GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

“เรื่องเล่าเร้าพลัง” การนิเทศการเรียนการสอนหรือการนิเทศภายในสถานศึกษา

       จากการที่ผมได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยาและมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครให้สอนนักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตศึกษา กลุ่ม บริหารการศึกษาใน รายวิชาการนิเทศการศึกษา ซึ่งมีแนวการสอน (Course Syllabus) กำหนดคำอธิบายรายวิชา วัตถุประสงค์ แผนการเรียนการสอน ( 6 ครั้ง) วิธีการวัดผลและประเมินผล รวมทั้งรายชื่อหนังสือและเอกสารประกอบการบรรยายไว้เรียบร้อยแล้ว
                กิจกรรมหนึ่งที่ผมแจ้งให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติคือให้มีการสรุป “เรื่องเล่าเร้าพลัง” เรื่องการนิเทศการเรียนการสอน หรือการนิเทศภายในสถานศึกษาที่เป็น Best Practices (วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด) ของตนเองที่เคยประสบผลสำเร็จมาแล้ว หรือถ้าไม่มีเป็นของตนเอง ก็สามารถ เล่าประสบการณ์ของคนอื่น หรือของโรงเรียน/หน่วยงานอื่นที่คิดว่าเป็น Best Practices มาแบ่งปันความรู้ให้คนอื่น (โดยไม่ต้องกังวลว่าจะผิดหรือถูก) คนละไม่เกิน 1 หน้า กระดาษ A4 ผ่านทางบล็อกของผมตามคำหลักและชื่อเรื่องนี้โดยขอให้ระบุชื่อสกุลผู้เล่า  กลุ่มที่ และ มหาวิทยาลัย ของตนเองลงไปด้วย
                ขอให้เริ่มเล่าลงในบล็อกนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปได้เลย จนกว่าก่อนจะถึงวันที่ต้องไปแลกเปลี่ยนกันในชั้นเรียน (ครั้งที่ 3) ท่านที่ไม่ได้เรียนวิชานี้อยากจะเล่าบ้างก็ไม่ว่ากันนะ เราถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันทั่วไปอยู่แล้ว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): วิชานิเทศการศึกษา
หมายเลขบันทึก: 32807
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

เรื่องเล่าเร้าพลัง

                ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจากประสบการณ์ของการทำงานไม่ว่าจะเป็นทางสายการศึกษา หรือออกไปสู่ระบบธุรกิจ  และกลับเข้ามาสู่สายการศึกษาอีกครั้ง ผ่านการเรียนรู้มาทั้งประสบการณ์ชีวิตธุรกิจ รวมถึงด้านวิชาการก็มากพอควรจนกระทั่งได้มาอยู่ ณ สถาบันโรงเรียนวานิชพณิชยการ เคยได้นิเทศการเรียนการสอน อาจารย์มาก็หลายท่าน แต่มักจะมีปัญหาที่มีคำถามอยู่ในใจเสมอมา   เช่น  1. ทำไมต้องเลือกนิเทศห้องที่เด็กเก่ง-ดี  2. ทำไมเด็กจึงนั่งเรียนกันเรียบร้อยไม่คุยเลย (ยุงกัดก็ไม่ตบ) พอเรียนจบกลับไม่เข้าใจ  3. ทำไมต้องแจ้งให้เตรียมตัวล่วงหน้าเมื่อจะนิเทศ  4. ทำไมต้องเน้นการเรียน-การสอนแต่ในเนื้อหา-ถาม-ตอบ เป็นขั้นตอนเหมือนเตรียมไว้ 5. ทำไมเด็กทำหน้าตาเหมือนเข้าใจกันหมดทั้งห้อง   ซึ่ง  5 ข้อทำไมนี้เป็นคำถามมาตลอดจนกระทั่งได้แนวคิดจากผู้มีประสบการณ์ (ชยุต  จุลชาต ศศ.ม) ซึ่งได้ใช้ประสบการณ์ในการสอนแนวใหม่ เพื่อพัฒนาการนิเทศการเรียนการสอนภายในสถาบัน ซึ่งในสถาบันของผมเป็นสายพณิชยกรรมมีระดับ ปวช.-ปวส.วิชาชีพ  ซึ่งมีการนำการเรียน การสอนเพื่อพัฒนาการคิดมาใช้ซึ่งเป็นการฝึกฝนการคิดเพื่อทำให้ผู้เรียนเกิดลักษณะการคิดที่กว้าง  คิดไกล  คิดลึกซึ้ง  คิดถี่ถ้วน  คิดหลากหลาย คิดอย่างมีเป้าหมาย  โดยใช้การฝึกฝน  โดยผ่านกระบวนการกลุ่มซึ่งใช้กิจกรรมการอภิปรายเป็นกิจกรรมหลัก   ผู้เรียนจะถูกกระตุ้นในการปฏิบัติการคิด ผู้สอนจะต้องพยายามที่จะป้องกันไม่ให้การสอนการคิดกลายเป็นการอภิปรายหรือถกเถียงกันเกี่ยวกับเนื้อหาของโจทย์  ในกลุ่มผู้เรียนจะต้องพิจารณาหลักต่อไปนี้

1.  เลือกหลักการที่ผู้เรียนรู้สึกว่ามีความสำคัญหลังสุด

2.  เลือกแสดงความคิดเห็นหรือวิจารณ์หลักการใดหลักการหนึ่ง

3.  เพิ่มหลักการใหม่ที่ผู้เรียนเห็นว่าเหมาะสมเข้าไป

เริ่มจากโครงงาน บ้านเรานิยมใช้การเรียนคาบละ 50  นาที เป็นระยะที่สั้นเกินไป เฉพาะการทำกิจกรรมชุดการสอนเพื่อพัฒนาความคิด โดยอาจจะให้ไปทำเป็นการบ้าน หากคาบเรียนมีระยะเวลายาวนานพอควร ผู้สอนหรือกลุ่มเรียนอาจเลือกโจทย์ในส่วนโครงงานขึ้นมาทำกิจกรรมการคิดเช่นหญิงสาวผู้ซึ่งสำเร็จการศึกษาออกมาจากโรงเรียนต้องการจะเลือกอาชีพ  เธอใช้วิธีเขียนรายชื่ออาชีพที่เธอชอบลงในกระดาษ จากนั้นเธอขอให้บิดา-มารดาของเธอเขียนรายชื่อของอาชีพที่พวกเขาคิดว่าเธอน่าจะทำได้ดีลงในกระดาษ จากนั้นเธอก็นำรายชื่ออาชีพในกระดาษทั้ง  2  แผ่นมาเปรียบเทียบกันหากพบว่ามีอาชีพใดปรากฏอยู่ในรายการทั้ง 2 แผ่น เธอก็จะเขียนชื่ออาชีพนั้นลงบนกระดาษชิ้นเล็ก ๆ แล้วพับใส่ลงในกล่องพลาสติก จากนั้นเธอก็จะสุ่มจับขึ้นมา 1  ชิ้น ให้วิจารณ์แนวความคิดในการเลือกอาชีพของหญิงสาวผู้นี้ตามความคิดของท่านเองการวิจารณ์ควรจะจำกัดขอบเขตอยู่ในส่วนของการคิดมิใช่สำนวนโวหาร

ปัญหาและแนวทางแก้ไขในการสอนการคิด                อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าผู้สอนแต่ละคนก็จะมีวิธีการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นแตกต่างกันและปัญหาเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้แต่มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่จะเตรียมตัวรับมือกับปัญหาเหล่านั้น บางครั้งผู้เรียนอาจจะยอมรับกิจกรรมในบทเรียนแต่ไม่สามารถมองเห็นวัตถุประสงค์เบื้องหลังกิจกรรม ผู้สอนต้องควบคุมในเรื่องของความเร็วในบทเรียนและทิศทางในการพิจารณาแนวความคิด ผู้เรียนจะต้องได้รับความรู้สึกว่ามีความสำเร็จบางอย่าง แต่ไม่จำเป็นต้องชนะในการแข่งขัน สรุป ดังนั้น การฝึกฝนการคิดไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่อาจเกิดขึ้นได้จากรูปแบบของกิจกรรมกลุ่ม  หรือ  เกิดจากผู้สอนพยายามสร้างบรรยากาศของการเล่นเกมส์ในบทเรียนหรือสร้างความรู้สึกให้ผู้เรียนว่าจะคิดอะไรก็ได้  กลุ่มที่ไม่ได้ทำกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างจริงจัง จะต้องถูกแยกออกจากกัน ผู้สอนอาจจะไม่ขอให้ผู้ที่มิได้คิดอย่างจริงจัง แสดงความคิดเห็นเน้นความสนใจของชั้นเรียนไปยังแนวคิดที่ดีและจริงจัง แทนแนวความคิดตลกๆซึ่งอาจจะถูกเสนอขึ้นมาก่อน

นายกฤษณ์  คำศิริ

นักศึกษาโครงการพัฒนาผู้บริหารประจำการ รุ่น  3กลุ่มที่ 1  เลขที่  2มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 
 
แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ รูปแบบ/ นวัตกรรมการนิเทศการศึกษาที่ต้องการ

ครูนั้นมีหน้าที่และความรับผิดชอบ ในการสอนนักเรียนไม่ว่าระดับใดตามความสามารถของครูประกอบกับความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียน  ซึ่งในชั้นเรียนหนึ่งก็จะมีนักเรียนที่หลากหลายในด้านสติปัญญา-ความคิดคุณธรรม-จริยธรรม ดังนั้นการนำรูปแบบ/นวัตรกรรมการนิเทศ การเรียนการสอนจึงนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งต้องพัฒนาให้นักเรียนได้นำเอาความรู้ความสามารถไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีและสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมในยุคโลกาภิวัฒน์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตอลดเวลา ได้อย่างมีความสุข ซึ่งการเรียนการสอนในยุคปัจจุบันได้ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลางให้นักเรียนรู้จักคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ มีคุณธรรมจริยธรรม  รู้จักตัดสินใจ มีความรับผิดชอบ ขยัน ประหยัด อดทน ซื่อสัตย์ และทำเพื่อส่วนรวม การเรียนการสอนยุคใหม่จึงไม่เน้นให้นักเรียนท่องจำ ควรใช้การจัดแบ่งกลุ่มให้นักเรียนสามารถปรึกษาหารือ ร่วมกันทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เด็กสนใจ ใฝ่รู้ให้มากขึ้น ดังนั้นครูจึงควรมีลักษณะรูปแบบการสอนที่ดีมีการพัฒนานักเรียนในด้านต่าง    เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้  ดังนี้

1. นักเรียนควรต้องมีความรู้ในด้านการใช้เทคโนโลยีได้ดีพอสมควร ยกตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์- อุปกรณ์โสตทัศนศึกษา2.     นักเรียนต้องสนใจใฝ่รู้มีความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้เพราะทุกที่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดี    โดยครูเป็นผู้สร้างแรงกระตุ้นในการพัฒนา

3.    นักเรียนต้องมีการฝึกการสังเกต  การวิเคราะห์ มีการจดบันทึก มีการอภิปราย ซักถาม และเป็นผู้ฟังที่ดี

4.    นักเรียนต้องรู้จักค้นคว้าหาคำตอบ รู้จักทดลอง ทางด้านวิชาการ

5.    นักเรียนต้องเรียนรู้ที่จะมีความรู้อย่างแท้จริง มีความคิด สร้างสรรค์ คิดเป็น- ทำเป็น- แก้ปัญหาได้

6.    นักเรียนต้องรู้จักภาษาของตนเอง และภาษาของผู้อื่นได้ดีพอควร7.   นักเรียนต้องเรียนรู้ตัวเองและเรียนรู้ผู้อื่น  เน้นประสบการณ์และกิจกรรมที่หลากหลายปรับตัวได้ดี8.    ครูควรจะต้องนำสื่อมาใช้ในการสอนอย่างเหมาะสมให้เกิดการเรียนรู้ได้ง่ายและสนุกสนานกับการเรียน

สรุป      กระบวนการสอนและการเรียนรู้ในยุคสมัยใหม่  ไม่มีการเน้นการท่องจำแต่เน้นให้นักเรียน รอบรู้ เรียนรู้ ใฝ่รู้แก้ปัญหาเป็น    มีคุณธรรม มีความชอบ  ประหยัด  ซื่อสัตย์  ตัดสินใจด้วยตนเอง เลือกเรียนวิชาที่ตนชอบและถนัด  เมื่อเรียนจบไม่จำเป็นต้องได้คะแนนดี  แต่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้และนำความรู้กลับไปใช้ในภูมิลำเนาเดิมซึ่งครอบครัวอาจจะทำไร่  ทำนา  นักเรียนก็สามารถนำวิชาการบัญชีไปทำบัญชี รายรับ-รายจ่าย ให้คุณพ่อ คุณแม่สามารถนำวิชาคอมพิวเตอร์ไปจัดทำสต๊อก ควบคุม  ลงข้อมูลสินค้าได้  สามารถนำวิชาการตลาด ไปใช้ในการรวมตัวกลุ่มเพื่อนบ้านจัดเป็นรูปสหกรณ์ หรือ ส่งสินค้าออกได้  เพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตนเองให้เจริญรุ่งเรือง เมื่อทุกท้องถิ่นมีการพัฒนาประเทศชาติก็จะพัฒนาและเจริญรุ่งเรืองต่อไปในอนาคต

นายกฤษณ์  คำศิรินักศึกษาโครงการพัฒนาผู้บริหารประจำการ รุ่น  3กลุ่มที่ 1  เลขที่  2มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

   ขอบคุณอาจารย์กฤษณ์  คำศิริ  อย่างยิ่ง ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล่าเรื่องเกี่ยวกับการสอนให้คิด และแสดงแนวคิดเรื่องการนิเทศรวม 2 บล็อก ซึ่งจะเป็นข้อคิดให้แก่คนอื่นๆได้ 

    สำหรับนักศึกษาท่านอื่นๆผมก็อยากให้เข้ามาเล่าเรื่องเล่าที่เร้าพลังจากการปฏิบัติจริงของตนเองที่เป็น Best  Practice ดูบ้าง  แม้จะไม่ถือเป็นผลงานการรายงานก็ตาม  เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้แก่กันและกันนะ

                          ธเนศ  ขำเกิด