เวที เรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม “ครูผู้มีเมล็ดพันธ์แห่งความดี กัลยาณมิตรของแผ่นดิน”
ที่ห้องประชุมโรงเรียน เขาสมิง จ.ตราด 5-7 ธันวาคม 2552
“ จิตวิญญาณ พลังภายใน และเครือข่ายพ่อครูแม่ครู”
เวทีนี้ถูกจัดขึ้นในช่วงเวลาที่ล่อแหลม และ บีบคั้นต่อบุคคลอย่างเช่น คุณครู พอสมควร เพราะเป็นบุคคลที่ทำงานหนักตลอดวัน ตลอดสัปดาห์ และหาวันหยุดพักผ่อนในรอบปีหนึ่งๆได้ยากเต็มที แม้กระทั่งช่วงปิดเทอมใหญ่ก็ตาม มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายฝีมือกระบวนกรมาก ทำให้พวกเราชาวกระบวนกร ที่นำโดยครูแมว และคณะครูฟาสร้างสุข โรงเรียนบ่อไร่จังหวัดตราด ต้องขะมักเขม้นวางแผนเดินเวทีนี้ค่อนข้างรัดกุมกว่าทุกๆครั้งที่ผ่านมา แม้จะเพิ่งเดินทางมาถึงตราดในช่วงค่ำดึกแล้วก็ตาม เรียกได้จะต้องทำยังไง เพื่อให้วันพรุ่งนี้สามารถดึงจิตดึงใจ และสร้างความเชื่อมั่น ผ่อนคลาย ให้ครูได้ละทิ้งความวิตกกังวล และเสียงภายในจากครูบางคนที่ต่อต้านอยู่บ้างลงให้มากที่สุด เราคุยกันไปได้อย่างดี เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือกระบวนการเป็นขั้นเป็นตอนมาก ประมาณว่าในตอนแนกสุกเราต้องเปิดจิตเปิดใจครูให้ได้พูดความรู้สึกทุกคน แต่ทว่าพอประชุมวางแผนกันได้พักหนึ่ง ก็คิดอะไรกันต่อไม่ออกเลยสรุปกันว่า เราควรจะได้ใช้ปติภาร สดๆ ตามสถานการณ์อีกเช่นเคย จึงแยกย้ายกันพักผ่อนตามอัธยาศัย ให้จิตได้ปล่อยวางและผ่อนคลายน่าจะดีกว่า
เช้าตรู่วันที่ 5ธันวาคม 2552 จากเหลายารีสอร์ท จนถึงโรงเรียนเขาสมิงประมาณ 30 กิโล เป็นการเดินทางที่พวกเราชาวกระบวนกร รู้สึกตื่นตัวมากเป็นพิเศษ เพราะเป็น วันแรกของเวทีเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม “ครูผู้เป็นเมล็ดพันธ์แห่งความดี กัลยาณมิตรของแผ่นดิน” ซึ่งถ้าจะว่าเป็นวันดีก็ดี เพราะตรงกับวันพ่อ วันชาติไทย ถือว่าเป็นวันมงคล เอาฤกษ์เอาชัยดีเหมือนกัน และเมื่อมาถึงโรงเรียนก็ได้เจอคุณครูร.ร.บ่อไร่อีก ทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ คนคุ้นเคยสร้างความคึกคัก โบกไม้โบกมือ สวัสดีทักทาย ให้ชุ่มฉ่ำชื้นใจกันพอประมาณ จากนั้น จึงค่อยๆช่วยกันยกของขึ้นไปบนห้องประชุม (ของเยอะมาก มีบอร์ด โชว์ โรงเรียนลูก=โรงเรียนเรา ของมูลนิธิมา 12 อันด้วย เรียกว่าช่วยกันกางช่วยกันยกอย่างขมีขมัน)
ได้เห็นห้องประชุมครั้งแรก ก็เกิดความประทับใจเลย นี่เป็นห้องประชุมที่เหมือนสถานที่ปฏิบัติธรรมคือวัดท่ามะโอ จ.ลำปางเป็นอย่างมาก คือ ขนาดกว้างยาวประมาณ 20*20เมตรแต่เพดานสูงประมาณ 3 เมตร ที่เป็นจุตสนใจก็คือพื้นไม้แผ่นเล็กๆสีทองๆสีไม้เหลืองๆทองๆสะท้อนกับแสงไฟข้างบนเพดานที่อุ่นนวลมาก อีกทั้งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ภายนอกที่เป็นภูเขาตระหง่านมั่นคงสวยงามได้อย่างชัดเจน เมื่อนิ่งๆเงียบๆหน่อย ก็จะได้ยินเสียง นก และสัตว์เล็กสัตว์น้อยร้อง ประสานเสียงเบาๆเป็น ดนตรีพื้นหลังด้วย นับว่า บรรยากาศแวดล้อมช่วยขัดเกลาจิตใจได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีทีเดียว สำหรับสถานการณ์ที่เช่นนี้
พวกเราเริ่มต้นค่อนข้างยาว กว่าทุกๆครั้งที่ผ่านมา โดยเป็นครั้งแรกที่มีการให้เขียนความรู้สึก ความคาดหวัง กับเวทีเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้น 3วัน 2คืนนี้ และให้อ่าน ให้พูด กันทุกคน ในวงคุยนั่งแบบสบายๆ (52 คนที่ผมนับได้) กินเวลาไปราวชั่วโมงกว่า แม้จะมาจากหลากหลายโรงเรียน แต่บรรยากาศก็เป็นไปอย่างกันเอง คุ้นเคย และไว้วางใจกันพอสมควร มีครูบางคนบอกตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า ความรู้สึกเหมือนได้รับพระราชโอการให้เป็นครูผู้มีเมล็ดพันธ์แห่งความดี ซึ่งก่อนหน้านั้นเล็กน้อยทางทีมกระบวนกรเปิดพิธีด้วยเพลงก้อนดินและพระบรมราโชวาท เป็นครั้งแรกทีเดียวที่มีครูพูดถึงความรู้สึกต่อเพลงนี้ในเวที และอาจจะเป็นประจวบเหมาะที่ถูกจัดขึ้นในวันสำคัญคือวันที่ 5ธันวาคมด้วยก็ได้ ในวันแรกนี้ พวกเราเน้นการ ขายงาน ขายตรง เป็นส่วนใหญ่ โจทย์ใหญ่ก็คือ ทำยังไง ครูจึงจะมีพลังใจ ฟื้นคืนจิตวิญญาณ และเข้าใจระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีชีวิต ที่ว่ามีชีวิตก็คือ ครูมีเครื่องมือ เห็นศาสตร์และศิลป์ในการทำงานกับเด็กมากขึ้น และ ขยายขอบเขตการดูแลเด็กไปให้ถึงครอบครัวด้วย คือพาพ่อแม่มาเรียนรู้ในโรงเรียน เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้ระหว่าง ลูกศิษย์ ผู้ปกครองและครูที่ปรึกษา รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องในโรงเรียนปลายทางที่สุดก็คือสุขภาวะ คือให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมทั้งครอบครัวและโรงเรียน มีกายแข็งแรง จิตใจแจ่มใส สังคมน่าอยู่ และปัญญาสร้างสรรค์ มีความเข้าใจอันดีระหว่างบ้านและโรงเรียน คงเข้าใจกันดีว่าสังคมทุกวันนี้ต้องการการมีส่วนร่วมทุกฝ่าย หลักการอันนี้ เป็นหลักการที่ง่ายมาก แต่การจะทำให้เห็นผลจริงจังและมีชีวิตชีวานั้น มิใช่เรื่องง่ายเลย ต้องฝ่าความเห็นชอบและแรงบันดาลใจกันหลายด่านตั้งแต่ระดับผู้บริหารจนถึงครูจิตอาสาปฏิบัติการที่ต้องมีชุดกระบวนการ ชุดความรู้และทักษะที่ต้องเพิ่มพูนกันพอสมควร จะว่าไปโดยส่วนตัวของผม นี่ก็คือการปฏิรูปการศึกษาดีๆนี่เอง โดยในครั้งนี้เวทีเรียนรู้ภาคปฏิบัติจริงสานเสวนาพ่อแม่ลูกและครูที่ปรึกษา อยู่ในวันที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีอย่างหนึ่งเพราะจะได้มีเวลาถอดบทเรียนกันมากขึ้น
ในวันแรก กิจกรรมที่เรียกความสนใจและพลังจากเวทีได้มาก ก็คือกิจกรรมกงล้อสี่ทิศ คราวนี้พวกเราชาวกระบวนกร ตั้งใจเปลี่ยนและเพิ่มบทสนทนาร่วม นิดหน่อย คือเติมบทสนทนาที่ว่า “ในความเป็นจุดอ่อน จุดแข็งของสัตว์ที่เราเป็นนั้น ได้สร้างผลกระทบด้านลบต่อคนรอบข้างหรือไม่ อย่างไร ผลกระทบด้านลบก็อย่างเช่น ได้สร้างความหงุดหงิด รำคาญใจ ขัดเคือง หรือบางครั้งก็ถึงขนาดเสียสัมพันธภาพไปก็มี มีบ้างไหม คุณครูพูดคุยกันอย่างสนุก ได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างคน และได้ทบทวนตัวเอง รู้จักตัวเองที่มากขึ้นด้วย สำหรับผม ในครั้งนี้ก็ได้บทเรียนอันหนึ่ง เป็นแบบเฉพาะสำหรับคนที่มีลักษณะแบบหนู
มีความคิดเกิดขึ้นแบบปัจจุบันขณะทำกิจกรรมนี้ว่า ถ้าหากเราตั้งบทสนทนาร่วมที่ว่า แล้วสิ่งที่สัตว์แต่ละตัวต้องระวัง ท่าที บุคลิกทั้งภายใน ภายนอกที่จะไปเบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น คืออะไร และจะมีหนทางบำบัดแก้ไขกันอย่างไร ลองสุ่มๆตั้งสมมุติฐานดู
เหยี่ยว- ความไม่ใส่ใจ บ้าบรรเจิด
หมี-พูดจาขวานผ่าซาก บ้าทฤษฎี เหตุผล
กระทิง - ความโกรธ บ้าพลัง
สำหรับหนูแล้ว จากหลายๆเวทีที่ผ่านมาและรวมทั้งเวทีนี้สิ่งที่ผมค้นพบก็คือ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่มั่นใจในตัวเอง Low self ถ้าหนูไม่ทันตัวเองตรงนี้ สิ่งที่จะก่อให้เกิดตามมาก็คือ ความอิจฉา ริษยา หนักเข้าก็พยาบาท การซุบซิบจับกลุ่มนินทากันในองค์กร ถ้ามีหัวหน้าที่เป็นหนูแล้วใช้ด้านลบอันนี้ของหนูมาบริหารงานมากๆ อาจทำให้องค์กรไม่พัฒนาได้ โดยเฉพาะไม่สามารถจะทำงานกับคนที่เก่งๆได้ เพราะจะรับอารมณ์ที่ว่าตัวเองสู้คนอื่นไม่ได้ไม่ค่อยไหว กลัวคำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมา และไม่กล้าที่จะปฏิเสธใคร คือ บางทีแคร์ความรู้สึกมากจนเกินเหตุ เราไม่ค่อยพูดถึงด้านตรงนี้ของหนูมากนัก ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร ถ้าเทียบกับสัตว์ตัวอื่นๆแล้ว ทุกตัวมีความไม่น่ารักพอกัน ยกเว้นหนู ที่จะดูดีที่สุด
แต่เราก็จะโจมตีด้านนี้ของหนูมากก็ไม่ได้ ในความจริง มนุษย์มีด้านลบของหนูอยู่ทุกคน อาจจะมากบ้างน้อยบ้างลดหลั่นกันไป คือเรามีโอกาสที่จะเกิดความหมั่นไส้ อิจฉาริษยาผู้อื่นกันได้ทุกคน ดังนั้นอย่าคิดว่าเป็นเฉพาะแต่หนู เราทุกคนจึงควรระวังด้านลบด้านนี้กัน. ต้องเท่าทัน เพราะความอิจฉา ริษยา พยาบาท สร้างความเสียหายให้กับคน ครอบครัว และการพัฒนาจิตมามากต่อมาแล้ว
สิ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ หนูควรเข้าให้ถึงความเป็นจุดแข็งของตัวเองให้มาก เพราะจุดแข็งของหนูคือจิตที่มีพรหมวิหารธรรมมากกว่าสัตว์ตัวใดๆ พร้อมๆกับดึงเอาจุดแข็งของสัตว์ตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น กระทิง เหยี่ยว และหมีมาไว้กับตัว มาผสม มาบูรณาการ มาพัฒนาด้วย ถ้าหนูเข้าใจตัวเองและมีสติสมบูรณ์แล้ว เขาบอกกันว่า จะก้าวไปสู่ความเป็นพระโพธิสัตว์
เป็นกำลังใจให้หนู เข้าถึงคุณธรรมด้านดี ด้านใน ด้านที่เรียกว่าอ่อนโยน และรับฟังผู้อื่นอย่างแท้จริง
และมนุษย์ทุกคนก็น่าจะดึงเอาคุณธรรมด้านบวกด้านนี้ของหนูมาไว้กับตัวให้มากที่สุด และนำออกมาใช้ได้ตามสถานการณ์ชีวิต ด้วยสติและความรักที่เราพึงจะฝึกมีได้ เพราะหนูน่ารัก สังคมจะมีสันติได้เพราะความเป็นหนูลุกขึ้นมานำทาง
ในตอนท้ายวันแรก มีการทำดอกไม้แห่งการเรียนรู้ คือให้ครูเขียนถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอดวันแรกนี้ ในกระดาษตัดรูปดอกไม้ แล้วนำไปวางที่ผืนผ้าซึ่งประดับด้วยดอกไม้หลากหลายอยู่ตรงกลางห้อง ซึ่งผืนผ้าดอกไม้ที่วางอยู่นี้ ในตอนเช้า ช่วงแรกๆ มีครูบางส่วนที่สงสัยว่า เอามาทำอะไร และมีความหมายยังไง จนตอนท้ายของวันแรกนี่เอง ที่ทุกอย่างถูกเฉลยออกมา อย่างงดงามที่สุด มีดอกไม้แผ่นหนึ่ง ถูกวางอยู่ตรงดอกกุหลาบที่อยู่ตรงกลางเด่นสง่า บนผืนผ้า
เขียนว่า “Teacher who change the world”
ผมก็รู้สึกว่าเป็นคำพูดที่ทรงพลังที่สุดของวันนั้น
วันที่สองเป็นเวทีเรียนรู้พ่อแม่ลูก เป็นเวทีสดๆจริงๆ ไม่มีการเตรียม ไม่ใช้ตัวแสดงแทน ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น แต่มีประเด็นของเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่พูดถึง อยากให้พ่อมาช่วยรดน้ำต้นพริก เพราะพ่อของเขาไปมีแม่ใหม่ ซึ่งแม่ของเขาก็นั่งอยู่ตรงนั้นด้วย ทำให้คุณแม่คนนั้น อุ้มลูกตัวเล็กๆอีกคนหนึ่งเดินออกจากเวทีไปเลย พวกเราทีมกระบวนกรรู้สึกผิดปกติเลยปรึกษากัน จากนั้นพี่วิกรม จึงลงไปปฐมพยาบาลจิตใจข้างล่าง ซักพักแม่คนนั้นก็ขึ้นมา ด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายและสดใสกว่าเดิม
พวกเราเห็นการช่วยเหลือ ให้กำลังใจ ของแต่ละครอบครัว ที่แบ่งปันภูมิปัญญาดีๆ ความรัก ความเมตตาให้กัน และกัน ทั้งพ่อแม่ และลูกๆด้วยกันเอง ซึ่งการเอาเวทีพ่อแม่ลูกมาไว้วันที่สองนั้น ก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากครูได้มีโอกาสตกผลึก ถอดบทเรียนกันอย่างลึกซึ้ง มีเวลาแลกเปลี่ยน ข้อคำถาม ข้อเรียนรู้ หัวใจ ศาสตร์ ศิลป์ ทักษะ เทคนิค ผ่านบทสนทนาร่วมกัน พูดคุยกันมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้วันที่สาม มีครูเข้าร่วมกระบวนการ ดูจากแววตาและท่าทีที่กระฉับกระเฉงแล้ว พบว่าคุณครูมีความผ่อนคลายและเต็มที่กับการเรียนรู้มากกว่าวันแรกๆ นี่อาจแสดงถึง จิตวิญญาณ พลังภายใน และสายใยพ่อครูแม่ครูเริ่มเกิดขึ้นแล้ว เริ่มเบ่งบานด้วยกระแสแห่งคลื่นมุทิตาจิตแล้ว
ในวันสุดท้าย กิจกรรมย่อยที่เป็นไฮไลท์ของงานคือ ดุลยภาพ กาย จิต ปัญญา ผ่านงานศิลปะและดนตรีบำบัด สร้างบทเรียนและความรู้สึกที่เชื่อมโยงไปสู่งานดูแลเด็ก และแรงบันดาลใจให้ครูนำไปประยุกต์ใช้ต่อ กิจกรรมนี้ เริ่มต้นจาก ทุกคนจะมีกระดาษ 1 แผ่นหนาพอที่จะสามารถลงสีน้ำได้ มีสี ถาดสี พู่กัน 2 อันเล็กกับใหญ่ อยู่คนละชุด วางอยู่ด้านหน้าบนกระดาษขาวกันเปื้อน โดยให้นั่งเรียงกันเป็นวงกลม จากนั้นกระบวนกร จะโน้มจิตจูงใจผู้คน ให้วาดรูปตามคำพูดหรือบทกวี ที่คลอด้วยบทเพลงเบาๆ เริ่มจาก พื้นดินที่โล่ง พร้อมรับพืชพันธ์ต่างๆ – เมล็ดพันธ์ที่อวบอิ่ม 1 เมล็ด- รากแก้ว รากฝอย และใบอ่อนที่ค่อยๆโผล่ขึ้นจากพื้น รับอากาศ บริสุทธิ์และแสงแดดยามเช้า พอถึงตรงนี้เมื่อวาดเสร็จ กระบวนกรจะให้ส่งรูปให้คนทางขวามือหนึ่งคน ซึ่งคำพูดและกระบวนการที่ดำเนินไปนั้นต้องบอกว่า เป็นกวีค่อนข้างมาก คือเป็นคำพูดที่สื่อถึงความรู้สึกและจิตวิญญาณของธรรมชาติ เช่น เมล็ดพันธ์ที่อ่อนโยน การเกิดใหม่ ชีวิตใหม่ และเมื่อภาพของอีกคนมาอยู่ในมือของอีกคน ก็ต้องต่อเติมให้เป็นต้นไม้ใหญ่ ที่แข็งแรงมั่นคง เป็นร่มเงาให้พื้นแผ่นดินและสรรพสัตว์ แล้วก็ส่งต่อให้อีกคน ต่อเติมเป็นดอกไม้ ออกผลที่งดงามสมบูรณ์ มาถึงตรงนี้กระบวนกรจะเริ่มหักมุม เมื่อได้ส่งภาพซึ่งขณะนี้เป็นภาพที่สวยงามอย่างยิ่ง มาอยู่กับอีกคนหนึ่ง ก็จะเริ่มทำลายล้างพร้อมเสียงพายุที่โหมกระหน่ำ ทุกคนต้องใช้สีพู่กัน ทำลายรูปที่เพื่อนด้านซ้ายส่งต่อมาให้ ให้มืดดำ ถอนรากถอนโคน ไม่เหลืออะไรเลย
เมื่อหมดของช่วงนี้ จึงส่งภาพกลับมาคืน ทางซ้ายสามครั้ง ภาพจะมาตกที่เจ้าของเดิม ซึ่งเมื่อภาพเดิมมาอยู่ในมือ ก็แทบจะไม่เหลือร่องรอยใดๆเหลืออยู่เลย จึงเป็นหน้าที่ที่ต้องสร้างใหม่ ขึ้นตามจินตนาการ ช่วงนี้กระบวนกรจะปล่อยให้ทุกคนวาดภาพอย่างอิสระ ซึ่งภาพเกิดใหม่ที่เราเห็นนั้น สวยงาม มีความหมายมีคุณค่าจับใจเป็นอย่างยิ่ง บางคนวาดรูปพระพุทธองค์แล้วมีแสงทอประกายออกมา
ถามว่ากิจกรรมนี้ได้เรียนรู้อะไร ก็คือได้เรียนรู้สภาวะจิตของตัวเอง แต่ละช่วงโดยเฉพาะขณะรับส่งภาพแต่ละครั้ง ความรู้สึก ความคิดที่เกิดขึ้น แล้วทำให้เราเชื่อมโยงไปถึงเรื่องอะไรได้บ้าง เราคิดถึงอะไร เราปิ๊งแวบอะไร มีประสบการณ์เทียบเคียง อาจจะเป็นที่ครอบครัว ที่ทำงาน หรืองานที่กำลังทำอยู่กับกิจกรรมนี้หรือไม่อย่างไร และมันได้สร้างแรงบันดาลใจหรือความคิดใหม่ๆอะไรแก่เราบ้าง ซึ่งครูคนหนึ่งของบ่อไร ได้บอกแก่เราว่า คือHope ความหวังใหม่ ที่จะกลับไปสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับเด็กนักเรียน ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับกระบวนกรรุ่นพี่ที่บ่อไร่เป็นอย่างมาก ครูเห็นมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คือสามารถเชื่อมโยงลึกลงไปสู่จิตใจและงานในหน้าที่ตัวเอง
เหลียวหน้าแลหลัง กิจกรรมคุ้นเคยพาครูมาคุยกันถึงภาพฝันและสิ่งที่จะต้องทำร่วมกันต่อไปเพื่อให้ถึงฝัน เป็นฝันเล็กๆด้วยแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ที่สามารถเกิดขึ้นจริงในองค์กรอย่างโรงเรียนได้
กระบวนกรให้คุณครูรวมกลุ่มตามโรงเรียน แล้วช่วยกันคิด คุย ระดมความคิดฝัน ที่อยากให้เกิดขึ้นในโรงเรียนของตน พร้อมแนวทาง กระบวนการหลักๆที่จะใช้ จนถึงแผนปฏิบัติการที่มีชีวิตทำได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ แล้วก็จบกิจกรรมด้วยการให้ทุกคนได้เดินดู ช๊อบปิ้งไอเดียกันผ่านบทเพลงแห่งความสุข(เพลงรถม้าม่วนใจ) โดยครูจะเดินเป็นขบวนรถไฟและได้เคลื่อนไหวพูดคุยโยกย้ายร่างกายไปในทีด้วย เป็นการทำวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่เปี่ยมไปด้วยสุนทรียภาพ พร้อมได้เนื้องานแผนการไปปฏิบัติจริงด้วย
เวทีเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมครูผู้มีเมล็ดพันธ์แห่งความดี กัลยาณมิตรของแผ่นดิน จบลงด้วยเพลงเสภา “ใครคือครู”แล้วท่านรองเขตพื้นที่คือรองวิชา ผอ.พวงผกา และท่านผอ.โรงเรียนเขาสมิงก็มอบถุงเมล็ดพันธ์แห่งความดี เล็กๆให้ครูทุกคนขณะนั่งหลับตาฟังเสภา เป็นบรรยากาศที่ซาบซึ้งและ เป็นพันธะสัญญาว่าเราจะเป็นเมล็ดพันธ์ ผู้หยั่งรากลึกลงไป และงอกงามในแผ่นดินไทยด้วยจิตวิญญาณครู ด้วยหน้าที่ที่พึงมีต่อศิษย์และสังคมต่อไป
ในตอนท้ายอยากจะกล่าวถึงบทเพลงนิดหนึ่ง เพราะถูกใช้ในเวทีมาก บทเพลงนั้นสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนภายในให้มนุษย์ได้ค่อนข้างสูง ยิ่งเพลงที่ประกอบด้วยท่วงทำนองที่เข้ากับจริต ลักษณะมนุษย์วิทยาชาติพันธ์ เนื้อหาที่ร้อยเรียงเป็นกวีและสื่อถึงใจ จะดลให้คนเกิดแรงบันดาลใจและพลังอย่างใหญ่หลวงได้
เสภาครูคือใคร ตอบโจทย์ทางเสียงที่สื่อถึงจิตวิญญาณได้เป็นอย่างดี เราคงไม่ต้องกล่าวถึงดนตรีของโมสาร์ท หรือบีโทเฟน เพราะชาติพันธ์ บรรพบุรุษของดนตรี และการบูรณาการท่วงทำนองที่เข้ากับคนไทยนั้น ดูเหมือนจะมีความสำคัญและคุณค่ามากที่สุดไม่ว่าจะเป็นเพลงบรรเลง หรือเพลงที่มีคำร้องเนื้อกวี ที่มีความหมายมีคุณค่า
โดยสรุปของเวทีนี้คือ ความชื่นใจ ของทุกคน และความเป็นทีมของพวกเรา ที่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็พร้อมจะเคียงข้างสร้างสิ่งดีๆให้กับพ่อครูแม่ครูต่อไป เหมือนวงดนตรีที่ทุกคนตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองด้วยความรักความฝัน สร้างเสียงเพลงที่สอดประสานกลมกลืนให้ผู้ฟังได้ซาบซึ้งและเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งดีๆเพื่อการเรียนรู้ที่ดีที่สุดมีชีวิตและทั้งหมดก็เพื่อลูกศิษย์ต่อไป
ขอเป็นพลังใจให้ครูทุกคนที่ทำเพื่อศิษย์อยู่อย่างไม่หวาดหวั่น
ป้อม หลานปู่
ความสุขของครูมาจากความสุขของเด็กๆ
เด็กๆ เป็นผู้ที่ต่อลมหายใจในแต่ละวันให้กับครู
ไม่มีเด็กๆ ก็จะไม่มีครู
เป็นกำลังใจให้กับครูไทยทุกคน