เหตุที่มาแห่งงานบุญกฐินวัดถ้ำข้าวสารหิน



เนื่องด้วยเก๋ เด็กระยอง อ้วนดำ อ้วนดำ ได้เคยอธิษฐานจิตว่า ข้าพเจ้าได้เคยถวายทานมามากมาย ล่าสุดได้เป็นเจ้าภาพสร้างกุฎิถวายพระสงฆ์ที่ จ.พิจิตร ตอนนี้ลูกปรารถนาอยากร่วมสร้างพระองค์ใหญ่บนเขาสักองค์ (ร่วมสร้างพระมามากมายแต่ใจนึกถึงอยากสร้างบนเขา) เพราะชีวิตลูกขันธ์ห้าก็ไม่ได้เป็นของเรา ประกอบกับมันก็เบียดเบียนเราตลอด ต้องใช้มันสร้างบุญบารมีให้คุ้ม และบุญทุกบุญที่ได้สร้างมาก็ปรารถนาเพื่อช่วยงานชาติ พระมหากษัตริย์ และพระพุทธศาสนาให้ทรงตัว
หลังจากอธิษฐานได้เพียงแค่ 2 วัน ได้พบเพื่อนชาวสมาชิกเวปพลังจิต (พี่ noi091) พูดถึงธาตุกายสิทธิ์ "ข้าวสารหินเพชร" หรือ "ข้าวสารศักดิ์สิทธิ์" ของวัดถ้ำข้าวสารหิน อ.เอราวัณ จ.เลย ว่าเพื่อนบูชามาให้ และพี่เขาท่องภาวนาอาราธนาบารมีอยู่เนื่อง ๆ การเงินคล่องตัว จากเป็นหนี้สิน หนี้ก็เริ่มลดลง ปลดหนี้ด้วย จนมีเงินเก็บสามารถช่วยเหลือญาติพี่น้องได้ เราก็ตาลุกวาว เพราะเราก็มีหนี้สินเช่นกันหาเงินเลี้ยงตนเอง เพราะคุณพ่อถูกเพื่อนโกง จากมีทุกอย่างกลายเป็นไม่มี แต่คิดอีกทีคนมีหนี้ก็ดีนะ แปลว่ามีคนเชื่อใจ แหม ! ก็คนมีเครดิตอ่ะนะ อิอิ และทางวัดกำลังสร้างพระด้วย ตอนนั้นยังไม่ทราบรายละเอียด อยากร่วมบุญ และอยากได้ข้าวสารหินเพชร ว่ากันตามตรง เราก็ยังมีความอยากได้อยู่เน้อ จึงขอเบอร์โทรทางวัดกับพี่ noi091 เพราะต้องการที่จะร่วมบุญสร้างองค์พระและร่วมบูชาข้าวสารหินเพชร พร้อมกับได้บอกเล่าเพื่อน ๆ ในกลุ่มวงบุญ (จากทั่วสารทิศ บางท่านเจอที่วัดต่างจังหวัดบางท่านก็เจอด้วยเหตุบังเอิญ ไปธุดงค์ที่วัดท่าซุงคุยกันดุจพี่น้อง บางท่านก็เป็นลูกค้าของเก๋เอง ) จากการบอกกันเฉพาะกลุ่มนั้นเราจะไม่ได้มีเอกสารใด ๆอาศัยที่คบหากันมารวมถึงความเชื่อใจในกันและกันก็จะใช้แค่โทรศัพท์ และทุกคนจะร่วมบุญโดยโอนเข้าบัญชีธนาคารเก๋หรือถ้าเดินบอกบุญในที่ทำงานเราก็มีแค่ถุงพลาสติก 1 ถุง บางครั้งซองขาว 1 ซองหรือบางทีไม่มีอะไรใส่ด้วยซ้ำก็สามารถบอกบุญได้พอสมควร (จำนวนเงินอาจไม่มากแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธาของทุกคน )

เมื่อได้แจ้งติดต่อกับเพื่อน ๆ ทั่วสารทิศ ( กรุงเทพฯ , พัทยา, จ.สงขลา, จ.ปราจีนบุรี, บางแสน จ.ชลบุรี, จ.ตราด , จ.พิจิตร, จ.ขอนแก่น และจ.ระยอง )น้อง ๆ ก็โทรกลับว่า ที่เล่าให้ฟัง เพื่อนบอกต่อจนกระจายเยอะมาก มีแต่คนอยากร่วมด้วย ล่าสุดที่ได้ตัดสินใจก็เพราะน้องเหมี่ยว อบต. ( จ.ตราด )โทรมาบอกว่า
น้องเทค(สายม.บูรพา) : พี่เก๋ทำซองเหอะเพื่อนอ่านเมล์ที่พี่เก๋พิมพ์บอกอานิสงส์คร่าว ๆ มันก็อยากจะทำกันใหญ่เลยถ้าพี่เก๋ทำซองพิมพ์รายชื่อจะแจกได้เยอะ ๆแล้วพี่ไม่พาพวกหนูไปเที่ยวทัวร์บุญหรอเนี่ยอยากไปเที่ยวด้วยจัดเป็นผ้าป่าอะไรยังงี้ได้ไหม
เก๋ :ขอคิดดูก่อนนะระหว่างผ้าป่ากับกฐินหรือไม่ก็โอนเงินให้ท่านไปง่ายกว่า ( ในใจ...นั้น...คิดหนักเนื่องจากเคยทำงานบุญหล่อทองคำพระเดชพระคุณหลวงปู่ปาน หลวงพ่อพระราชพรหมยาน ณ วัดแห่งนึง จ.โซนภาคตะวันออก ซึ่งจะมีแท่งทองบรรจุกล่องกำมะหยีสีแดงอย่างดีพิมพ์รายละเอียดไว้ข้างในอย่างชัดเจนให้สำหรับผู้ร่วมบุญ500บาท ได้นำแท่งทองไปอธิษฐานจิตก่อนถึงวันจริงในกลุ่มช่วยกันอย่างเต็มที่และพยายามบอกบุญ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นก็ยังเป็นนิสิตเจอบททดสอบใจหลายอย่าง ยิ่งอาจารย์ของเก๋นั้น เจอเรื่องกระทบใจอย่างที่สุด ร่วมถึงท่านต้องเขียนพุทธประวัติจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์ของวัด)
ดังนั้นก็บอกน้องไปว่าขอตัดสินใจก่อน แล้วยังไงพี่จะโทรบอกนะเพราะไม่มั่นใจว่า เมื่องานใหญ่ขึ้นปัญหาก็ย่อมต้องมี จากการที่เคยอยู่รับใช้อาจารย์มาเห็นหลายงานที่ท่านต้องเสียน้ำตา เพราะความไม่เข้าใจ แต่นั่นก็ทำให้ท่านเข้มแข็ง และตอนนี้ท่านบารมีดีเหลือเกิน ขอให้ลูกได้เข้าถึงธรรมดุจที่ท่านได้เข้าถึงด้วยเทอญ
พอไปกราบคุณแม่นม (แม่บุญธรรมคนที่ 1) คุณแม่วางหนังสือกฐินไว้คำว่า"กฐิน"ก็ปิ๊งเลยจึงโทรไปกราบนมัสการพระครูบาองค์ที่ท่านรับเรื่องแทนพระอาจารย์บุญถมเนื่องจากท่านเจ้าอาวาสต้องเดินทางไปตจว.บ่อย จึงได้คุยกับพระครูบาองค์ที่เป็นเสมอเลขาพระอาจารย์
เก๋เรียนพระครูบาว่า : ถ้าจะจัดเป็นกฐินทางวัดมีกำหนดการไหม
ท่านก็ตอบว่า : วันที่ 11 ตุลาคมมีโยมจองกฐินไว้แล้วถ้าโยมเก๋จะสะดวกมาถวายก็มาพร้อมวันนั้นเลยทางวัดจะจัดสถานที่ให้โยมได้พัก
เก๋ : ถ้าเก๋จะขอความอนุเคราะห์ทางวัดหรือเรียนถามท่านอาจารย์บุญถม ในเรื่องวัตถุมงคลสำหรับแจกซองกฐินให้กับผู้ร่วมบุญจะได้ไหมเพราะเก๋ต้องการให้เป็นทานต่อทานญาติโยมใจบุญช่วยเรา เราก็ให้ตอบ เหมือนของขวัญ(ดับเบิ้ลทาน) เพราะเก๋ต้องการนำของดีมีมงคลจากทางวัดซึ่งมีอำนาจพุทธคุณหนักไปทางด้านเงินทองคล่องตัว เมตตาค้าขาย นั้นมักเป็นที่ต้องการ เพื่อนำไปบูชาช่วยเหลือการดำรงชีวิต และวัตถุบางอย่างเก๋ออกปัจจัยเองในบางส่วนซึ่งมีเพิ่มเติม (ที่วัดก็หมด อันนี้มีเฉพาะกฐินกองเก๋จ้า)
***เมื่อทุกคนต้องการใช้ให้เกิดผลก็จะต้องกล่าวอาราธนาบารมีพระรัตนตรัยหมั่นสวดบูชาเมื่อเกิดผลสำเร็จตามที่ต้องการเขาจะยึดมั่นก่อเกิดศรัทธาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ถือว่าเขาเริ่มเข้าสู่ไตรสรณคมอาจจะเริ่มตามหาทางในการสร้างบุญกุศลโดยอาจจะเริ่มจากเก็บสะสมวัตถุมงคลก่อน อย่างเช่นเราไปบูชาวัตถุมงคลที่วัดปัจจัยก็ได้ร่วมบุญจากนั้นก็นำไปสู่การปฏิบัติเพราะต้องเข้าวัดต่าง ๆ ไปหาของวัตถุมงคลเก็บสะสมเห็นพระดี ๆ ได้ฟังธรรม บวกกับการให้ทานทำบ่อยเข้าก็จะเริ่มเข้าสู่การปฏิบัติธรรม (จากหยาบไปสู่ละเอียด คือจากวัตถุมหัศจรรย์ พัฒนาเป็นจิตมหัศจรรย์) ดังนั้นการแจกวัตถุมงคลของเก๋ ก็คือ ต้องให้เค้าร่วมทำบุญ และ ที่เก๋เลือกกฐินนั้นหลังออกพรรษาต้องรีบถวายจำกัดด้วยเวลาเป็นบุญใหญ่เห็นผลตั้งแต่ชาติปัจจุบันนี้ หากยังไม่เข้าพระนิพพานก็เกิดเป็นเศรษฐีทุกชาติไป มีผลตั้งแต่ชาติปัจจุบันนี้เลยนะจ๊ะ ญาติธรรมทุกท่าน แต่ตัวเราสงสัยจะไม่รวยไม่จนอ่ะจ้า เอาเป็นว่าอยากให้ทุกคนร่ำรวยจะได้คล่องตัวในการสร้างบารมี เก๋ไม่ค่อยมีทรัพย์แต่เก๋มีใจในการทำบุญจ้า
พระครูบาก็กล่าวสั้น ๆ ว่า :ได้โยม ไม่มีปัญหา เพราะพระอาจารย์ก็เคยกล่าวไว้เช่นกันว่าจะดึงคนมาจากหยาบมาสู่ละเอียดเช่นกัน
เก๋จึงแจ้งท่านไปว่า : กฐินนี้ร่วมสร้างพระปางปฐมเทศนา (โปรดปัจวคีย์ทั้งห้า) หน้าตัก 19 เมตร สูง 26 เมตร ซึ่งใต้ฐานจะมีห้องปฏิบัติธรรม อยู่ภายในองค์ท่าน และมุ่งเน้นทำบุญทุกอย่างในขอบเขตพระพุทธศาสนาที่ต้องระบุ "ทำบุญทุกอย่างในขอบเขตพระพุทธศาสนานั้น"ก็เพื่อที่ทางวัด ..สามารถนำเงินนี้ไปทำส่วนอื่น ๆ ได้ถ้าระบุไปแล้ว..นำไปใช้อย่างอื่นจะผิดวัตถุประสงค์เก๋จึงขอย้ำว่า "กฐินนี้ในใบเรียนเชิญ จะย้ำเลยว่าทำบุญทุกอย่างในขอบเขตพระศาสนาเพราะหากท่านต้องนำไปปรับปรุงพื้นที่ที่จะตั้งฐานค่าแรงงานก่อสร้างค่าพาหนะเดินทางที่ต้องติดต่อของงานรวมแล้วก็เพื่อที่จะไม่ผิดวัตถุประสงค์นั่นเอง(คุณแม่บุญธรรมอีกท่านนึง ท่านสนิทกับป้ายุพา สำนักปฏิบัติธรรม จ.ระยอง ที่ได้ยกที่ดินถวายเข้ามูลนิธิหลวงปู่ปาน เนื่องกับสมเด็จองค์ปฐม ....เป็นผู้สอนสิ่งนี้ รวมถึงแนะนำสิ่งดี ๆ ท่านเป็นคนพูดน้อยเจอกันที...พูดไม่กี่ประโยค แต่ทุกคำจับใจเหลือเกิน เมื่อรับรู้เก๋จึงติดใช้คำนี้เมื่อบอกบุญและไม่ต้องการให้ติดอานิสงส์ผิดวัตถุประสงค์จะเกิดโทษกันหลายฝ่าย
นี่จึงเป็นที่มาแห่งงานบุญใหญ่ของเก๋ อีก 1 งาน ที่ต้องทดสอบกำลังใจมากมายค่ะ ด้วยสติปัญญาอันน้อยนิด
วัดถ้ำข้าวสารหิน...ดินแดนแห่งความศักดิ์สิทธิ์
บ้านผาสะนา ตำบลทรัพย์ไพรวัลย์
กิ่งอำเภอเอราวัณ จังหวัดเลย
โทร . 042 - 801123
ภาพถ่ายบริเวณหน้าวัดถ้ำข้าวสารหิน จ.เลยค่ะ
ประวัติวัดถ้ำข้าวสารหินและ
พระอาจารย์บุญถม
ประวัติความเป็นมาของ “พระอาจารย์ บุญถม อุทฺยญาโณ” เดิมท่านมีนามว่า นายบุญถม ศรีวิชา (ดำถ้ำ) เป็นนามสกุลของพ่อใหญ่ผู้ดูแลเลี้ยงดู บิดาชื่อ นายโฮม ศรีวิชา มารดาชื่อ นางแพง ดำถ้ำ มีอาชีพทำนา มีบุตรธิดา รวม 2 คน คนโตเป็นหญิง มีนามว่า นางกลม ดำถ้ำ คนที่ 2 มีนามว่า นายบุญถม ดำถ้ำ เกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2499 (ปีวอก) สถานที่เกิด บ้านดู่ ต.สีดา จ.นครราชสีมา การศึกษาจบชั้น ป.4 เมื่ออายุได้ 15 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร (เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2513) โดยมีพระราชคุณาธาร เป็นผู้บรรพชาให้ที่วัดศรีสุธาวาส อ.เมือง จ.เลย สามเณรบุญถม ได้บวชเรียนมาจนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 กรกฏาคม พ.ศ. 2519 ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดจันทรังษี อ.เมือง จ.เลย โดยมีพระครูโกวิทย์ สังฆภาร เป็นพระอุปฌาย์อุปสมบทให้และได้รับฉายาว่า “อุทฺยญาโณ” สังกัดวัดถ้ำคูหาวารี ต.หนองหญ้าปล้อง อ.เมือง จ.เลย ในระหว่างเป็นพระภิกษุสงฆ์ได้ศึกษาเล่าเรียน วิปัสนากรรมฐานกับ พระครูบาอาจารย์ หลวงปู่ศรีจันทร์ – หลวงปู่ชอบ – หลวงปู่หลุย และพระอาจารย์ สำลี ณ วัดถ้ำคูหาวารี (ถ้ำน้ำ) ปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำข้าวสารหิน ได้เปิดเผยเรื่องราวการพบข้าวสารกลายเป็นหินและประวัติย่อความเป็นมาว่า เมื่อ พ.ศ. 2524 อาตมาออกเดินธุดงค์มาจากถ้ำคูหาวารีตามนิมิต จนมาพบถ้ำครั้งแรกยังเป็นป่ารกทึบ โดยมาจำพรรษาอยู่ 1 พรรษา แล้วออกธุดงค์ไปที่อื่นๆ ต่อจากนั้นอาตมาก็ได้กลับมาจำพรรษาที่ถ้ำอีกเป็นครั้งแรก 2 และที่ 3 จนถึงครั้งที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2544 อาตมาได้รักษาศีลปฏิบัติธรรมอยู่ในถ้ำ ได้สัมผัสตามนิมิตว่า พระภูมิเจ้าที่ผู้รักษาถ้ำได้นิมนต์ให้อาตมาอยู่มาช่วยโปรดสัตว์ แผ่เมตตาบารมีให้พระภูมิเจ้าที่ทุกชั้น ทุกภูมิ สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด ได้รักษาศีลภาวนาและปฏิบัติธรรม จึงได้เริ่มก่อสร้างเป็นวัดถ้ำข้าวสารหินขึ้นตามคำนิมนต์ของเจ้าภูมิขุนหลวง ผู้ปกครองถ้ำ
ถ้ำข้าวสารหินปรากฏในนิมิตที่เป็นความจริง ครั้งแรกในคืนวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนสิงหาคม 2541 ภาพนิมิตเห็นผู้ชายเดินมาในถ้ำ 3 คน แล้วมากราบอาตมา 3 ครั้ง เข้ามาบอกอาตมาว่าเป็นเจ้าภูมิขุนหลวงเป็นหัวหน้าใหญ่เจ้าภูมิที่นี่ ยังมีภูมิขุนย่อย ภูมิเณรจ๋อย เจ้าภูมิทั้ง 3 ที่เข้ามาหาครั้งแรก ได้เอ๋ยปากกับอาตมาว่ากระผมรอพระคุณเจ้ามาโปรด ตั้งนานแล้ว จะถวายข้าวสารหินเพชรโบราณ เจ้าภูมิขุนหลวงหัวหน้าใหญ่บอกว่า ข้าวสารหินมีอยู่ด้วยกัน หลายสี เป็นสีหินออกเป็นสีเขียวเป็นสีแดงบ้าง ขาวบ้างเป็นสีดำบ้าง เจ้าภูมิบอกต่ออีกว่า ยังมีตระกรุดหินเพชรโบราณ ที่ติดปะปนกับข้าวสารหินเป็นบางส่วน ซึ่งใช้ได้สารพัดนึกที่เรานับถือ เจ้าภูมิ บอกว่า ข้าวสารหินก็ใช้ได้เหมือนกัน เจ้าภูมิก็ได้บอกเพิ่มเติมอีกว่า ข้าวสารหินเพชรโบราณใช้ได้เหมือนแก้วสารพัดนึกไหลมาเทมา เจ้าภูมิขุนหลวงได้กล่าวขึ้นกับอาตมาว่า ข้าวสารหินอยู่ทางขึ้นหน้าถ้ำ วันที่อาตมาขึ้นไปดูนั้น ตรงกับวันแรม 4 ค่ำ เดือนสิงหาคม 2541 ซึ่งอาตมาได้เดินไปดูก็เป็นเรื่องจริงตามที่อาตมาได้นิมิตมาในคืนนั้น ต่อมาเจ้าภูมิขุนหลวงได้กล่าวขึ้นกับอาตมาว่า พระคุณเจ้าได้โปรดพวกกระผมมานาน ได้บุญมากแล้วเจ้าภูมิเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า เลยได้ถวายข้าวสารหินกับอาตมา ซึ่งเป็นของที่เจ้าภูมิเขาปกปักรักษามานาน ต่อมาได้มีพญางูใหญ่ ซึ่งเป็นบริวารของเจ้าภูมิขุนหลวงรวมมาถึง 4 เจ้าภูมิแล้ว ก็ได้ถวายข้าวสารหินกับอาตมา เจ้าภูมิทั้ง 4 มาขอฟังธรรมเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า เลยพากันอาราธนาศีลแปด แล้วอาตมาเลยให้นุ่งขาวห่มขาวบำเพ็ญภาวนา ปฏิบัติธรรมถึงขั้นบรรลุมรรคผล พอจวนใกล้จะออกพรรษาเจ้าภูมิขุนหลวงจึงได้มาขอกราบลาบอกว่า พวกกระผมได้หมดเวร หมดกรรมแล้ว เพราะพวกกระผมได้ปฏิบัติธรรมถึงขั้นบรรลุ หลุดพ้นคือ ได้ถึงขั้น 3 ดาว เลยหลุดพ้นแล้ว และจะได้จุติไปเป็นเทพอยู่ชั้น 5 เจ้าภูมิขุนหลวงจึงได้มอบสมบัติให้ไว้กับภูมิขุนเดช เพื่อเป็นผู้รักษาแทน ในปี พ.ศ. 2545
ต่อมาจนกระทั้งออกพรรษา อาตมาได้อาราธนาจะนิมนต์พระพุทธรูปปางแสดงธรรมจักรขึ้นในถ้ำ เพราะพระพุทธรูปมีหญ้าปกคลุมหุ้มห่อเป็นบางส่วน จนองค์พระถลอกไปหมด จึงได้เดือนร้อนถึง พระอินทร์ พระอินทร์จึงได้บอกให้เทพชั้น 5 ลงมาดูมีอยู่คืนหนึ่งก่อนเทพจะลงมาดูนั้น อาตมาได้เข้าสมาธิและนิมิต ปรากฏเห็นมีแสงคล้ายดวงเทียนซึ่งมีแสงสว่างมาก สีนวลใสได้ตกลงมาตั้งอยู่หน้าผาบนถ้ำ เป็นเทพเนรมิตมีถึง 3 องค์ ซึ่งมีบริวารซ้ายขวาเป็นผู้อุปถาก ต่อมาอาตมาได้นิมนต์พระพุทธรูปขึ้นสู่แท่นที่ประทับในถ้ำ พยายามถึงสามครั้ง ถึงขึ้นได้สำเร็จ อาตมาสงสัยคงเป็นเพราะเทพลงมาช่วยจริงๆ

หลังออกพรรษาแล้ว เป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน ตุลาคม 2541 เวลาประมาณ 18.00 น. ได้มีเทพลงมา 3 องค์ มารับเอาภูมิขุนหลวง ภูมิขุนย่อย ภูมิเณรจ๋อย พญางูใหญ่ ขึ้นไปเป็นเทพอยู่ชั้นบน 5 พอขึ้นไปถึงแล้วไปบำเพ็ญกุศลรักษาศีลภาวนาต่อไปตลอด ต่อมาเจ้าภูมิขุนเดชพร้อมบริวารมาขอรับฟังธรรม รักษาศีลภาวนา บริวารมาอายุตั้งแต่ 4 -5 ปีขึ้นไป ได้มาฝึกนุ่งผ้าห่มขาว พอนุ่งห่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว เข้ามานั่งทำวัตรฟังธรรมกับอาตมาเป็นประจำ ภูมิบางท่าน ก็นั่งสมาธิบ้าง บางท่านก็เดินจงกรม แล้วอยู่ต่อมาเจ้าภูมิขุนเดชได้อาราธนาศีลฟังธรรม ปฏิบัติอย่างเข้มงวด รักษาศีลสมาธิมิได้ขาด เจ้าภูมิขุนเดชบอกอาตมาว่า ได้ฟังธรรมจากพระคุณเจ้าแล้วถึงกับน้ำตาร่วงตกในพวกกระผมได้ทำบาปมามากแล้ว ถ้าได้รู้ว่าบาปมีจริง จะไม่ทำบาป พอดีใกล้จะถึงเวลาออกพรรษาเจ้าภูมิขุนเดชปฏิบัติธรรม รักษาศีลภาวนามานานแล้ว จนได้บรรลุถึงขั้นหลุดพ้น เจ้าภูมิขุนเดชได้กล่าวกับอาตมาไว้ว่า กระผมได้ 3 ดาวแล้ว จวนจะออกพรรษาเหลืออีกประมาณ 3 วัน เลยมาขอลาล่วงหน้าไว้ก่อนเพราะเจ้าภูมิขุนเดชจะได้ขึ้นไปวันแรม 1 ค่ำ หลังออกพรรษาประมาณสองโมงเช้าเศษ จึงมาลาพระคุณเจ้าไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ พอถึงวันแรม 1 ค่ำของเดือนออกพรรษา เจ้าภูมิขุนหลวงเลยได้พาเทพบริวารมารับขึ้นไป เจ้าภูมิขุนเดชได้กลับกลายร่างมาเป็นพระอินทร์ ประจำอยู่ชั้นที่ 5 และก่อนที่เจ้า ภูมิขุนเดชจะไปอยู่เบื้องบนนั้นก็ได้มอบสมบัติให้ไว้กับเจ้าภูมิขุนเวช ซึ่งเป็นน้องชายของเจ้าภูมิขุนเดชเองรักษาแทนต่อไป เจ้าภูมิขุนเดชได้นิมนต์บอกให้อาตมาดูแลสั่งสอนให้รักษาศีลภาวนาต่อไป เพราะยังไม่รู้อะไร และอาตมาก็ได้บอกเจ้าภูมิขุนเวชไว้ว่า ให้รักษาที่นี่ให้ดีเจ้าภูมิขุนเวชที่รับปากอาตมาว่า ไม่ต้องเป็นห่วง กระผมจะรักษาที่นี่ไว้เป็นอย่างดี ถวายสิ่งของช่วยพระคุณเจ้าทำบุญสร้างวัดไปเรื่อยๆ
วันหนึ่งอาตมาได้เดินจงกรมอยู่ เจ้าภูมิขุนเวชได้ปล่อยบริวารของเขาเป็นพญางูใหญ่ เลื้อยไปเพื่อคอยรักษาอยู่หน้าถ้ำ ทำให้อาตมาได้เห็นเป็นเรื่องจริง คือว่าเจ้าภูมิขุนเวชเคยรับปากไว้กับอาตมาว่า เขาจะรักษาที่นี่เขาจึงต้องทำตาม และเขาก็บอกกับอาตมาไว้ว่า ถ้าจะเอาข้าวสารหินเพชรโบราณออกจากถ้ำ ให้ทำพิธีหรือพิจารณาให้ดีเสียก่อน จึงจะนำออกมาได้ เพราะว่าสิ่งของเหล่านี้เข้ามีเจ้าของ (ภูมิ) รักษาอยู่ ถึงจะให้ญาติโยมมาบูชาต่อไปได้ เพื่อเป็นสิริมงคลกับตนเองและครอบครัว จะได้อยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์มาก และมีตะกรุดหินเพชรโบราณอีกคุณค่าของความศักดิ์สิทธิ์ตะกรุดหินเพชรโบราณ ใช้ได้ร้อยแปดอย่าง ผู้ที่ได้รับข้าวสารหินโบราณหรือตะกรุดหินเพชรโบราณ จะนำไปรักษาโรค เป็นของค้ำของคุณ รักษาครอบครัว ทำมาค้าขาย หงายมือดีมาก ไปคบค้าสมาคมทำกิจการใดๆ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ช่วยให้กิจการบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ป้องกันได้แม้กระทั่งภูมิผีปีศาจ คลาดแคล้วปลอดภัย ทำน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ต่อชะตาปลอดภัยจากศาสตราวุธด้วย ซึ่งบัดนี้เจ้าภูมิขุนเดชได้บอกกับอาตมาในนิมิตว่า ได้บรรลุแล้ว จะได้ขึ้นไปเป็นเทพอยู่ชั้น 5 ก่อนออกพรรษา ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2544 นี้แล้ว เจ้าภูมิบุญธรรมจะเป็นผู้รักษาสมบัติสืบต่อไป เมื่อเจ้าภูมิบุญธรรมเป็นผู้รักษาสมบัติแล้ว จึงได้ขออาราธนาศีลแปดกับอาตมาเพื่อฟังธรรมรักษาศีล สวดมนต์ภาวนาต่อไป เจ้าภูมิบุญธรรมท่านได้เร่งบำเพ็ญความเพียรเพื่อให้หลุดพ้นภายในพรรษา 2546 จึงได้บรรลุธรรมตามคำอธิษฐานไว้ จวนจะออกพรรษาเจ้าภูมิบุญธรรมได้ขึ้นไปเป็นเทพอยู่ชั้นที่ 5 จึงได้มอบให้ปู่ทวด – ย่าทวด ดูแลสมบัติแทนในถ้ำนี้สืบต่อไป
ความเป็นมาของเจ้าภูมิสมัยก่อน เมื่อครั้งพระพุทธกาลนานมาแล้ว ความเป็นมาของบ้านเมืองในสมัยก่อน ภูเขาถือว่าเป็นบ้านเมืองของเขา เพราะเป็นถิ่นที่อยู่ทำมาหากิน ในสมัยนี้เรานิยมเรียกกันว่าเจดีย์ภูเขาหรือเรียกสั้นๆ ว่า ภูเขาหินตราบจนปัจจุบันนี้ ความเป็นมาของคำว่าถ้ำข้าวสารหิน มีมาตั้งแต่สมัยก่อน เมื่อสมัยก่อนเป็นที่บำเพ็ญของพระเจ้าตากสิน ที่มาของคำพระเจ้าตากสินนั้นหมายความว่า เป็นผู้รักษาศีลตลอดเวลามิได้คลาดสายตาเวลาทุกอิริยาบทสี่คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ตากหมอก ตากแดด ไม่มีร้อน ไม่มีหนาว ไม่มีหิว ไม่มีอยาก ทำกิจวัตรประจำวันมิได้ขาด ทุกลมหายใจเข้า – ออกอยู่เสมอ
สมัยก่อนข้าวสารหินจะมีรูปร่างคล้ายรูปมะพร้าวขนาดใหญ่ ต่อมากลับกลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์ เป็นรูปพระ เป็นรูปหลวงปู่ เป็นรูปเจ้าขุน เป็นรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ แต่สมัยนี้เราเรียกว่า พระ และในถ้ำยังมีช้างเผือกงานิลได้มากินน้ำโป่งอายุก็แก่มากแล้วเดินไปไม่ไหวเลยได้ถึงแก่ความตายลง ณ ที่นี่ พวกภูมิเจ้าขุนผู้รักษาถ้ำโบราณแห่งนี้รักษากุข้าวสารเพราะ ในสมัยก่อนได้พากันนำข้าวสารมารวมกันไว้ที่นี่จนกลายเป็นกู่ภูเขาข้าวสาร ต่อมาได้หักพังทลายลงมาเป็นหน้าผาปราสาทข้าวสารหินในปัจจุบันนี้ คือ พวกภูมิเจ้าขุนผู้รักษาสมบัติมีร่างกายสสูงใหญ่ระดับเทียบเท่าภูเขาสมัยคนแปดศอกยุคโบราณ เขาจะพากันนุ่งผ้าห่มผ้าคล้ายคนป่า คือ ปิดบังร่างกายไว้เป็นบางส่วนความศักดิ์สิทธิ์ของข้าวสารหินเพชรโบราณก็มีพระคุณแม่โพสพ พระแม่ธรณี ปู่ทวด ตายาย ข้าวสารหินเป็นมรดกโลกซึ่งตกทอดมาตราบเท่าทุกวันนี้ เมื่อสมัยครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้บำเพ็ญทุกข์อิริยาบท คือ กลั้นหายใจ กลั้นนักษุ กลั้นโสตะ จนหูลั่น อดพระกระยาหารจนซูบผอม เนื้อหนังเหี่ยวแห้ง ขนหลุดร่วงจากรูหนังก็ไม่ใช่ทางสำเร็จบรรลุมรรคผล จนเดือดร้อนถึงพระอินทร์ได้มาดีดพิณสามสายให้ฟังถึงสามครั้ง ครั้งแรกเสียงตึงไปก็ไม่ดี ครั้งที่สองหย่อนไปก็ไม่ดี ครั้งสุดท้ายว่าเสียงปานกลางดี ท่านเลือกเอาทางสายกลางไม่ยานเกินไปและไม่ตึงเกินไป พระนางสุชาดาได้ทำข้าวมธุปาญาตนำมาถวายพระองค์ทรงได้รับประเคนถวายพระกระยาหารถึงได้มีกำลังภาวนา จนพระองค์ทรงบรรลุมรรคผลตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ด้วยบุญบารมีของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าพระองค์จะทรงปกครองแต่โลกมนุษย์เท่านั้น เบื้องบนพระพุทธเจ้ายังทรงปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีพรหมโลก เทวดา เทวบุตร มีพระอินทร์ พระพรหม พยายมราช พญาครุฑ พญานาค แม่นางธรณี เจ้าภูมิเจ้าที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแผ่เมตตาให้สัตว์โลกมนุษย์มิได้ขาดสาย นี้แหละคือ คุณธรรมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผู้ใดรักษาศีล ปฏิบัติธรรม ธรรมะยังคงรักษาบุคคลนั้นไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว โบราณว่า ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้

ปัจจุบัน ข้าวสารหินเพชรโบราณได้นำมาบรรจุไว้ในพิพิธภัณฑ์ วัดถ้ำข้าวสารหิน ซึ่งสำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ได้รับรองการตรวจตัวอย่างหินและคตข้าวสารหินดึกดำบรรพ์ เมื่อ 29 สิงหาคม 2546 และมีอายุ 285 – 245 ล้านปี ทรงบำเพ็ญภาวนาอดอาหารอยู่ 1 เดือน ก็ปรากฏว่ามีปลาไหลทองขึ้นมาจากเมืองบาดาล (ภายในถ้ำน้ำ) บนภูเขาหิน โดยนิมิตว่าเป็นปลาไหลพญานาค ปัจจุบันก็อยู่ภายในบริเวณถ้ำข้าวสารหินภายในถ้ำน้ำ และเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่า ปลาไหลทองหรือปลาไหลพญานาคตัวท่านเสวยอาหารทิพย์ (ปลาไหลอิ่มทิพย์) เพียงแต่ในนิมิตบอกว่าเสวยอาหารเป็นผลไม้ องุ่น ชมภู่ น้ำชา และธูป 1 ดอก วางไว้ข้างนอกตู้เท่านั้น ก็มีชีวิต จิตใจ อยู่ได้ถึงปัจจุบัน


ประวัติความเป็นมาของปลาไหลพญานาคศักดิ์สิทธิ์
เมื่อครั้งอดีตชาติปางก่อน ท่านเคยเป็นพ่อค้า ชื่อ องค์องจื้อ ชาวจีนล่องเรือเข้ามาค้าขายอยู่ในประเทศไทย ซึ่งในบริเวณวัดถ้ำข้าวสารหินนี้ เคยเป็นภูเขากลางทะเล ท่านมาค้าขายร่ำรวย จึงได้เกิดความชื่นชอบสถานที่แห่งนี้ เกิดศรัทธาเลื่อมใสจึงได้บำเพ็ญเพียรสร้างบุญบารมีในสถานที่ แห่งนี้ เมื่อท่านเสียชีวิตลงที่ภูเขานี้ ดวงจิตวิญญาณของท่านได้เวียนว่ายตายเกินเพื่อสร้างบุญบารมีในสถานที่บริเวณวัดถ้ำข้าวสารหิน (ถ้ำน้ำ) นี้ หลายพบหลายชาติจนมาพบชาติปัจจุบัน ท่านมาเกิดเป็นพญานาคบำเพ็ญอยู่ในเมืองบาดาล พร้อมภรรยาชื่อ นาคี ต่อมาเมื่อพระอาจารย์ บุญถม อุทฺยญาโณ ออกธุดงค์มาบำเพ็ญจำพรรษาอยู่ที่วัดถ้ำคูหาวารีใน พ.ศ. 2546 องค์องจื้อได้มาในนิมิตของพระอาจารย์ บุญถม ว่าจะขึ้นมาจากเมืองบาดาลเพื่อมาสร้างบุญบารมีร่วมกับพระอาจารย์ ต่อมาไม่นานก็ปรากฏมีปลาไหลพญานาคขึ้นในถ้ำน้ำ (วัดถ้ำคูหาวารี) ลำตัวของท่านเป็นสีทองทั้งตัวและมีลายคล้ายภาษาจีนโบราณตามลำตัวของท่าน ในนิมิตท่านมาพูดคุยกับพระอาจารย์ว่า ก่อนขึ้นมาจากเมืองบาดาล ภรรยา (นาคี) ของท่านได้จารึกประวัติศาสตร์ ความเป็นมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันและอนาคตบนหลังท่าน เพื่อนำมาส่งให้พระอาจารย์ บุญถม ได้เผยแพร่การสร้างบุญบารมี ดังที่ปรากฏอยู่ตามแผ่นหลังของท่าน (องค์องจื้อ) และท่านได้ขึ้นมาจากเมืองบาดาลประมาณเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบันท่านไม่เคยเสวยอาหารเหมือนปลาไหลอื่นๆ ทั่วๆ ไป แต่ท่านอิ่มทิพย์เพียงแต่อธิษฐานจิตก็อิ่มได้ ดวงจิตของท่านเป็นเทวดา เพียงแต่อาศัยวิมุติฐานเป็นปลาไหลมาเกิดเท่านั้น เวลาที่พระอาจารย์หรือลูกศิษย์ลูกหา ญาติโยม มาพูดคุยกับท่าน องค์องจื้อ ท่านก็สามารถรับรู้ได้ เพียงแต่ท่านพูดออกเสียงภาษามนุษย์เราไม่ได้ เหมือนที่ปรากฏในรูปถ่ายของท่าน ขอเพียงอธิษฐานจิตท่านก็รับทราบแล้วขดตัวเป็นถุงเงินให้ช่างภาพถ่ายรูปของท่านได้อย่างง่ายดาย โดยที่เราไม่ได้จับตัวท่านขด ท่านก็เป็นไปตามอธิษฐานจิตของพวกเราและท่านฝากบอกแก่ผู้มีจิตศรัทธาว่า ใครอยากทำมาค้าขายร่ำรว



อนุโมทนาบุญในการสร้างพระพุทธรูปนั้น สำเร็จดีแล้ว
ถ้ามีโอกาสขอเชิญร่วมทำบุญด้วยการสร้างคนกับสยามเมธีสิกขาลัยด้วยนะครับ
ดูของขลังที่นี่เพิ่มเติมคะ http://www.utdid.com