
คำนำ
ไอ้รถถัง 4 in 1 ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมในการทำการเกษตรทั้งในระบบฟาร์มขนาดใหญ่และเล็ก โดยการดัดแปลงอุปกรณ์ชุดเตาเผาถ่านจากถังน้ำมัน 200 ลิตร ซึ่งแต่เดิมสามารถให้ผลผลิตคือ ถ่านและ(น้ำส้มควันไม้ เป็นผลผลิตที่ได้จากการกลั่นตัวของควันที่เกิดจากการเผาถ่าน ใช้ไล่แมลง เร่งการเจริญเติบโตของต้นไม้ ใช้ในคอกปศุสัตว์) ในขณะเดียวกันยังสามารถกลั่นน้ำมันหอมระเหยจาก วัตถุดิบในไร่สวน เช่น ตะไคร่หอม จากการปรับปรุงต่อยอดแนวความคิดตั้งแต่ ปี พ.ศ.2549 ทำให้ ไอ้รถถัง สามารถทำประโยชน์ได้มากขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญ ในกระบวนการทำงานของไอ้รถถัง ยัง สามารถบูรณาการเข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอนแก่ นักเรียนนักศึกษาที่สนใจได้อย่างดี
ชุดความรู้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่เป็นการบอกถึงความเก่งกาจของทางศูนย์เรียนรู้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพชุมชนฯแต่อย่างใด การเรียบเรียงครั้งนี้เป็นเพียงแต่มุ่งหวังให้เกิดเป็นแนวทางในการพัฒนากระบวนคิดของนักพัฒนาชุมชนทั้งหลาย ในมุมของวิชาการที่สามารถย่อยได้ง่ายเมื่อต้องปรับสู่การใช้ในชุมชนหรือต้องนำสู่กระบวนการศึกษา แม้ว่าจะเป็นเพียงก้าวเล็กๆอีกก้าวหนึ่งของศูนย์เรียนรู้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพชุมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในการคิดค้น ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับวืถีชีวิตของชาวบ้าน โดยอาศัยการเรียนรู้ โดยการเรียนทำ อย่างจริงจัง ขอขอบคุณ คุณอลิสา สะหะหิรัญ นักวิชาการเกษตร สนง.เกษตร อ.บ้านหลวง จ.น่าน ที่ช่วยเรียบเรียงเนื้อหาของชุดความรู้ชุดนี้ ขอขอบคุณโครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมศึกษาจังหวัดน่าน โดยการดำเนินงานของมูลนิธิฮักเมืองน่าน ที่สนับสนุนให้เกิดคู่มืออีกฉบับขึ้นมา คู่กับคู่มือชุดไอ้รถถังชุดที่ 1 หวังว่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการเรียนรู้ที่จะ ช่วยให้คนในท้องถิ่นได้พึ่งตนเอง ตลอดจนได้กลายเป็นชุดเรียนรู้สำหรับสถานศึกษาที่สนใจได้
ศูนย์เรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชนฯ
11/11/2552
.................................................................................
ไอ้รถถัง (นวัตกรรมสร้างสุขในสวน) สู่ ชุดความรู้เพื่อการศึกษา

ภาพแสดง คณะนักศึกษาจากประเทศพม่าเข้าร่วมศึกษาการสาธิตวิธีใช้ไอ้รถถัง
ความหมายของคำ(key word)ในกระบวนการทำงานของไอ้รถถัง 4 in1
วัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจให้ตรงกันระหว่างผู้เรียบเรียงกับการนำข้อมูลศึกษาต่อ
1.การเผาไหม้ : การเผาไหม้ คือ ปฏิกิริยาทางเคมี ซึ่งเชื้อเพลิงได้รวมตัวกับออกซิเจนจากอากาศและปล่อยพลังงานความร้อนและแสงสว่าง การที่จะเกิดไฟไหม้ขึ้นได้นั้น มีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ
1. วัตถุเชื้อเพลิง(FUEL) ซึ่งจะอยู่ในสภาพของแข็ง ของเหลว หรือแก็ส
2. ออกซิเจน(OXYGEN) ซึ่งมีอยู่ในอากาศประมาณ 21% โดยปริมาณ
3.ความร้อน(HEAT) พอเพียงที่จะติดไฟได้
เมื่อมีองค์ประกอบทั้ง 3 อย่างนี้อยู่แล้ว ไฟก็จะเกิดลุกไหม้ขึ้น ฉะนั้นการที่จะดับไฟก็ทำได้โดยการเอาองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งออกเสีย ไฟก็จะดับ
2.ชีวมวล : คือสารอินทรีย์ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติและสามารถนำมาใช้ผลิตพลังงาน ได้ โดยที่ชีวมวลนั้นประกอบด้วยธาตุหลักๆ คือ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน รวมทั้งมีปริมาณของไนโตรเจนและธาตุอื่นๆ อีกเล็กน้อย ชีวมวลนั้นมีอยู่มากมายทั้งที่ได้จากสิ่งมีชีวิต (ยกเว้นที่ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และแก๊สธรรมชาติไปแล้ว) และยังรวมไปถึงสิ่งต่างๆ ที่มีธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจนเป็นองค์ประกอบหลัก
3. การระเหย : กระบวนการที่ของเหลว เช่น น้ำเปลี่ยนสภาพโดยธรรมชาติเป็นแก๊ส โดยไม่จำเป็นต้องมีอุณหภูมิถึงจุดเดือด
4.การควบแน่น : กระบวนการที่ก๊าซหรือกลุ่มควัน แปรสภาพเป็นของเหลว
...............................................................................................................

5.กระบวนการไพโรไลซิส : เป็นกระบวนการเปลี่ยนโมเลกุลของสารอินทรีย์ในสภาวะอุณหภูมิสูงและปราศจากออกซิเจน ซึ่งจะได้ผลิตภัณฑ์หลักเป็น ถ่านชาร์ syngas และน้ำมันชีวภาพ (ซึ่งเป็นส่วนของไอของสารอินทรีย์ที่เกิดการควบแน่น)
6.กระบวนการแกสิฟิเคชัน : เป็นการเปลี่ยนรูปพลังงานจากชีวมวลซึ่งเป็นเชื้อเพลิงแข็งให้เป็นเชื้อเพลิงแก๊ส โดยให้ความร้อนผ่านตัวกลางของกระบวนการเช่น อากาศ ออกซิเจนหรือไอน้ำ ซึ่งกระบวนการแก๊สซิฟิเคชั่นจะมีความแตกต่างจากกระบวนการเผาไหม้ (Combustion) อย่างสิ้นเชิงโดยการเผาไหม้เป็นการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นอย่างสมบูรณ์ในหนึ่งกระบวนการ แต่สำหรับกระบวนการแก๊สซิฟิเคชั่นเป็นการเปลี่ยนรูปพลังงานเคมีภายในของคาร์บอนในชีวมวลไปเป็นแก๊สที่สามารถเผาไหม้ได้ (Combustible Gas) โดยอาศัยปฏิกิริยา 2 กระบวนการ โดยก๊าซที่ผลิตได้จะมีคุณภาพที่ดีกว่าและง่ายต่อการใช้งานกว่าชีวมวล
.................................................................................................
พอพูดถึงการเผาถ่าน คนส่วนใหญ่จะนึกว่าเป็นเทคโนโลยีรุ่นปู่ย่าตาทวด หรืออาจนึกว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น และถ้าถามคนในเมืองใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ก็มักจะไม่ให้ความสนใจเพราะเลิกใช้ถ่านมานานแล้ว และไม่รู้ว่าเขาเผาถ่านกันอย่างไร มีแฟนที่อ่าน Energy talk สนใจเรื่องนี้ ขอให้เขียนถึงด้วย จึงนำมาเสนอในตอนนี้
ถ่านไม้นอกจากจะใช้ประโยชน์ในการหุงต้มหรือปิ้งย่างอาหารแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ทั้งในด้านการดูดกลิ่น การใช้ในลักษณะของสารเคมีในกระบวนการผลิตอุตสาหกรรม และใช้ในรูปของพลังงานที่สะอาด ที่สำคัญถ่านไม้เป็นแหล่งพลังงานที่สามารถผลิตได้เองในประเทศไทย และบางส่วนยังเป็นส่วนที่เกิดจากของเหลือใช้ของการผลิตอาหาร ประเทศไทยมีการส่งออกถ่านไม้ไปต่างประเทศด้วย
เป็นที่ทราบกันดีว่าผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศและที่ใช้ในอุตสาหกรรมต้องมีกระบวนการควบคุมคุณภาพที่ดี ดังนั้นจึงต้องให้ความรู้เทคโนโลยีที่ใช้ในการแปรรูปชีวมวลที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันเพื่อปรับปรุงคุณภาพให้มีภายใต้ความไม่รู้และไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ มีแต่เพียงการปฎิบัติและเลียนแบบกันมา
กระบวนการประยุกต์ใช้เตาเผาถ่าน 200 ลิตร ที่ทางศูนย์เรียนรู้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพชุมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ได้พยายามนำเสนอแก่ท่าน ในขณะนี้เป็นเพียงอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างความเข้าใจ ในองค์ความรู้ที่แฝงอยู่ในกระบวนการเผาถ่าน หรือ จะเรียกว่าเป็นการทำให้ไม้กลายเป็นคาร์บอนก็ได้ โดยความจริงแล้วในกระบวนการแลกเปลี่ยนจากไม้จนเป็นถ่านหรือคาร์บอนนั้นมี องค์ความรู้อยู่ในแต่ละขั้นตอนมากกว่า 3 เรื่อง ในที่นี้ทางผู้เรียบเรียง ได้มองเห็นเพียงด้านการสร้างพื้นฐานความเข้าใจในกระบวนการต่างๆเป็นเบื้องต้น ผู้สนใจศึกษาต่อสามารถนำเป็นแนวทางในการต่อยอดการเรียนรู้ได้ในหลายระดับ
...........................................................................................................
การนำเสนอกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ ไอ้รถถังเป็นสื่อการเรียนการสอน

การแปรรูปชีวมวล(ในที่นี้หมายถึงการเผาถ่าน)สามารถจำแนกได้ 2 เทคโนโลยีหลักๆ คือ กระบวนการเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีโดยวิธีชีวเคมี (Biochemical Conversion Process) และ กระบวนการเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีโดยใช้พลังงานความร้อน (Thermochemical Conversion Process) โดยที่กระบวนการเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีโดยใช้พลังงานความร้อนนี้ยังสามารถจำแนกออกเป็นกระบวนการย่อยๆ ได้อีก 3 กระบวนการ คือ กระบวนการเผาไหม้ กระบวนการไพโรไลซิส และกระบวนการแกสิฟิเคชัน ทั้งนี้ลักษณะความแตกต่างของแต่ละกระบวนการนั้นขึ้นอยู่กับสภาวะที่ใช้ในการดำเนินการและวัตถุประสงค์หรือผลิตภัณฑ์หลักที่ต้องการ
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ากระบวนการเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีโดยวิธีชีวเคมีจะเป็นกระบวนการที่ใช้สภาวะในการดำเนินงานที่รุนแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกระบวนการเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีโดยใช้พลังงานความร้อน แต่วิธีการนี้ค่อนข้างที่จะได้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่แน่นอนซึ่งจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีของชีวมวลค่อนข้างมาก จึงทำให้กระบวนการเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีโดยใช้พลังงานความร้อนมีความน่าสนใจมากกว่าทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้ ซึ่งจะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่หลากหลายกว่ากระบวนการเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีโดยวิธีชีวเคมี โดยที่กระบวนการไพโรไลซิสและกระบวนการแกสิฟิเคชันนั้นมีความน่าสนใจมากกว่ากระบวนการเผาไหม้ ทั้งนี้เนื่องจากมีข้อได้เปรียบมากกว่ากระบวนการเผาไม้อยู่หลายประการ อาทิเช่น กระบวนการเผาไหม้นั้นจำเป็นต้องติดตั้งระบบปรับปรุงคุณภาพแก๊สจากกระบวนการเผาก่อนปล่อยสู่บรรยากาศ เพราะอาจจะเกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ในบางส่วนซึ่งก่อให้เกิดแก๊สมลภาวะ รวมทั้งกระบวนการไพโรไลซิสและกระบวนการแกสิฟิเคชันนั้นให้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่ามากกว่ากระบวนการเผาไหม้ที่ได้พลังงานความร้อนเพียงอย่างเดียว
..........................................................................................................
หลักการเผาถ่าน เป็นกระบวนการเปลี่ยนไม้ให้เป็นถ่านมี ขั้นตอนการเผา 4 ขั้นตอน
คาร์บอไนเซชัน เป็นกระบวนการสลายตัวของชีวมวลด้วยความร้อนในสภาพอับอากาศ แบ่งออกได้เป็น 4 ขั้นตอน คือ
1.การไล่ความชื้น เป็นการให้ความร้อนแก่ชีวมวลที่อุณหภูมิบรรยากาศจนถึง 180 องศา ช่วงนี้ชีวมวลจะคายน้ำที่ดูดซับอยู่ในช่องว่างระหว่างเซลล์ (Free water) และน้ำที่อยู่ในผนังเซลล์ (Bound water) ควันที่ออกมาจะมีสีขาวปนน้ำเงินอ่อนซึ่งจะมีแต่ไอน้ำ ไม่มีกลิ่นฉุน ไม่แสบตาและจมูก
2.การไล่สารระเหิด เป็นการให้ความร้อนแก่ชีวมวลที่อุณหภูมิประมาณ 180 - 270 องศา ช่วงนี้เฮมิเซลลูโลส (Hemicelluloses) จะสลายตัวออกมาจนไปหมดที่อุณหภูมิประมาณ 270 องศา เตาเผาถ่านที่ดีจะรักษาอุณหภูมิระดับนี้ไว้นานและใกล้เคียงกันทั่วทุกจุดของเตา ควันที่ออกมาในช่วงนี้จะเริ่มมีสีจาง ๆ เจือปนอยู่ด้วย และจะมีก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) กรดน้ำส้ม (Acetic acid) และเมธานอล (Methanol) เจือปนออกมากับควันด้วย แต่มีปริมาณต่ำมาก นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้
3. การเปลี่ยนชีวมวลเป็นถ่าน อุณหภูมิจะอยู่ประมาณ 270 - 400องศา ช่วงนี้ชีวมวลสลายตัวด้วยตัวเองจากปฏิกิริยาคายความร้อน (Exothermic reaction) อันเกิดจากความร้อนที่สะสมไว้ เซลลูโลสจะเริ่มสลายตัวอย่างรวดเร็วที่อุณหภูมิประมาณ 275องศา ควันที่ออกมาจะมีสีขาวปนเหลือง มีกลิ่นฉุนจัด สามารถติดไฟได้ การดักเก็บน้ำส้มควันไม้ที่มีคุณภาพจะทำได้ในช่วงนี้ ลิกนิน (Lignin) จะเริ่มสลายตัวที่อุณหภูมิประมาณ 310 °C จนถึงอุณหภูมิประมาณ 400 °C หลังจากกระบวนการนี้ชีวมวลจะกลายเป็นถ่านทั้งหมดแล้ว
...............................................................................................................
4. การทำให้ถ่านบริสุทธิ์ แม้ว่าชีวมวลจะกลายเป็นถ่านแล้วที่อุณหภูมิประมาณ 400 °C แต่ยังคงมีน้ำมันดินในปริมาณที่สูง เมื่อนำไปใช้ปิ้งย่าง น้ำมันดินที่เผาไหม้ในเตาถ่านจะเกิดเป็นสารประกอบ เบนโซไพเรน (Benzopyrene) และไดเบนซานทราเซน (Dibenzanthracene) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง จึงยังเป็นถ่านที่มีคุณภาพต่ำ ควรอบถ่านต่อไปที่อุณหภูมิในช่วง 500 - 600°C ต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อไล่น้ำมันดินให้หมดไป
การเผาถ่านคุณภาพสูงปลอดสารก่อมะเร็ง
ถ่าน คือ ไม้ที่นำมาผ่านกระบวนการให้ความร้อนโดยเปลวไฟ ในสภาวะที่ปราศจากกาซออกซิเจนที่เป็นตัวทำให้เกิดการเผาไหม้ การลุกติดไฟ ไม้จะได้รับความร้อนจนความชื้น และสารเคมีที่แฝงอยู่ในเนื้อไม้ เช่น เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส มีการระเหยและสลายตัวออกจากเนื้อไม้ซึ่งจะเหลือแต่ส่วนที่เป็นคาร์บอน ไม้จึงเปลี่ยนเป็นสีดำ สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในด้านต่างๆ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษในการใช้งานได้อย่างหลากหลายเมื่อมีการเผาด้วยอุณหภูมิสูง ถ่านที่ดีลักษณะภายนอกจะมีความแข็งแกร่งและหนัก หักแล้วมีความมันวาว เคาะกันแล้วมีเสียงดังกังวาน เมื่อนำไปใช้งานในการหุงต้มประกอบอาหาร จะไม่มีควันโดยปกติในเนื้อไม้ที่มาใช้เผาถ่าน 1 ตัน จะมีน้ำมันดิน(Tar) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เป็นส่วนประกอบอยู่ 2 ส่วน คือ น้ำมันดินที่ละลายน้ำ(Soluble tars) 190 กรัม และน้ำมันดินที่ไม่ละลายน้ำ 5 0 กรัม (ซึ่งหากเป็นถ่านที่ไม่ได้เผาด้วยอุณหภูมิสูงจะมีน้ำมันดินปนอยู่เมื่อนำถ่านนั้นไปทำการปิ้งย่างน้ำมันดินก็จะระเหยออกจากถ่านเมื่อโดนความร้อนจะมาเกาะติดกับไขมันของเนื้อสัตว์ เมื่อเรากินเข้าไปก็จะได้รับสารก่อมะเร็งเข้าไปด้วย) หากไม่สามารถผลิตถ่านคุณภาพสูงที่อุณหภูมิสูงได้ ถ่านที่ยังมีสารก่อมะเร็งจากน้ำมันดินอยู่ เราสามารถนำมาไล่สารก่อมะเร็ง โดยการก่อกองไฟให้ถ่านติดไฟแล้วทิ้งระยะให้ถ่าน

ติดไฟจนเป็นสีแดงทั้งแท่งก่อนนำอาหารขึ้นปิ้งย่างบนเตาได้น้ำมันดินจะระเหยไปไม่เกาะติดกับอาหารที่เรานำไปปิ้ง
|
8 |
การเลือกและเตรียมไม้ในการเผาถ่าน โดยปกติไม้ที่มีการส่งเสริมให้เป็นถ่านเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซื้อพลังงานเชื้อเพลิงจะเป็นไม้ที่มีการตัดแต่งกิ่ง เศษไม้ กิ่งไม้ต่างๆ ในปัจจุบันมีการเผาถ่านเชิงพานิชย์จะเป็นการเผาถ่านไม้ที่ปลูกไว้เป็นไม้โตเร็ว เช่น ไม้ไผ่ ไม้มะขาม ไม้สะเดา ไม้โกงกาง โดยลักษณะเนื้อไม้แบ่งเป็น 2 ลักษณะ
1.ไม้ใยสั้น เป็นไม้ที่มีเส้นใยไม่ต่อกันยาว เมื่อเผาเป็นถ่านจะจุดติดไฟยากกว่าไม้ใยยาวแต่จะสามารถเผาไหม้ได้ยาวนานกว่า จะนิยมใช้ในการปิ้งย่างนาน
2.ไม้ใยยาว เป็นไม้ที่มีเส้นใยต่อกันยาว เมื่อเผาเป็นถ่านก็จะสามารถจุดติดไฟได้อย่างรวดเร็ว แต่ระยะเวลาการเผาไหม้จะเร็วกว่าถ่านที่มาจากไม้ที่เส้นใยสั้นไม่ต่อกัน นิยมใช้ในงานที่ต้องการใช้ไฟแรงๆ เช่น การตีดาบ ตีมีด การนำไม้ต่างๆมาทำการเผาถ่านควรมีการนำไปตากแดด อยู่ประมาณ 2-3 อาทิตย์ เพื่อให้ความชื้นของไม้อยู่ประมาณ 30 % หรือที่เรียกว่า ไม้หมาด
การประยุกต์ใช้น้ำส้มควันไม้เพื่อการผลิตพืชอินทรีย์
น้ำส้มควันไม้ เป็นของเหลวที่เป็นผลพลอยได้จากการเผาถ่านในสภาพอับอากาศ โดยได้จากแก็ส ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเผาไหม้ เมื่อผ่านความเย็นจะรวมตัวกลั่นเป็นของเหลว สีน้ำตาลอ่อนปนแดง หรือที่เรียกว่า น้ำส้มควันไม้ การใช้ประโยชน์จากน้ำส้มควันไม้จากอดีตถึงปัจจุบันมีการใช้มากมายหลายสาขา เช่น เป็นสารฆ่าเชื้อ(sterilizing agent) เป็นสารดับกลิ่น ทั้งนี้น้ำส้มควันไม้มีส่วนประกอบด้วยน้ำประมาณ 80-90 % และมีสารประกอบอินทรีย์ต่างๆกว่า 200 ชนิด ในด้านการเกษตรเริ่มมีการใช้มากขึ้นเป็นสารปรับปรุงดินสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เป็นสารเร่งการเจริญเติบโตของพืช หรือเป็นสารยับยั้งการเจริญเติบโตของพืช
|
|
4. การทำให้ถ่านบริสุทธิ์ แม้ว่าชีวมวลจะกลายเป็นถ่านแล้วที่อุณหภูมิประมาณ 400 °C แต่ยังคงมีน้ำมันดินในปริมาณที่สูง เมื่อนำไปใช้ปิ้งย่าง น้ำมันดินที่เผาไหม้ในเตาถ่านจะเกิดเป็นสารประกอบ เบนโซไพเรน (Benzopyrene) และไดเบนซานทราเซน (Dibenzanthracene) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง จึงยังเป็นถ่านที่มีคุณภาพต่ำ ควรอบถ่านต่อไปที่อุณหภูมิในช่วง 500 - 600°C ต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อไล่น้ำมันดินให้หมดไป
การเผาถ่านคุณภาพสูงปลอดสารก่อมะเร็ง
ถ่าน คือ ไม้ที่นำมาผ่านกระบวนการให้ความร้อนโดยเปลวไฟ ในสภาวะที่ปราศจากกาซออกซิเจนที่เป็นตัวทำให้เกิดการเผาไหม้ การลุกติดไฟ ไม้จะได้รับความร้อนจนความชื้น และสารเคมีที่แฝงอยู่ในเนื้อไม้ เช่น เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส มีการระเหยและสลายตัวออกจากเนื้อไม้ซึ่งจะเหลือแต่ส่วนที่เป็นคาร์บอน ไม้จึงเปลี่ยนเป็นสีดำ สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในด้านต่างๆ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษในการใช้งานได้อย่างหลากหลายเมื่อมีการเผาด้วยอุณหภูมิสูง ถ่านที่ดีลักษณะภายนอกจะมีความแข็งแกร่งและหนัก หักแล้วมีความมันวาว เคาะกันแล้วมีเสียงดังกังวาน เมื่อนำไปใช้งานในการหุงต้มประกอบอาหาร จะไม่มีควันโดยปกติในเนื้อไม้ที่มาใช้เผาถ่าน 1 ตัน จะมีน้ำมันดิน(Tar) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เป็นส่วนประกอบอยู่ 2 ส่วน คือ น้ำมันดินที่ละลายน้ำ(Soluble tars) 190 กรัม และน้ำมันดินที่ไม่ละลายน้ำ 5 0 กรัม (ซึ่งหากเป็นถ่านที่ไม่ได้เผาด้วยอุณหภูมิสูงจะมีน้ำมันดินปนอยู่เมื่อนำถ่านนั้นไปทำการปิ้งย่างน้ำมันดินก็จะระเหยออกจากถ่านเมื่อโดนความร้อนจะมาเกาะติดกับไขมันของเนื้อสัตว์ เมื่อเรากินเข้าไปก็จะได้รับสารก่อมะเร็งเข้าไปด้วย) หากไม่สามารถผลิตถ่านคุณภาพสูงที่อุณหภูมิสูงได้ ถ่านที่ยังมีสารก่อมะเร็งจากน้ำมันดินอยู่ เราสามารถนำมาไล่สารก่อมะเร็ง โดยการก่อกองไฟให้ถ่านติดไฟแล้วทิ้งระยะให้ถ่าน
......................................................................................................
คุณสมบัติของน้ำส้มควันไม้ที่ปลอดภัยในการเกษตร
การเก็บน้ำส้มควันไม้เพื่อใช้ในการเกษตรที่มีคุณภาพและปลอดภัยควรเก็บน้ำส้มควันไม้ เมื่อทำการเผาไม้มีอุณหภูมิสูงมากกว่า 300 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสูงไม่เกิน 425 องศาเซลเซียส หรือ ที่อุณหภูมิปากปล่องควันไฟสูงกว่า 80 องศาเซลเซียส แต่ไม่เกิน 150 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 80 องศาเซลเซียส เป็นควันที่ไล่ความชื้นหรือคายความชื้น(Dehydration) จะได้สารประกอบที่เกิดจากเฮมิเซลลูโลส และ เซลลูโลส ซึ่งเป็นสารที่เป็นประโยชน์น้อย ในกรณีที่เก็บอุณหภูมิสูงเกิน 150 องศาเซลเซียส ควันมีสีน้ำเงินหรือควันใส จะทำให้น้ำมันดินสลายตัวทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง ในช่วงอุณหภูมิ 80 -150 องศาเซลเซียส ควันที่เกิดมีสีขาวขุ่น กลิ่นฉุนอย่างรุนแรง คือช่วงนี้เกิดปฏิกิริยาการคายความร้อน
คุณสมบัติของน้ำส้มควันไม้ที่ดีควรมีค่าเป็นกรดด่าง อยู่ในช่วง 2.0 – 3.2
ส่วนค่าความถ่วงจำเพาะ ควรอยู่ที่ 1.007-1.024(พุฒินันท์,2546สมาคมเทคโนโลยีที่
พื้นฐานเบื้องต้นในการนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ประโยชน์
ก่อนอื่นเกษตรกรหรือผู้นำไปใช้ต้องเข้าใจเบื้องต้น ว่า น้ำส้มควันไม้ที่ได้จะมีฤทธิ์เป็นกรด การนำไปใช้ต้องทำการผสมน้ำให้เจือจาง พร้อมกันนี้ ยังต้องทำความเข้าใจ ว่าไม่ควรนำไปใช้ในช่วงที่มีแสงแดดจัด ควรเป็นช่วงเช้าตั้งแต่ 5 โมงเช้าถึง 9 โมงเช้า และในช่วงเย็นควรเป็นช่วง 4โมงเย็นจนถึง 6 โมงเย็น
คุณสมบัติของน้ำส้มควันไม้ ตามส่วนผสมที่ดังต่อไปนี้ อาจจะไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัว เป็นเพียงจากประสบการณ์การใช้ในแปลงเกษตรของศูนย์เรียนรู้เพื่อเริมสร้างศักยภาพชุมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกับการสืบค้นในเอกสารอ้างอิงต่างๆ (ข้อควรปฏิบัติ คือ เกษตรกรเองควรใช้การสังเกตว่า การใช้น้ำส้มควันไม้ในอัตราส่วนที่ชุดคู่มือนี้ แนะนำ เป็นอัตราส่วนเบื้องต้น ที่ทำให้พืชและสัตว์เจริญเติบโตได้ดี ในกรณีพื้นที่ใดนำไปใช้ควรสังเกตและปรับส่วนผสมให้เหมาะสมเองได้ โดยดูจากการตอบสนองของพืชที่เราฉีดพ่น เนื่องจากชนิดพืช หรือ สภาพพื้นที่ ภูมิอากาศ จะมีผลต่อการตอบสนองของปฏิกิริยาที่น้ำส้มควันไม้จะออกฤทธิ์)
และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง พึ่งระลึกเสมอว่า น้ำส้มควันไม้เป็นอินทรีย์สาร ในทางออกฤทธิ์กับ แมลงศัตรูพืช จะไม่มีฤทธิ์ในลักษณะ กำจัด(ฆ่า)ในทันที แต่จะส่งผลในการไล่ หรือ ลดการลอกคราบของแมลงศัตรูพืช
เมื่อเข้าใจในพื้นฐานเบื้องต้นแล้ว ควรมีการจดบันทึกถึงผลของการเปลี่ยนแปลงที่ใช้ทั้งเชิง ปศุสัตว์ และในแปลงพืช สำหรับเป็นข้อมูลพื้นฐานในการนำไปใช้ในแปลงเกษตรของตนเองอย่างเกิดประสิทธิภาพ แม้ว่าผลที่จะได้เกิดขึ้นค่อนข้างช้าแต่ในทางบวก ท่านจงระลึก ถึง สุขภาพของท่านและครอบครัวเป็นสำคัญ
...................................................................................................