เมื่อวันที่ ๒๑ ธ.ค. ๕๒ สวรส. นำผลงานวิจัย ๓ เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับ Governance ต่อระบบสุขภาพของประเทศ มาเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย   เพื่อชี้ว่า ระบบสุขภาพไทยต้องการมิติใหม่ของ Systems Governance   ที่คุณหมอวิรุฬ ลิ้มสวาท นักวิจัยของโครงการ “ข้อเสนอการอภิบาลระบบสุขภาพแห่งชาติหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ” เสนอให้ใช้คำว่า “การอภิบาลระบบ” 

          สาระของข้อเสนอของ นพ. วิรุฬ คือ การอภิบาลระบบสุขภาพประกอบด้วยหน้าที่ ๖ ประการ

๑. การกำหนดนโยบาย (Policy Guidance)


๒. การสังเคราะห์และใช้ความรู้  และการดูภาพรวม (Intelligence and Oversight)


๓. การประสานงานและสร้างความร่วมมือ (Collaboration and Coalition Building)


๔. การบังคับใช้กฎระเบียบ (Regulation)


๕. การออกแบบระบบ (Systems Design)


๖. การมีความรับผิดชอบ (Accountability)

 


          เท่ากับ สวรส. เข้าไปวิจัยทำความเข้าใจระบบสุขภาพของประเทศไทย   ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น   มีผลให้ระบบสุขภาพเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย   ซึ่งก็หมายความว่าอำนาจของหน่วยงานที่เคยมีอำนาจยิ่งใหญ่อย่างกระทรวงสาธารณสุขถูกลดทอนลงไปอย่างมากมาย    จากการที่มีการก่อตั้ง “หน่วยงานตระกูล ส” ขึ้นมา    อันได้แก่ สวรส., สสส., สปสช., สช., สพร., และอื่นๆ    ทำให้หน้าที่ใหม่ๆ เชิงสร้างสรรค์ และต้องใช้วิธีคิดและทักษะใหม่ๆ ถูกโอนไปอยู่ในหน่วยงานใหม่เหล่านี้  

          จึงต้องการการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจระบบความสัมพันธ์ใหม่ภายในระบบสุขภาพ   ซึ่งเมื่อมีการนำเสนอสภาพปัจจุบัน และแนวคิดเชิงระบบ ท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขก็สะท้อนความรู้สึกอัดอั้นตันใจของคนในกระทรวงฯ    ที่อำนาจและทรัพยากรที่กระทรวงฯเคยมีมันหายไป    ผมฟังแล้วก็นึกถึงหนังสือ Who moves my cheese และหนังสือ The iceberg is melting

          ผมจึงชี้ให้ที่ประชุมเห็นว่า สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพในโลก และในประเทศไทยมันเดินมาไกลมากแล้ว   จนระบบมันเข้าสู่สภาพของ Complex Adaptive Systems (CAS) อย่างเต็มที่แล้ว    มันไม่ใช่ Simple, Linear System หรือ Mechanical System อีกต่อไป    การจัดการและการบริบาลหรือกำกับดูแลแบบเดิม ที่ใช้หลักควบคุมสั่งการ จะใช้ไม่ได้ผล

          นักวิชาการด้านการจัดการ จึงคิดระบบแบ่งแยกระหว่างการจัดการ (management) กับการกำกับดูแลหรือการบริบาล (governance)   เพื่อเอื้ออำนวยให้ฝ่ายบริหารมีความยืดหยุ่นคล่องตัวและมีอิสระในการตัดสินใจได้ทันท่วงที่ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและไม่แน่นอน   แต่ในขณะเดียวกันก็มีการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องมองการณ์ไกล และมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยกลไกการบริบาล

          และในระบบที่ซับซ้อนมากอย่างระบบสุขภาพ การบริบาลระบบมันไม่เป็นการบริบาลโดยหน่วยเดียวหรือกลไกเดียว   มันมีกลไกบริบาลหลายชั้น และบางส่วนก็คานซึ่งกันและกัน   สิ่งที่ยากคือการทำให้เกิด synergy ระหว่างกลไกบริบาลเหล่านั้น   และการมีสารสนเทศ (information) เพื่อการทำหน้าที่บริบาลระบบ

          เป้าหมายคือ synergy ระหว่างหลากหลายกลไกบริบาลระบบ   เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบสุขภาพ ให้เป็นระบบที่จ่ายไม่แพง และมีผลทำให้คนมีสุขภาพดี   เป็นระบบที่มีความเป็นธรรม คือมีความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการ   ซึ่งระบบสุขภาพของไทยยังอยู่ห่างไกลจากสภาพที่ปรารถนาหรือสภาพในอุดมคติ

          หน่วยงานที่เคยมีอำนาจ บริบาลระบบแบบระบบควบคุมและสั่งการ กลายเป็นหน่วยงานแห่งอดีต   การบริบาลระบบแบบนั้นใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป   หากไม่ปรับตัวก็จะยิ่ง “หมดน้ำยา” ลงไปเรื่อยๆ

          ขอบันทึกไว้ว่า การประชุมคณะกรรมการบริหาร สวรส. ในวันนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ท่าน รมต. วิทยา แก้วภราดัย เป็นประธานการประชุม   เพราะในวันที่ ๓๐ ธ.ค.๕๒ ท่านก็ลาออกจากตำแหน่ง

 

 

วิจารณ์ พานิช
๓ ม.ค. ๕๓