จากการที่ผมได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยาและมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครให้สอนนักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตศึกษา
กลุ่ม บริหารการศึกษาในรายวิชาการนิเทศการศึกษา
ซึ่งมีแนวการสอน (Course Syllabus) กำหนดคำอธิบายรายวิชา วัตถุประสงค์
แผนการเรียนการสอน ( 6 ครั้ง) วิธีการวัดผลและประเมินผล
รวมทั้งรายชื่อหนังสือและเอกสารประกอบการบรรยายไว้เรียบร้อยแล้ว
กิจกรรมหนึ่งที่ผมแจ้งให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติคือให้มีการสรุป
“เรื่องเล่าเร้าพลัง”
เป็น Best Practices
(วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด) ของตนเองที่เคยประสบผลสำเร็จมาแล้ว
หรือถ้าไม่มีเป็นของตนเอง ก็สามารถ เล่าประสบการณ์ของคนอื่น
หรือของโรงเรียน/หน่วยงานอื่นที่คิดว่าเป็น Best Practices
มาแบ่งปันความรู้ให้คนอื่น (โดยไม่ต้องกังวลว่าจะผิดหรือถูก)
คนละไม่เกิน 1 หน้า
กระดาษ A4
ผ่านทางบล็อกของผมตามคำหลักและชื่อเรื่องนี้โดยขอให้ระบุชื่อสกุลผู้เล่า
กลุ่มที่ และ มหาวิทยาลัย
ของตนเองลงไปด้วย
ขอให้เริ่มเล่าลงในบล็อกนี้
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปได้เลย
จนกว่าก่อนจะถึงวันที่ต้องไปแลกเปลี่ยนกันในชั้นเรียน
(ครั้งที่ 3)
ท่านที่ไม่ได้เรียนวิชานี้อยากจะเล่าบ้างก็ไม่ว่ากันนะ
เราถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันทั่วไปอยู่แล้ว
เรื่องเล่าเร้าพลัง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจากประสบการณ์ของการทำงานไม่ว่าจะเป็นทางสายการศึกษา หรือออกไปสู่ระบบธุรกิจ และกลับเข้ามาสู่สายการศึกษาอีกครั้ง ผ่านการเรียนรู้มาทั้งประสบการณ์ชีวิตธุรกิจ รวมถึงด้านวิชาการก็มากพอควรจนกระทั่งได้มาอยู่ ณ สถาบันโรงเรียนวานิชพณิชยการ เคยได้นิเทศการเรียนการสอน อาจารย์มาก็หลายท่าน แต่มักจะมีปัญหาที่มีคำถามอยู่ในใจเสมอมา เช่น 1. ทำไมต้องเลือกนิเทศห้องที่เด็กเก่ง-ดี 2. ทำไมเด็กจึงนั่งเรียนกันเรียบร้อยไม่คุยเลย (ยุงกัดก็ไม่ตบ) พอเรียนจบกลับไม่เข้าใจ 3. ทำไมต้องแจ้งให้เตรียมตัวล่วงหน้าเมื่อจะนิเทศ 4. ทำไมต้องเน้นการเรียน-การสอนแต่ในเนื้อหา-ถาม-ตอบ เป็นขั้นตอนเหมือนเตรียมไว้ 5. ทำไมเด็กทำหน้าตาเหมือนเข้าใจกันหมดทั้งห้อง ซึ่ง 5 ข้อทำไมนี้เป็นคำถามมาตลอดจนกระทั่งได้แนวคิดจากผู้มีประสบการณ์ (ชยุต จุลชาต ศศ.ม) ซึ่งได้ใช้ประสบการณ์ในการสอนแนวใหม่ เพื่อพัฒนาการนิเทศการเรียนการสอนภายในสถาบัน ซึ่งในสถาบันของผมเป็นสายพณิชยกรรมมีระดับ ปวช.-ปวส.วิชาชีพ ซึ่งมีการนำการเรียน การสอนเพื่อพัฒนาการคิดมาใช้ซึ่งเป็นการฝึกฝนการคิดเพื่อทำให้ผู้เรียนเกิดลักษณะการคิดที่กว้าง คิดไกล คิดลึกซึ้ง คิดถี่ถ้วน คิดหลากหลาย คิดอย่างมีเป้าหมาย โดยใช้การฝึกฝน โดยผ่านกระบวนการกลุ่มซึ่งใช้กิจกรรมการอภิปรายเป็นกิจกรรมหลัก ผู้เรียนจะถูกกระตุ้นในการปฏิบัติการคิด ผู้สอนจะต้องพยายามที่จะป้องกันไม่ให้การสอนการคิดกลายเป็นการอภิปรายหรือถกเถียงกันเกี่ยวกับเนื้อหาของโจทย์ ในกลุ่มผู้เรียนจะต้องพิจารณาหลักต่อไปนี้
1. เลือกหลักการที่ผู้เรียนรู้สึกว่ามีความสำคัญหลังสุด
2. เลือกแสดงความคิดเห็นหรือวิจารณ์หลักการใดหลักการหนึ่ง
3. เพิ่มหลักการใหม่ที่ผู้เรียนเห็นว่าเหมาะสมเข้าไป
เริ่มจากโครงงาน บ้านเรานิยมใช้การเรียนคาบละ 50 นาที เป็นระยะที่สั้นเกินไป เฉพาะการทำกิจกรรมชุดการสอนเพื่อพัฒนาความคิด โดยอาจจะให้ไปทำเป็นการบ้าน หากคาบเรียนมีระยะเวลายาวนานพอควร ผู้สอนหรือกลุ่มเรียนอาจเลือกโจทย์ในส่วนโครงงานขึ้นมาทำกิจกรรมการคิดเช่นหญิงสาวผู้ซึ่งสำเร็จการศึกษาออกมาจากโรงเรียนต้องการจะเลือกอาชีพ เธอใช้วิธีเขียนรายชื่ออาชีพที่เธอชอบลงในกระดาษ จากนั้นเธอขอให้บิดา-มารดาของเธอเขียนรายชื่อของอาชีพที่พวกเขาคิดว่าเธอน่าจะทำได้ดีลงในกระดาษ จากนั้นเธอก็นำรายชื่ออาชีพในกระดาษทั้ง 2 แผ่นมาเปรียบเทียบกันหากพบว่ามีอาชีพใดปรากฏอยู่ในรายการทั้ง 2 แผ่น เธอก็จะเขียนชื่ออาชีพนั้นลงบนกระดาษชิ้นเล็ก ๆ แล้วพับใส่ลงในกล่องพลาสติก จากนั้นเธอก็จะสุ่มจับขึ้นมา 1 ชิ้น ให้วิจารณ์แนวความคิดในการเลือกอาชีพของหญิงสาวผู้นี้ตามความคิดของท่านเองการวิจารณ์ควรจะจำกัดขอบเขตอยู่ในส่วนของการคิดมิใช่สำนวนโวหาร
ปัญหาและแนวทางแก้ไขในการสอนการคิด อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าผู้สอนแต่ละคนก็จะมีวิธีการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นแตกต่างกันและปัญหาเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้แต่มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่จะเตรียมตัวรับมือกับปัญหาเหล่านั้น บางครั้งผู้เรียนอาจจะยอมรับกิจกรรมในบทเรียนแต่ไม่สามารถมองเห็นวัตถุประสงค์เบื้องหลังกิจกรรม ผู้สอนต้องควบคุมในเรื่องของความเร็วในบทเรียนและทิศทางในการพิจารณาแนวความคิด ผู้เรียนจะต้องได้รับความรู้สึกว่ามีความสำเร็จบางอย่าง แต่ไม่จำเป็นต้องชนะในการแข่งขัน สรุป ดังนั้น การฝึกฝนการคิดไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่อาจเกิดขึ้นได้จากรูปแบบของกิจกรรมกลุ่ม หรือ เกิดจากผู้สอนพยายามสร้างบรรยากาศของการเล่นเกมส์ในบทเรียนหรือสร้างความรู้สึกให้ผู้เรียนว่าจะคิดอะไรก็ได้ กลุ่มที่ไม่ได้ทำกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างจริงจัง จะต้องถูกแยกออกจากกัน ผู้สอนอาจจะไม่ขอให้ผู้ที่มิได้คิดอย่างจริงจัง แสดงความคิดเห็นเน้นความสนใจของชั้นเรียนไปยังแนวคิดที่ดีและจริงจัง แทนแนวความคิดตลกๆซึ่งอาจจะถูกเสนอขึ้นมาก่อน <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div class="shape" style="padding-right: 7.2pt; padding-left: 7.2pt; padding-bottom: 3.6pt; padding-top: 3.6pt">
นายกฤษณ์ คำศิริ
นักศึกษาโครงการพัฒนาผู้บริหารประจำการ รุ่น 3กลุ่มที่ 1 เลขที่ 2มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา </div></td></tr></tbody></table></span>
แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบ/ นวัตกรรมการนิเทศการศึกษาที่ต้องการ <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">ครูนั้นมีหน้าที่และความรับผิดชอบ ในการสอนนักเรียนไม่ว่าระดับใดตามความสามารถของครูประกอบกับความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งในชั้นเรียนหนึ่งก็จะมีนักเรียนที่หลากหลายในด้านสติปัญญา-ความคิดคุณธรรม-จริยธรรม ดังนั้นการนำรูปแบบ/นวัตรกรรมการนิเทศ การเรียนการสอนจึงนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งต้องพัฒนาให้นักเรียนได้นำเอาความรู้ความสามารถไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีและสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมในยุคโลกาภิวัฒน์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตอลดเวลา ได้อย่างมีความสุข ซึ่งการเรียนการสอนในยุคปัจจุบันได้ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลางให้นักเรียนรู้จักคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ มีคุณธรรมจริยธรรม รู้จักตัดสินใจ มีความรับผิดชอบ ขยัน ประหยัด อดทน ซื่อสัตย์ และทำเพื่อส่วนรวม การเรียนการสอนยุคใหม่จึงไม่เน้นให้นักเรียนท่องจำ ควรใช้การจัดแบ่งกลุ่มให้นักเรียนสามารถปรึกษาหารือ ร่วมกันทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เด็กสนใจ ใฝ่รู้ให้มากขึ้น ดังนั้นครูจึงควรมีลักษณะรูปแบบการสอนที่ดีมีการพัฒนานักเรียนในด้านต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ ดังนี้</p>1. นักเรียนควรต้องมีความรู้ในด้านการใช้เทคโนโลยีได้ดีพอสมควร ยกตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์- อุปกรณ์โสตทัศนศึกษา2. นักเรียนต้องสนใจใฝ่รู้มีความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้เพราะทุกที่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดี โดยครูเป็นผู้สร้างแรงกระตุ้นในการพัฒนา <p style="margin: 0in 0in 0pt 27pt; text-align: justify" class="MsoNormal">3. นักเรียนต้องมีการฝึกการสังเกต การวิเคราะห์ มีการจดบันทึก มีการอภิปราย ซักถาม และเป็นผู้ฟังที่ดี</p><p style="margin: 0in 0in 0pt 27pt; text-align: justify" class="MsoNormal">4. นักเรียนต้องรู้จักค้นคว้าหาคำตอบ รู้จักทดลอง ทางด้านวิชาการ</p><p style="margin: 0in 0in 0pt 27pt; text-align: justify" class="MsoNormal">5. นักเรียนต้องเรียนรู้ที่จะมีความรู้อย่างแท้จริง มีความคิด สร้างสรรค์ คิดเป็น- ทำเป็น- แก้ปัญหาได้</p>6. นักเรียนต้องรู้จักภาษาของตนเอง และภาษาของผู้อื่นได้ดีพอควร7. นักเรียนต้องเรียนรู้ตัวเองและเรียนรู้ผู้อื่น เน้นประสบการณ์และกิจกรรมที่หลากหลายปรับตัวได้ดี8. ครูควรจะต้องนำสื่อมาใช้ในการสอนอย่างเหมาะสมให้เกิดการเรียนรู้ได้ง่ายและสนุกสนานกับการเรียน <p>สรุป กระบวนการสอนและการเรียนรู้ในยุคสมัยใหม่ ไม่มีการเน้นการท่องจำแต่เน้นให้นักเรียน รอบรู้ เรียนรู้ ใฝ่รู้แก้ปัญหาเป็น มีคุณธรรม มีความชอบ ประหยัด ซื่อสัตย์ ตัดสินใจด้วยตนเอง เลือกเรียนวิชาที่ตนชอบและถนัด เมื่อเรียนจบไม่จำเป็นต้องได้คะแนนดี แต่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้และนำความรู้กลับไปใช้ในภูมิลำเนาเดิมซึ่งครอบครัวอาจจะทำไร่ ทำนา นักเรียนก็สามารถนำวิชาการบัญชีไปทำบัญชี รายรับ-รายจ่าย ให้คุณพ่อ คุณแม่สามารถนำวิชาคอมพิวเตอร์ไปจัดทำสต๊อก ควบคุม ลงข้อมูลสินค้าได้ สามารถนำวิชาการตลาด ไปใช้ในการรวมตัวกลุ่มเพื่อนบ้านจัดเป็นรูปสหกรณ์ หรือ ส่งสินค้าออกได้ เพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตนเองให้เจริญรุ่งเรือง เมื่อทุกท้องถิ่นมีการพัฒนาประเทศชาติก็จะพัฒนาและเจริญรุ่งเรืองต่อไปในอนาคต</p>นายกฤษณ์ คำศิรินักศึกษาโครงการพัฒนาผู้บริหารประจำการ รุ่น 3กลุ่มที่ 1 เลขที่ 2มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ขอบคุณอาจารย์กฤษณ์ คำศิริ อย่างยิ่ง ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล่าเรื่องเกี่ยวกับการสอนให้คิด และแสดงแนวคิดเรื่องการนิเทศรวม 2 บล็อก ซึ่งจะเป็นข้อคิดให้แก่คนอื่นๆได้
สำหรับนักศึกษาท่านอื่นๆผมก็อยากให้เข้ามาเล่าเรื่องเล่าที่เร้าพลังจากการปฏิบัติจริงของตนเองที่เป็น Best Practice ดูบ้าง แม้จะไม่ถือเป็นผลงานการรายงานก็ตาม เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้แก่กันและกันนะ
ธเนศ ขำเกิด