ต่อจาก
ปัญหาจึงมีว่า ข้อเท็จจริง ของ ก ฟังยุติเช่นไร
© หากฟังยุติเช่น ข้อพิจารณา ที่ 2.1 คือ หากวัตถุดิบ/ วัสดุ/ ชิ้นส่วน ที่ขฯ นำมาผลิตเป็นเบาะนั่งภายในรถยนต์ นั้น เป็นวัตถุดิบที่จัดหาได้ในประเทศ บริษัท กฯ ก็ย่อมได้แหล่งกำเนิดสินค้าทันที่โดยไม่จำต้องไปพิสูจน์ Locally-procured materials และ Local Content ร้อยละ 40 อีกเลย ใช่หรือไม่[1]
©แต่หากข้อเท็จจริงฟังยุติ เช่นข้อ พิจารณา 2.2 คือ หากวัตถุดิบ/ วัสดุ/ ชิ้นส่วน ที่ ขฯ นำมาผลิตเป็นเบาะนั่งภายในรถยนต์ นั้น เป็นวัตถุดิบที่จัดหาได้จากในประเทศที่ได้จากแหล่งผลิตอื่น ๆ บริษัทฯ กฯ จะยังไม่ได้แหล่งกำเนิดสินค้าทันที (ใช่หรือไม่) แต่ บริษัท กฯ อาจจะต้องกลับไปยังจุดเดิม คือ กลับไปพิสูจน์ความเป็น Locally-procured materials โดยอาจจะต้องกลับไปพิจารณาว่า วัตถุดิบ/ วัสดุ/ชิ้นส่วนที่นำมาประกอบเป็นเบาะนั่งภายในรถยนต์นั้น
1 มีคุณสมบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์แหล่งกำเนิดสินค้า คือ จะต้องมีสัดส่วนของวัตถุดิบและต้นทุนในประเทศสมาชิก (ASEAN Content ) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 เทียบกับราคา FOB ของสินค้าส่งออก และ
2. จะต้องใช้หลักเกณฑ์การขนส่งโดยตรงภายใต้ข้อตกลง CEPT
3. ต้องผลิตถูกต้องตามกฎแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้ข้อกำหนด CEPT- AFTA คือต้องดูว่าผลิตอย่างง่ายหรืออย่างยาก (โดยให้สถาบันยานยนต์รับรอง)
4 มีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) ที่กรมการค้าต่างประเทศออกให้ไปแสดงต่อศุลกากรของประเทศอาเซียนผู้นำเข้า
อนึ่ง ดังกล่าวมาเบื้องต้น มาแล้วครั้งหนึ่ง ว่า คุณสมบัติข้อที่ 4 หากมิได้ผ่านการพิสูจน์ว่าผลิตอย่างง่ายหรืออย่างยากโดยให้สถาบันยานยนต์รับรองเสียก่อน หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) ที่กรมการค้าต่างประเทศออกให้ อาจถูกกรมศุลกากรคัดค้านให้กลับไปพิสูจน์คำว่าผลิตอย่างยากหรืออย่างง่ายได้เพราะ (Form D) เป็นเพียงให้เชื่อวัตถุดิบจากประเทศต้นทางไว้ก่อนเท่านั้นด้วยเจตนารมณ์เอื้ออำนวยความสะดวกทางการค้า แต่หากกรมศุลกากรไม่เชื่อว่าเป็นวัตถุดิบที่ได้แหล่งกำเนิดตามที่กรมการค้าต่างประเทศรับรองให้ โดยมีเหตุผลสมควรตามที่ OCP กำหนด ไว้ กรมศุลกากรก็ยังคงสงวนสิทธิการให้สิทธิพิเศษทางภาษีไว้ก่อนได้ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าวัตถุดิบนั้น เป็นการผลิตอย่างยากที่สถาบันยานยนต์รับรองให้แล้ว (เป็นไปตามประกาศกรมฯที่ 72/2550)
©© ©หมายเหตุ ข้อพิจารณาที่กล่าวมาทั้งหมดเบื้องต้น ต้องอาศัยหลักการตีความ ว่า การที่มีตัวบทกฎความตกลงระหว่างประเทศ เขียนไว้อย่างนี้ ผู้นำกฎหมายมาใช้ จะต้องพิจารณาและยึดตามหลักการที่ว่าใช่หรือไม่ เพราะหากเป็นการตีความกฎหมายระหว่างประเทศเสียเอง อาจจะเกิดความคลาดเคลื่อน หรือไม่ตรงกับหลักการเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมายในแต่ละตัวบท เพราะกรมศุลกากรไม่ใช่กรมอาเซียน และ กรมสนธิสัญญา ที่เป็นเจ้าภาพผู้เจรจา หรือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่กลั่นกรองกฎหมายภายในรองรับอนุสัญญา ซึ่ง 3 หน่วยงาน ดังกล่าว ย่อมรู้หลักการและเจตนารมณ์แต่ละตัวบท ได้เป็นอย่างดีกว่าหน่วยงานใด เหตุผลที่กล่าวเช่นนี้เพราะ กฎหมายระหว่างประเทศ หลักการตีความและเจตนารมณ์ถือเป็นสาระสำคัญของตัวอนุสัญญา เพราะหากมีปัญหา ก็ต้องอาศัยการตีความและเจตนารมณ์ตามความตกลงตั้งแต่ต้น โดยการตีความจะต้องสุจริต (good faith) โดยอาจต้องไปดูใน เอกสารการประชุม ,Commentary หรือ travaux ประกอบการตีความประเด็นที่เป็นปัญหา (ทั้งนี้เป็นไปตามหลักอนุสัญญาเวียนนา)©©©
บทสรุป
1. กรณีของ บริษัท กฯ เมื่อพิจารณาจากความตกลง CEPT-AFTA ตามกฎข้อ ที่ 3 ก 2 แล้ว ปรากฏว่า ยังมีทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายบางประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนแน่นอน และประเด็นเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสาระสำคัญต่อคดีส่งผลต่อการได้แหล่งกำเนิดสินค้าตามกฎข้อที่ 3 ก 2 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งหากมีการฟ้องร้องจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น (ฝ่ายที่1) บริษัท กฯ หรือ (ฝ่ายที่2) ฝ่ายเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งที่เห็นว่า กฯ ควรได้แหล่งกำเนิดสินค้าตามที่กฯ ชี้แจง และ (ฝ่ายที่ 3) ฝ่ายเจ้าหน้าที่กลุ่มที่เห็นว่า กฯ ขาดคุณสมบัติการได้ถิ่นกำเนิดสินค้า นำไปฟ้องร้องต่อศาล เชื่อได้ว่าประเด็นที่เป็นปัญหาเหล่านี้ ต้องนำข้อกฎหมายไปพิจารณาตีความภายในกระบวนการชั้นศาลถือเป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีที่ส่งผลต่อการแพ้ชนะ ©เพราะต่างฝ่ายต่างมีข้อมูลและเอกสารตามกฎหมายประกอบ ©ฝ่ายก ก็มีบุคลากรที่เก่งข้อมูลก็พร้อม ส่วนฝ่ายไม่เห็นด้วย ก็มีมีเอกสารเอกสารประกอบการประชุมและหลักการเจตนารมณ์ ของข้อ 3 ก 2 มาชี้แจงประกอบอย่างละเอียดเช่นเดียวกันแม้ต้องอาศัยการตีความจากข้อความที่กล่าวอ้าง เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารความตกลงระหว่างประเทศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นเอกสารประกอบอนุสัญญาที่ประเทศไทยได้ไป consent to be bound ไว้กับภาคีสมาชิกอาเซียน ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เอกสารที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับ ก ถือเป็นเอกสารสำคัญอย่างยิ่งที่ส่งผลต่อรูปคดี ©และต่างฝ่ายต่างเก็บข้อมูลไว้โดยไม่ได้ส่งให้ฝ่ายตรงกันข้ามครบถ้วน© แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเจ้าภาพ ผู้เจรจา ไม่ว่าจะเป็นกรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงการคลัง กรมศุลกากร มีเอกสารดังกล่าวนี้แน่นอน โดยเฉพาะกรมอาเซียนและกรมสนธิสัญญา รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาต้องมีเอกสารเจรจาความตกลงในหลักการเจตนารมณ์ของแต่ละ ตัวบท (Article)ต้องจัดเก็บไว้อย่างแน่นอนและชัดเจนกว่าหน่วยงานใด เพราะกรมอาเซียนและกรมสนธิสัญญาคือเจ้าภาพผู้เจรจาส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาคือหน่วยงานสุดท้ายที่ต้อกลั่นกรองกฎหมาย ตอนร่างเป็นกฎหมายภายในมารองรับหลักความตกลง
©©©สำหรับ กรณีของ บริษัท กฯ นั้น ถ้าพบว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตาม.ข้อพิจารณา ในข้อที่ 2.2 คือวัตถุดิบที่นำมาผลิตเป็นเบาะนั่งภายในรถยนต์ เป็นวัตถุดิบ / วัสดุ/ ชิ้นส่วนที่จัดหาได้จากในพื้นที่ที่ได้จากแหล่งผลิตอื่น ๆ ดังนั้น ผู้ศึกษาขอตั้งเป็นข้อสังเกตว่า กรณีนี้ ไม่ว่า จะสั่งคดีไปในทางใดทางหนึ่ง นั้น สำหรับผู้ศึกษาแล้ว เห็นว่า ถ้าไม่ได้รับการตีความเจตนารมณ์ตามกฎข้อที่ 3 ก 2 และเอกสารที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยนำมาประกอบให้พิจารณา ย่อมเสี่ยงอยู่ไม่ใช่น้อย หากหลักกฎหมายบิดเบือน เพราะถ้าดูจากข้อเท็จจริงที่ฟัง ณ ตอนนี้ กล่าวคือวัตถุ/วัสดุ/ ชิ้นส่วนที่ ก นำมาผลิตเบาะเป็นวัตถุดิบที่จัดหาได้ในประเทศที่ได้จากแหล่งผลิตอื่น ๆ เช่นเยอรมัน มาเลเซีย ฉะนั้น หากเป็นเช่นนี้ ถามว่า ก อาจจะต้องกลับไปจุดเดิม คือกลับไปพิสูจน์ Locally-procured materials และ Local Content ร้อยละ 40 ใช่หรือไม่ (หากดูตามเจตนารมณ์ของเอกสารทั้งหมดแล้ว เห็นว่าเจตนารมณ์ปรากฏเหมือนหลักการที่กล่าวไว้ข้างบน)
หากเป็นเช่นนี้ ผลกระทบที่จะตามมา คือ
1 บริษัท ก จะยังไม่ได้แหล่งกำเนิดสินค้าก่อน ใช่หรือไม่ แต่ผู้ศึกษาก็มิได้หมายความว่า บริษัท กฯ จะต้องจ่ายภาษีอากรขาด ให้แก่กรมศุลกากรตามที่ตรวจพบทันที หรือบริษัท ก จะแพ้คดี เพียงแต่ดูข้อเท็จจริง ณ ขณะนี้ แล้วบริษัทฯ กฯ อาจจะมีความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในรายละเอียดบางประเด็นตามข้อตกลงในกฎข้อที่ 3 ก 2 ของ CEPT-AFTA
©©©อนึ่ง ผู้ศึกษา มิได้หมายความว่า บริษัท กฯ หมดสิทธิ ที่จะได้แหล่งกำเนิดสินค้าของเบาะนั่งภายในรถยนต์ นั้น (สิทธิยังคงมีอยู่) กล่าวคือ สิทธิในการได้แหล่งกำเนิดสินค้าในตัววัตถุ/วัสดุ/ชิ้นส่วน (ในที่นี้คือเบาะนั่งภายในรถยนต์) ที่บริษัท กฯ สั่งวัตถุดิบ/วัสดุ/ชิ้นส่วน จากบริษัท ข ที่(นำเข้ามาผลิตในประเทศไทยโดยมีสถานประกอบการและได้รับอนุญาตตามกฎระเบียบภายในประเทศอยู่แล้ว) มิได้สูญหายไปแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพียงแต่บริษัทฯ กฯ อาจจะต้องยอมถอยหลังไปสักก้าวสองก้าว เพื่อกลับไปไปพิสูจน์ความเป็น Locally-procured materials และ Local Content ร้อยละ 40 ตามกฎว่าด้วยภายใต้ข้อกำหนด CEPT-AFTA ให้ถูกต้องก่อน ใช่หรือไม่ โดยบริษัท ก อาจจะต้องให้สถาบันยานยนต์รับรองวัตถุดิบ/ วัสดุ/ ชิ้นส่วน ที่นำมาประกอบเป็นเบาะนั่งภายในรถยนต์ให้ว่าได้ผ่านการตรวจสอบจากสถาบันยานยนต์ถูกต้องครบตามหลักเกณฑ์การได้ถิ่นกำเนิดสินค้าในตัววัตถุดิบที่หาได้จากในประเทศที่ได้จากแหล่งผลิตอื่น ๆ ครบองค์ประกอบตาม กฎข้อที่ 3 ก 2 แล้ว ใช่หรือไม่
©©© เห็นได้ว่า กรณีนี้ ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายยังมีช่องโหว่หลายประเด็นอาจจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำช่องโหว่ข้อเท็จจริงและกฎหมายดังกล่าวไปฟ้องร้องต่อศาล หรือร้อง DSI หรือ ปปช. ก็ได้ เพราะเป็นช่องโหว่ที่เป็นสาระสำคัญอย่างยิ่งต่อรูปคดี ดังนั้น หากสั่งการไปในทางใดทางหนึ่ง ณ ขณะนี้ ©©©ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม จะเป็น§ผู้สั่งการคดีเบื้องต้น §เจ้าของสำนวนคดี หรือ§ผู้ให้ความเห็นร่วมกันเป็น ลายลักษ์อักษว่ากรณีของบริษัท กได้แหล่งกำเนิดสินค้าตามข้อบทกฎหมาย กฎข้อที่ 3 ก 2 แล้วหรือแม้แต่§ ผู้สั่งการคดีคนสุดท้าย ยังสุ่มเสี่ยงอยู่ ที่กล่าวเช่นนี้เนื่องจาก ทั้งข้อกฎหมาย และ ข้อเท็จจริง ที่เป็นช่องโหว่อยู่ นั้น ล้วนเป็นสาระสำคัญในประเด็นแห่งคดี นับว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญที่อาจจะทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการร้องเรียน ตามมาตรา 157 ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง เมื่อตกอยู่ในภาวะที่ต้องยืนอยู่บนเส้นด้ายเล็ก ๆ ที่จะขาดเมื่อไรก็ไม่รู้ ย่อมจะต้องหาแนวทางแก้ไขเยียวยาให้ตนเองอย่างรอบคอบที่สุด
©©© หากฝ่าย ก บอกว่า สถาบันยานยนต์ได้รับรองวัตถุดิบ/วัสดุ/ ชิ้นส่วนที่จัดหาได้จากในพื้นที่ที่ได้จากแหล่งผลิตอื่น ๆ ให้ ก แล้ว ฝ่ายกรมศุลกากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น §ผู้สั่งการคดีเบื้องต้น § เจ้าของสำนวนคดี § ผู้.ที่ให้ความเห็นออกมาเป็นมติร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษร และ § ผู้สั่งการคนสุดท้าย กลับกลายเป็นผู้เสี่ยงที่อาจจะทำให้เส้นด้ายที่ยืนอยู่ขาดเพราะแย่งกันหาจุดยืนที่มั่นคงที่สุด หรือแม้แต่ §ฝ่ายจับและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ ก ก็ย่อมปรารถนาให้สั่งการออกมาว่า บริษัท ก ต้องกลับไปพิสูจน์ แต่ถ้าเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าว มิได้เป็นตามข้อพิจารณาทุกประการ เพราะความตกลงระหว่างประเทศบางอย่างก็อำนวยความสะดวกทางการค้า กฎจึงอาจยืดหยุ่นได้ในบางกรณี ©ดังนั้น ไม่ว่าสั่งการในรูปใดรูปหนึ่งก็ย่อมเสี่ยง ฝ่ายจับก็เสี่ยง หากเจตนารมณ์บิดเบือนหรือเจตนารมณ์ยืดหยุ่นก็อาจจะโดนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งส่งเอกสารทั้งหมดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตีความได้ เพราะ เราเป็นเพียงผู้ใช้กฎหมายและอาจจะตีความเองได้ แต่ต้องตระหนักว่าเราไม่ใช่ผู้มีอำนาจชี้ขาดการตีความกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการค้าส่วนมากจะมีกฎที่ยืดหยุ่นมากกว่ากฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านความร่วมมือทางอาญา และอย่าลืมว่า วัตถุประสงค์เจตนารมณ์หลักของการเปิดเสรีทางการค้า คือ ลดอุปสรรคทางการค้า และมาตรการกีดกันทางการค้าซึ่งกันและกัน ทั้งที่เป็นอุปสรรคทางภาษี และอุปสรรคที่มิใช่มาตรการทางภาษี ทั้งนี้เพื่อความ FREE AND FAIR ความตกลงด้านการค้าระหว่างประเทศ จึงยืดหยุ่นได้เสมอ และยืดหยุ่นมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดความตกลงเฉพาะนั้น § องค์กรที่จะตีความได้ดีสุดคือ กระทรวงต่างประเทศ และสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะเป็นหน่วยงานต้นและเป็นหน่วยงานสุดท้ายที่รู้หลักการที่มาเจตนารมณ์ของกฎหมายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งหน่วยงานที่ตีความกฎหมายระหว่างประเทศอย่างแท้จริงหากเกิดข้อพิพาทขึ้น ต้องเป็นหน่วยงานที่เก็บเอกสารต้นฉบับไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นสำนักเลขาธิการขององค์กรระหว่างประเทศนั้นๆ§
©©©สำหรับประเทศไทยเคยมีกรณีปัญหาเรื่องการตีความกฎหมายระหว่างประเทศ จนกระทั่งต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความมาแล้ว กรณีที่ว่าก็คือ การตีความปรัชญา เจตนารมณ์ วัตถุประสงค์ และสาระสำคัญของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ระบุตามมาตราที่มีปัญหาพิพาท ว่าที่แท้จริงแล้วเจตนารมณ์ วัตถุประสงค์ และหลักการสาระสำคัญของข้อบทที่มีปัญหา มีกฎหมายภายในรองรับแล้วหรือไม่อย่างไร และแม้ว่ามีกฎหมายภายในรองรับในหลักการเช่นนั้นแล้ว ถือว่าครอบคลุมหรือยัง โดยกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่กระทรวงการเกษตรและกรมสนธิสัญญา กระทรวงต่างประเทศ เห็นว่ากฎหมายภายในที่รองรับนั้นสอดคล้องตามเจตนารมณ์และหลักการแล้ว แต่ก็มีบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย จึงส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ปรากฏว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นต่างกัน ในที่สุด กรณีดังกล่าวนี้ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตัดสินตีความในหลักการ ปรากฏว่า หน่วยงานเจ้าภาพคือกระทรวงการเกษตร ตีเจตนารมณ์บิดเบือนไปจากหลักการ (ดูได้จากเอกสารแนบ หรือหาอ่านได้จาก เว็บไซด์ของสถาบันการแพทย์แผนไทย หรือจากเว็บไซด์ของ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย สวทช.)
©หมายเหตุหลักการตีความ local content 40% ในข้อ 3 มีอยู่ใน WTHE AFTA RULE OF ORIGIN AMENDED BY THE 17 TH MEETING OF THE AFTA COUNCIL 1 SEPTEMBER 2003 “ในหัวข้อ” AFTA RULE OF ORIGINE GERNERAL PRINCIPLE” รวมทั้งเจตนารมณ์ในข้อ 3 การประชุมครั้งดังกล่าวนี้ มีหลักการอธิบายที่มาที่ไปของกฎข้อ 3 ก 2 รวมทั้งคำว่า local content 40% §หรือหาอ่านได้จากบทความเรื่อง “THE AFTA RULE OF ORIGIN AMENDED BY THE 17 TH MEETING OF THE AFTA COUNCIL 1 SEPTEMBER 2003 BY EDWIN VAN DER BRUGGEN AND CHARIN NITMITVTLAI วารสารธรรมศาสตร์ review”©
ข้อสังเกตส่งท้ายถามว่า
1 หากบริษัท ก ขอลดภาษีสินค้า คือรถยนต์ บริษัท ก ก็ต้องนำพิสูจน์ตามกฎข้อ 3 ก 1 ใช่หรือไม่ เพราะ ก 1 เขียนชัดว่า สินค้าที่จะได้แหล่งกำเนิด และอีกทั้งหากกรณีสินค้าเป็นรถยนต์ จะพิสูจน์แค่เบาะนั่งที่เป็นวัตถุดิบที่ ก กล่าวอ้าง ไม่ผิดใช่หรือไม่ เพราะเป็นการได้แหล่งกำเนิดสินค้าในตัวรถที่เป็นผลิตภัณฑ์ แต่ทั้งนี้ หากเป็นเช่นนี้ บริษัท ก ก็ต้องพิสูจน์ตาม 3 ก 1 ใช่หรือไม่ไช่
2 การที่บริษัทกล่าวอ้าง 3 ก 2 แสดงว่า บริษัท ก ฯ กล่าวอ้างการได้แหล่งกำเนิดของตัววัตถุดิบที่เป็นเบาะไม่ใช่รถยนต์ที่เป็นสินค้าใช่หรือไม่ ดังนั้น หาก ก กล่าวอ้าง 3 ก 2 ก็ต้องพิสูจน์ว่า วัตถุ/ วัสดุ ชิ้นส่วน ที่นำมาผลิตเป็นเบาะนั่งได้แหล่งกำเนิดใช่หรือไม่ ย้ำ เพราะ 3 ก 2 เป็นหลักการได้แหล่งกำเนิดสินค้าตัววัตถุดิบ ไม่ใช่ตัวสินค้า/ผลิตภัณฑ์ ฉะนั้นเบาะที่เป็นวัตถุดิบจึงจำเป็นต้องพิสูจน์ใช่หรือไม่ใช่
3 ถ้าไม่ต้องการพิสูจน์เบาะก็ต้องกล่าวอ้าง 3 ก 1 ใช่หรือใม่
4 จากตัวกฎ 3 ก 2 เวลาพิจารณาต้องดูก่อนว่าวัตถุดิบนั้น จัดหาได้ในประเทศ หรือจัดหาได้ในประเทศจากแหล่งผลิตอื่น ๆ ใช่หรือไม่
4 และถ้าเป็นวัตถุที่จัดหาได้ในประเทศ ก จะได้แหล่งกำเนิดสินค้าเลยใช่หรือไม่
6 แต่หากเป็นวัตถุที่หาได้จากในประเทศจากแหล่งผลิตอื่น ก จะยังไม่ได้แหล่งกำเนิดสินค้าใช่หรือไม่ แต่สิทธิเขายังมีอยู่ใช่หรือไม่ สิทธิเขามิได้สูญหายเพียงแต่อาจจะต้องกลับไปพิสูจน์สัดส่วนร้อยละ 40 ใช่หรือไม่
7.เมื่อดูจากตัวบท 3 ก แล้ว รวมทั้งเอกสารประชุม จะยังงัยเสียแม้ถูกต้อง ตาม 3 ก 2 เจตนารมณ์โดยรวมของกฎข้อที่ 3 ยังต้องพิสูจน์สัดส่วนร้อยละ 40 ด้วยใช่หรือไม่
8 การพิจารณาตีความ ความตกลงระหว่างประเทศต้องไปดูใน commitment ด้วยใช่หรือไม่
*********ขอเรียนให้ทราบเป็นกฎเกณฑ์ว่า เอกสารนี้ผู้เขียนเขียนขึ้น เพราะความสนใจที่จะต่อยอดการศึกษา ดังนั้น หากใครนำไปกล่าวอ้างหรือนำไปใช้ทำอย่างไร ผู้ศึกษาไม่ขอรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะข้อเท็จจริงและกฎหมายยังไม่ยุติแน่นอน แต่ทั้งนี้เพื่อนสมาชิกสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นในบล็อกได้นะคะ**********
[1] เหตุที่ผู้ศึกษาถามอย่างนี้เพราะมีหลายคนจากการสอบถามจากผู้รู้ยังมีหลายฝ่ายเห็นว่า ข้อ 3 แม้ประกอบการอนุญาตก็ย้งต้องพิสูจน์สัดส่วนร้อยละ 40 อยู่ สำหรับผู้ศึกษาเองถ้าอ่านจากตัวบทเพียงข้อ 3 ก 2 คิดว่าเขาเพียงจะได้แหล่งกำเนิดในวัตถุดิบหากเป็นกรณีเป็นวัตถุดิบ/วัสดุจัดหาได้ในพื้นที่ ส่วนยังพิสูจน์หรือไม่ผู้ศึกษาก็ยังสงสัยอยู่ว่าการพิจารณาเกณฑ์ข้อ 3 ก 2 ต้องนำ ก 1 มาพิจารณาคู่ด้วยหรือไม่ เพราะหาก นำ ก 1 มาพิจารณาร่วมด้วย แสดงว่ายังต้องพิสูจน์ร้อยละ 40 โดย 3 ก ทั้งหมดว่าดังนี้
กฎข้อ 3สินค้าที่ผลิตขึ้นหรือได้จากในประเทศสมาชิกผู้ส่งออกโดยมิได้ใช้วัตถุดิบของประเทศนั้นทั้งหมด
(ก) (1) สินค้าจะถือว่ามีแหล่งกำเนิดจากประเทศสมาชิกอาเซียน ถ้าหากว่าสินค้านั้นมีสัดส่วนของวัตถุ
ดิบที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสมาชิกอย่างน้อยร้อยละ 40
(2) วัตถุดิบที่ผลิตในประเทศโดยผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญิจะได้แหล่งกำเนิดสินค้า ขณะที่วัตถุดิบ
ที่หาได้จากแหล่งอื่นจะต้องผ่านการตรวจสอบตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้ CEPT
(3) ภายใต้บังคับของความในอนุวรรค (1) ข้าต้น เพื่อวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติให้เกิดผลตาม
บัญญัติในกฎข้อ 1(ข) สินค้าที่ผ่านการแปรสภาพและขั้นตอนการผลิตอันเป็นผลให้มูลค่ารวม
ของวัตถุดิบ ชิ้นส่วนหรือผลิตผลที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศนอกภาคีอาเซียนจากแหล่งกำเนิด
ที่ไม่ปรากฏแน่ชัดที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้าจะต้องไม่เกินร้อยละ 60 ของมูลค่า เอฟ.โอ.บี
ของสินค้านั้น และการแปรสภาพการผลิตขั้นสุดท้ายต้องกระทำในอาณาเขตของประเทศ
สมาชิกผู้ส่งออก
ตอนที่ 2 นะคะ