ช่วงปีใหม่นี้มีวันหยุดยาวติดกันหลายวัน คนทยอยเริ่มออกจากกรุงเทพไปเที่ยวเหนือตั้งแต่ช่วงคริสต์มาสนั่นเลย ส่วนเราต้องตั้งตารอให้ถึงเย็นของวันที่ 30 ธันวาคมเสียก่อน เพราะต้องทำงาน (เฮ่เฮ้ฟังดูคล้ายคนดีเนาะ) หมายกำหนดการปีนี้โชคดีจองรถของบขส. 24 ที่นั่งได้ (806 บาท) รถออก 3 ทุ่ม ขากลับจากเชียงใหม่เจ้าออนจัดการจองตั๋วรถของนครชัยให้สบายไป ปีนี้รวบรวมสมาชิกได้ 3 คน คือ เชอรี กับเจ้ารุ้งแล้วก็ตากล้อง สองสาวสอบวันสุดท้าย 30 ธค. เสร็จตอนเที่ยงรีบกลับมาเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า ยัดทุกอย่างที่อยากเอาไป เน้นของต้องน้อยเพราะมีกระเป๋าใบใหญ่ใส่ของไปแจกชาวบ้านด้วย รวมพลตอน 5.30 น. แม่เชอรีใจดีไปส่งที่ขนส่ง (สบายตู) รถของ บขส. เดี๋ยวนี้ดีมากขับนิ่มหลับสบายตลอดทาง ตี 5.30 น ถึงเชียงใหม่ น้าเก๋มารับแล้วพาไปไหว้ครูบา + ใส่บาตรที่เท้าดอยสุเทพ หลังจากนั้นพาไปส่งที่บ้านพักนักกีฬา 700 ปี แล้วน้าเก๋ก็ขอตัวปิก บ้านที่แม่แจ่ม เหลือพวกเรา 3 คน จัดการอาบน้ำเตรียมตัวเดินทางสู่จุดหมาย คือ อำเภอแม่ออน แท่น แทน แท้น เริ่มจากเตร็ดเตร่รองท้องด้วยปาท่องโก๋ ขนมร้อน ๆ แล้วไปขึ้นรถสองแถวที่ตลาดวโรรสมุ่งสู่อำเภอสันกำแพงแวะเยี่ยมเยียนแม่ค้าตลาดสันกำแพง พร้อมถามทางได้ความว่า อำเภอแม่ออนไม่มีรถโดยสารต้องเช่าไปสถานเดียว งานเริ่มเข้าแล้วบอกเจ้าเชอรีกับรุ้งเตรียมโปกรถยังไงเย็นนี้ต้องถึงแม่ออน พอดีเจอลุงกับป้าเป็นอาจารย์เกษียณแล้วของ ม. เชียงใหม่เขาสงสารกลัวจะเป็นอันตราย อาสาพาไปส่งระหว่างรอ ป้ากับลุงเอาน้ำเอาขนมมาเลี้ยงถามว่ากินข้าวมาหรือยัง ถ้ายังแกคงเลี้ยงแล้ว แถมบอกว่าถ้ายังไงให้มาค้างที่บ้านนี้ โอ้ซึ้งใจจริง ๆ ก็เล่นใส่น้ำใจเข้าเต็ม ๆ ป้าเอารถเก๋งสะอาดเอี่ยมไปส่ง แหมเล่นเอาเราไม่ค่อยกล้านั่ง กลัวทำรถเขาสกปรก แฮ ๆ ป้าขับรถมาได้ระยะทางไกลมาก ๆ พอดีมีโทรศัพท์เข้าให้ป้าไปทำธุระ ประกอบกับเจอตำรวจที่ตั้งเต้นท์ตรวจเข้ม 7 วัน อันตราย ป้าแวะไปถามว่าแม่ออนไปทางไหนตำรวจบอกว่านู้นขึ้นเขาไปอีกไกล(แหมเล่นเอาป้าเราเกือบเข่าอ่อนแน่ะ) ป้าเลยบอกว่าน้อง ๆ เขาอยากเอาของเล็ก ๆน้อย ๆ ไปแจกเด็ก ๆ ตำรวจบอกว่าแม่ออนคนรวยทั้งนั้นเศรษฐกิจเขาดี ไปนี่ดีกว่าบ้านห้วยแม่ตะไคร้ยังมีคนจน เดี๋ยวจะติดต่อให้ตำรวจตำบลแม่ทามารับไปให้รอสักครู่ คุณป้าใจดีฝากฝังพวกเราไว้กับตำรวจแล้วขอตัวกลับไปทำธุระ แต่ถ้ามีปัญหาให้โทรหาทันที งานนี้บอกได้คำเดียวซึ้งใจค่ะ ระหว่างรอพวกเราจัดการกับขนมที่พระเอามาให้ตำรวจ 2 ถาดใหญ่ไปพลาง ๆ เรียกว่ากินทุกอย่างจนขนมจะหมดอยู่แล้วก็ยังไม่เห็นเงาท่านตำรวจเลย จนได้เวลาอาหารกลางวันตำรวจใจดีเอาข้าวเหนียว + ลาบเลือดแดง ๆ + ต้มไก่ มาให้ทาน แฮ ๆ มันตื้นตันคะทานไม่ลง แต่รอนานมากจน 2 สาวแอบงีบ 1 ตื่น และแล้วรถกระบะสีน้ำเงินเข้มก็วิ่งเข้ามาจอดทักทายนายตำรวจอย่างสนุกสนาน ตำรวจที่ป้อมแนะนำเราให้รู้จักดาบตำรวจรัน (ทศพร อิธรรมมะ นามสกุลแปลว่าอะไร..นิ) ชื่อคุ้น ๆ นะ (อ้อนึกออกแล้วก็แม่ชีทศพรเจ้าของกฎแห่งกรรมเวรไงละ ฮิ ๆ ) ดาบรันบอกว่านี่ถ้าเป็นคนพื้นบ้านผมไม่มารับนะเนี่ยะ เราก็ยิ้มลูกเดียว ตำรวจที่ป้อมบอกว่าแกเป็นเจ้าของบ่อปลาให้ไปนอนที่บ้านแก แต่เรานึกในใจว่าจะไปนอนที่อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ เพราะแค่นี้ก็เกรงใจสุด ๆ แล้ว พอแกสังสรรค์เสร็จก็บอกให้เดินทางได้ พวกเรารีบขนสัมภาระขึ้นรถอย่างรวดเร็ว มุ่งจุดหมายอยู่ที่ไหนก็ไม๊รู้.....
รถวิ่งขึ้นเขาและขึ้นเขาแล้วก็วิ่งอยู่บนเขาแล้วก็ขึ้นเขาและก็เขาอีกครั้ง จนมาจอดสนิดที่ร้านเจ้แดง ดาบรันบอกว่าคนที่นั่งทานอาหารที่โต๊ะคือชาวเขาอะไรสักอย่าง เริ่มตาลายฟังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้แต่ว่ายกมือไหว้หมดทุกคนยันเจ้แดงด้วย พร้อมกับสั่งข้าวซอยมาโซ้ยคนละชาม คำแรกที่ทานโอ้โหอร่อยที่สุด เสียดายขนาดทักษิณยังบ่ได้ชิม ฮิ ๆ เจ้แดงนำเสนอน้ำใบเตยหอมชื่นใจจริง ๆ เจ้เล่าว่าเคยอยู่ศูนย์อาหารที่เชียงใหม่มาก่อนเลยทำเป็นก้ากะ เท่านั้นยังไม่พอเจ้ารุ้งกะเชอรีแอบไปกินข้าวเหนียวกับลาบของเจ้แกด้วยบอกว่าลำขนำขนาดกะ เสร็จจากการกินดาบรันบอกว่าเดี๋ยวเย็น ๆ จะพาพวกเราไปส่งที่บ้านกำนัน ส่วนตัวดาบจะวิ่งรถไปประกาศเปิดบ่อปลา (3 มค 53 ฤกษ์ดีว่างั้น) พวกเราขอตามไปเป็นกำลังใจด้วย (ที่จริงอยากไปเห็นความเป็นอยู่ของชาวบ้านมากกว่า แฮ ๆ) ระหว่างรอก็เลยช่วยกันล้างจานชามกองเบ่อเริ่มให้เจ้แดง ตามสุภาษิตอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดายปั้นวัวปั้นควายให้เจ้แดงเล่น แฮ ๆ นี่กะจะกวาดพื้นซะหน่อยพอดีดาบเรียกให้ขึ้นรถเสียก่อนนะ แหมเสียดาย..
ชาวบ้านตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออนส่วนใหญ่ทำการเพาะปลูก เลี้ยงวัว ต้มเหล้าเขาเรียกว่าภูมิปัญญาชาวบ้าน (แฮ่ม..น้อง ๆ เหล้าเถื่อนนั่นแหละ) ที่นี่มีโครงการหลวงแม่ทาด้วยนะ ชาวบ้านใจดียิ้มแย้มทักทายดีมาก รถวิ่งผ่านป่าเขา ท้องทุ่ง หมู่บ้าน วิวทิวทัศสวยได้ใจพอ ๆ กับคนพื้นที่ ที่น่าสังเกต ดาบรันแกแวะทักคนนู้นคนนี้อย่างเป็นกันเองดีจัง ทำให้บรรยากาศการไปเที่ยวครั้งนี้คล้ายการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนราษฏรเข้าไปทุกทีซิเอ้า พอบ่ายแก่ ๆ ดาบพาพวกเราตระเวนไปหมู่บ้านชาวม้ง งานนี้ได้แจกของเด็ก ๆ รวมถึงผู้ใหญ่อย่างทั่วถึง อิ่มใจตาม ๆ กัน นี่แหละที่เขาเรียกว่าการให้ย่อมดีกว่าการรับ ตะวันเริ่มคล้อยดาบพาเราไปที่อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้บริเวณร่มรื่น มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีจุดกางเต้นท์หลายจุด ดาบพาเราไปบริเวณริมเขื่อนบริเวณนี้แลดูเป็นส่วนตัว มีห้องน้ำทิวทัศน์ดี สงบ กลางคืนคงวิเวกน่าดูแต่เสียทีมีวัยรุ่นมาจับจองที่ไว้ 3 เต้นท์ ตั้งวงฉลองปีใหม่ 2 วง ดาบเข้าไปทักทายด้วยอัธยาศัยที่เป็นกันเอง เรียกว่าตำรวจไทยอยู่ไหนชาวประชาอุ่นใจที่นั่น (เอาไปอีก 50 คะแนน เฮ้ แปะๆ ๆ) ดาบถามว่าพวกเราจะนอนที่นี่ไหม พวกเรายืนยันโดยไม่ต้องคิดว่า “ไม่นอน” ฮา ๆ ใครจะอยู่ ดังคำกล่าวนักปราชญ์ชาวกรีกที่ว่า “วัยรุ่นกินเหล้าขาดสติ อันตรายยิ่งนัก ” แต่ไม่ได้บอกกับดาบว่าจะไปนอนที่ไหน เพราะพิจารณาแล้วดาบเป็นคนที่มีอันตรายน้อยที่สุดในขณะนี้ ฮา ๆ แต่ในใจดาบคงคิดว่าจะเอาเจ้า 3 คน นี้ไปหย่อนที่ไหนดีน้า ระหว่างทางแวะซื้อกับข้าวไปทำตอนเย็นด้วย (ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะนอนที่ไหนนี่แหละ แต่เรื่องกินต้องมาก่อนเรื่องนอนทีหลัง ฮา ๆ)
ตกลงเย็นนั้นพวกเรามานอนที่บ้านบ่อปลาของดาบรัน อ้อจากการคุยตรง ๆ และอ้อม ๆ สืบทราบมาว่าดาบรันแกมีบ้านหลายหลัง มีที่ทางหลายแห่ง มีต้นมะนาวหลายร้อยต้น ส่วนลูกมะนาวไม่ได้นับ (มันเย้อะ) ปลาอีกพะเรอตัว มีเมีย 1 ลูก 2 เป็นชายทั้งคู่ เลิกกับเมียด้วยเหตุผล “เธอดีเกินไป” ใครดีกว่าใครไม่ได้ถาม ส่วนลูกแกไม่กล้าเลิกเพราะกลัวไม่มีใครมาเอาสมบัติตอนแกตาย ฮา ๆ เย็นนั้นบ้านทั้งหลังเป็นของเรา 3 คน เจ้าเชอรีเป็นแม่ครัวเอกทำอาหารอันได้แก่ไข่ทอดอมน้ำมันอย่างดี ปลากระป๋องของแท้ คือเปิดกระป๋องเทใส่จานจริง ๆ ส่วนข้าวหุงด้วยหม้อข้าวแกะกล่องขนาดใหญ่โครต (สำหรับเลี้ยงคน 50 คน) แต่เราใช้หุ้งข้าว 1 ถ้วย เล็ก ๆ ใช้เวลาหุง 1 ชั่วโมง เพราะไม่รู้ว่ามันสุกแล้ว ฮา ๆ ระหว่างที่เชอรีทำอาหารคุณนายรุ้งอาบน้ำเสร็จมาทานข้าว เย็นนั้นอากาศหนาวมากชาวบ้านขนผ้าห่มมาให้ตั้ง 3 ผืน ใหญ่ ๆ หลังจากกินข้าวเสร็จ 2 สาวช่วยกันก่อกองไฟโดยใช้น้ำมันพืชทิพย์ราดลงไป 1 ขวดใหญ่ เอาไม้กวาดของดาบมาเผาแล้วกวัดแกว่งไปมาเกิดเป็นประกายคล้ายหิงห้อยน้านสร้างสรร..สนุกกันใหญ่ ชาวบ้านใกล้ ๆ เขามาดูความเรียบร้อยบอกว่าถ้ามีอะไรไม่ต้องกลัวดาบมีปืนยาว พร้อมแสดงประสิทธิภาพของปืนให้ดู เราได้แต่นึกในใจไม่ต้องยิงหรอกปืนนะ สู้เอาปืนฟาดมิง่ายกว่าเหรอ ในบ้านมีโทรทัศน์เครื่องเบ่อเริ่มดาบบอกเพิ่งซื้อมาเปิดดูได้เลย พอลองเปิดดูโอ้โหภาพสวยเชียวลายพร้อยทุกช่อง (สรุปคืนนั้นนอนดูโทรทัศน์จริง ๆ) ตอนเช้ามาดูผลงานไม้กวาดของดาบด้วนไป 1 อัน ท่อน้ำได้รับความร้อนจากกองไฟอำลาไปอีกหนึ่ง น้ำมันสำหรับทำอาหารหายไป 1 ขวดใหญ่ ทั้งหมดเป็นผลจากการเค้าดาวน์ สาธุ
ตอนเช้าสายหมอกเต็มพื้นที่เดินลัดเลาะไปดูไร่ของชาวบ้าน ปลูกถั่วลันเตาหวาน ข้าวโพด เสาวรส
ส่งโครงการหลวงแม่ทา พอเริ่มสายพวกเราเดินไปร้านค้าแวะซื้อกับข้าว เจ้ารุ้งกับเชอรีเลยแวะชิมฝีมือคุณยายซะหลายคำ ข้าวเหนียวเขาอร่อยมาก กับข้าวก็อร่อย งานนี้คุณนายรุ้งเป็นแม่ครัวเอก ทำหลายอย่างทั้งโจ๊ก วุ้นเส้นผัดไข่ ลาภ กินเสร็จนั่นฝึกสมองรอติดรถดาบไปลงในเมือง เพื่อหารถไปแม่ออน เพราะ 2 สาว มีโครงการจะไปเล่น Flight of the Gibbon ที่แม่กำปอง (อยู่ที่ไหนไม่รู้แต่จะไป ฮา ๆ) ดาบบอกว่าเดี๋ยวจะไปซื้อของในเมืองสันกำแพงเพื่อเตรียมเปิดร้านในวันที่ 3 มค ให้พวกเราติดรถไปด้วย ว่าแล้วพวกเราก็ได้ขึ้นเขา และเขา แล้วก็เขา ๆๆ ๆ มาลงอีกทีเจอด่านตำรวจ ดาบพาพวกเรามาแวะทานน้ำกับขนมที่พระส่งมาให้จากวัด 1 กระมังใหญ่ ๆ ดาบบอกว่าแม่กำปองไปอีกไกล เขาจะประสานให้ตำรวจที่ป้อมนี้ช่วยฝากขึ้นไปที่แม่กำปองด้วย เราบอกว่าเกรงใจคืนนี้พวกเราจะไปนอนที่โครงการหลวงตีนตก ตอนเช้าค่อยไปแม่กำปอง ดาบเลยอาสาไปส่งเองเพราะโครงการหลวงอยู่ไม่ไกลแล้ว ดาบมาส่งแล้วกำชับว่าถ้าอยู่ไม่ได้ให้โทรบอก จะมารับทันที เล่นพูดอย่างนี้ถึงอยู่ไม่ได้ก็ต้องได้ซิ ใครจะกล้าเกรงใจตายชัก คืนนั้นหนาวได้ใจแถมอาหารเย็นไม่มีขาย ดีนะที่มือไวหยิบมาม่าจากบ้านดาบมา 4 ถุง เจ้า 2 คน เลยกินแห้ง ๆ คนละถุง แล้วแอบไปตอดกินข้าวเกรียบกับพวกพี่นักท่องเที่ยวจากเชียงใหม่ ตกดึกเจ้า 2 คน ทนหนาวไม่ไหวต้องเข้ามานอนในเต้นท์ แถมไม่ได้เอาถุงนอนมา เอาแต่ผ้าห่มผืนเล็ก ๆ เลยต้องใช้วิธีใส่เสื้อหลาย ๆ ชั้น ส่วนเราสบายอุ่นได้ใจในถุงนอนอย่างดี นอนฟังพวกมันดิ้นด้วยความหนาว คลุกคลัก ๆ จนหลับไป ตื่นเช้าเก็บเต้นท์ตากให้แห้งเพราะหมายกำหนดการคืนต่อไปต้องใช้เต้นท์แน่ ๆ
ตากเต้นท์เสร็จชวนคุณนายทั้ง 2 ไปหาเครื่องดื่มร้อน ๆ พร้อมหาชามมาลวกมาม่าที่เหลือ + ผลไม้โครงการหลวง ทานอาหารเสร็จพอดีเต้นท์แห้งเตรียมตัวเดินทางไปหมู่บ้านแม่กำปอง ถามเจ้าหน้าที่ของโครงการหลวงเขาบอกว่าโอโหเดินไม่ไหวหรอกทางชันนะ ตั้ง 5 กิโลเมตร แต่พวกเรากะเดินดูต้นไม้ไปเรื่อย ๆ เหนื่อยหยุด เพราะแดดไม่ร้อนมาก ออกจะหนาวด้วยซ้ำ ทุกคนมองตามพวกเราด้วยสายตาบอกไม่ถูก ทั้งสงสาร ทั้งเห็นใจระคนเศร้าด้วยมั้ง ฮา ๆ เดินมาได้สักพักเจอร้านขายส้มตำสั่งสมตำ1 ถุง นึกขึ้นได้จะสั่งมาทำไมวะตอนนี้ก็เอาตัวไม่รอดแล้วเลยบอกยกเลิก ระหว่างทางชาวบ้านทักทายดีมาก ถามด้วยความเป็นห่วง จะให้ช่วยอะไรไหม แหมแค่ถามก็ซึ้งน้ำใจแล้วค่ะ เจอลุงกับป้าทำเมี้ยงเราขอไปดูวิธีการทำ แกใจดีอธิบายอย่างตั้งใจตบท้ายด้วยการพาไปดูวิธีการเก็บใบชามาทำเมี่ยงอีกนะ ตามเส้นทางพวกเราแวะตลอดเพราะมันโครตเหนื่อยก็ทางมันชั้นชันนะซิ จนสุดท้ายเจ้ารุ้งโบกรถได้พี่จากลำพูนเขาจะไปเที่ยวน้ำตกแม่กำปองพอดี พวกเราเลยขอติดรถไปน้ำตกด้วย แล้วกลับลงมากราบพระที่วัดในหมู่บ้าน จากนั้นเจ้า 2 คน ก็ไปเล่นโหนสลิงบนยอดไม้คนละ 1610 บาท ส่วนช่างกล้องไม่ได้เล่นเสีย 400 บาท ค่าอะไรก็ไม่รู้...แต่ช่างเถอะถือว่ามีส่วนร่วมก็แล้วกัน งานนี้ขอเขาติดรถไปด้วยอยากไปดู 1. วิธีการวางฐาน 2. การจัดการ 3. ชมป่า(มันน่าดูจะตาย) เขาบอกว่านานนะ ตั้ง 2 ชั่วโมง บอกไม่เป็นไร เพราะแอบเตรียมขนมไปแล้ว รถวิ่งลัดเลาะไปตามลำน้ำนำเจ้า 2 คนไปเข้าฐานส่วนเราไปอยู่ที่จุดสุดท้าย ใช้เวลาเดินสำรวจวิธีวางฐาน วิธีหาลูกค้า การจัดการทั่วไป โอ้ยรู้หมดเลย รวมถึงพาไปดูโรงไฟฟ้าแม่กำปองซึ่งผลิตจากพลังน้ำตกอีกด้วย ป่าบริเวณนั้นอุดมสมบูรณ์มากเดิน 2 ชั่วโมงไม่เหนื่อยออกจะหนาวด้วยซ้ำ
ทั้ง 2 สาวมันร้องกันลั่นป่าดีจริง พอเล่นเสร็จเขาพาไปทานอาหารแล้วเอาเรามาส่งที่เราแจ้งไว้ ของเราบอกว่าลงที่น้ำพุร้อนสันกำแพง ที่นี่เป็นของอบต. คิดค่าเข้าคนละ 50 บาท หาที่กางเต้นท์เสร็จทั้ง 3 คนพากันไปนอนแช่น้ำร้อนซะชุ่มเลย คืนนั้นอากาศเย็นนะ แต่ต้องนอนนอกถุงนอนเพราะมันร้อน สงสัยแช่นาน ฮิ ๆตอนเช้าไปแช่น้ำร้อนอีกครั้งแล้วกลับมาเก็บเต้นท์เตรียมตัวเดินทางเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ ออกมาเรียกรถสองแถวคนละ 20 บาท ส่งที่ตลาดวโรรส แวะซื้อของเล็กน้อยแล้วออกมาหาข้าวซอยขึ้นชื่อของเชียงใหม่ แต่ผิดหวังสู้ร้านเจ้แดงไม่ได้จริง ๆ เจ้ารุ้งบอกอยากทานพิซซา เอออร่อยกว่าข้าวซอยวุ้ย ตกเย็นพากันไปเดินถนนคนเดินงานนี้ 2สาว ได้ของจุกจิกตามประสา ได้เวลาขึ้นรถนครชัยแอร์ ซึ่งเป็นบริษัทรถทัวร์อันดับ 1 ของประเทศเชียวนะ โอะแม่เจ้าเหมือนเครื่องบินเลยวุ้ย ห้องน้ำสะอาดมาก คนขับและแอร์บัสสุภาพมาก “ผู้โดยสารโปรดทราบ ๆ “ ฮิ ๆ นึกว่านักเครื่องกลับซะอีก การจัดการเป็นระบบดีมากขอชมเชย
สรุปแล้วปีนี้ได้อะไรจากการไปเที่ยวช่วงปีใหม่ ได้ซิ ได้น้ำใจมาเต็มร้อยเลย คิดถึงทีไรมีความสุขทุกที ไม่แน่ปีหน้าอาจกลับไปอีกก็ได้ ฮิ ๆ