู้ได้อยู่ อะไรที่พอทำได้ ทำไปเลย อย่ารอ สมควรทำประโยชน์อะไรทำเลย บางครั้งเราทำทานก็ยังทำมากกว่านี้ จะใช้เงินส่วนตัวในการทำงานวิจัยบ้าง ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร

 

เย็น ๆ สะท้อนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้พี่ฝ่ายกองการเจ้าหน้าที่รับทราบ และสอบถามความเป็นไปได้ แล้วก็ปรึกษางานวิจัย แบบสบาย ๆ กับพี่หัวหน้า ท่านมีเมตตามากค่ะ แนะนำหนู สอนแนวทางในการสร้างโอกาสในตนเอง การที่หนูได้มาเรียนรู้งานที่นี่ ทำให้หนูเห็นหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่าง เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยาก ที่สำคัญหนูเห็นใจชั่ว ๆ ของตนเอง ที่ชอบเรียกร้อง จะเอาโน่นนี่ แต่ยังถามตนเองน้อยอยู่ว่า หนูให้อะไรกับที่นี่บ้าง การที่เขามีหนูกับไม่มีหนู เขาเป็นสุขหรือหนักใจ คำตอบคงปฏิเสธได้ยากว่า ภาพรวมใหญ่ ดูจะหนักใจ แต่ภาพเล็ก ๆ ที่ได้เรียนรู้งานไปด้วยกันนั้นมีความสุข

ตอนนี้หนูมีข้อสรุปให้ตนเองประมาณนี้

 

เลิกงาน หนูกลับมาที่หอพัก เปลี่ยนชุดไปวิ่งออกกำลังกาย วิ่ง แรก ๆ หายใจสบาย ขนลุกเป็นระยะ ๆ ใจโล่งสบาย หนูหันไปมองท้องฟ้า วันนี้ท้องฟ้ามีเมฆหน้าตาแปลก ๆ เป็นคลื่นคล้ายวงกลม หรือ ตัว s หนูจึงหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพ แม้จะไม่ชัดนักแต่ก็รู้สึกว่า ประทับใจในตนเอง ที่ได้เห็น หนูหลงเพลินไปดูเมฆและท้องฟ้า กลับมาที่การหายใจและเคลื่อนไหว วิ่งภาวนาต่อไปเรื่อย ๆ ฟ้าค่อย ๆ มืดลง หนูเดินกลับหอพัก แล้วอาบน้ำถอดบทเรียน

 

สักพักพี่ที่ทำงานเก่าโทรมาขอข้อมูลและปรึกษา วางสายไม่นาน พี่ทันตแพทย์ โทรมาคุยอีก พอวางสายหนูยืนอยู่หน้ากระจกหยิบกรรไกรขึ้นมาตัดผมที่ตอนนี้ดูจะยาวขึ้นมาปิดหน้าตา พอตัดเสร็จ รู้สึกว่าใบหน้าตนเองสว่างขึ้น แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นอุปทานหรือไม่ แต่รู้สึกสบายดีค่ะ

 

ศีล

  1. ไม่ได้ฆ่าสัตว์ อุ๊ยไม่ใช่ซิ เมื่อเช้ารีดผ้า รีดทับมดตัวเล็ก ตัวหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจค่ะ จึงรีบแผ่ส่วนกุศลให้มัน ขอขมา แล้วกล่าวอโหสิกรรมแล้วค่อยรีดต่อ หนูยังเพ่งโทษตนเองค่ะ แต่สั้น ๆ ไม่หนัก ไม่ดัง ไม่รั้งเหมือนเมื่อก่อน หนูเข้าใจคนอื่นมากขึ้น เพ่งโทษเขาน้อยลงค่ะ ฟังให้มาก นึกถึงคำครูไว้
  2. ไม่ได้ขโมยของใครค่ะ
  3. ไม่ได้แย่งแฟนใคร
  4. ข้อวัตรวันนี้สมบูรณ์ แต่งานบางอย่างยังทำไม่เต็มที่ค่ะ
  5. ไม่ได้ดื่มเหล้า ลมหายใจวันนี้หนูดีขึ้นค่ะ แม้จะไม่ต่อเนื่องนัก แต่ใจหนูก็เบาลง รู้ได้ถี่ขึ้นเพราะโกรธที่ตนเองเผลอน้อยลงค่ะ