วงจรชีวิตการจัดการความรู้

รูปแบบพื้นฐานของ การจัดการความรู้ ของ Ellias M.Award & Hassan M.Ghzari หรือ วงจรชีวิตตามแนวความคิดของการจัดการความรู้**  ได้กำหนดไว้ ดังนี้

ตอนที่ 5:

จริยธรรม, กฎหมายและการจัดการตามประเด็น

 

ใครเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางความรู้ จริยธรรม และประเด็นกฎหมาย

การจัดการความรู้แนวชุมชนปฏิบัติ

/ระดับปฏิบัติ

วิธีหรือแนวทางการจัดการความรู้ที่จำเป็น

อื่นๆ

ตอนที่ 3:

ขั้นประมวลความรู้และลงมือปฏิบัติ

ตอนที่ 4:

ขั้นการใช้เครื่องมือและช่องทางต่างๆในการจัดการความรู้

การประมวลความรู้

ระบบการทดสอบและการแปรขบวน

การถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้

การถ่ายทอดความรู้ในโลก E-World

การเรียนรู้

จากข้อมูล

การเก็บข้อมูล

“ขุมความรู้”

และการค้นหาความรู้ใหม่ๆ

การใช้เครื่องมือและช่องทางการจัดการความรู้

ตอนที่ 1:

ขั้นพื้นฐาน

ทำงานสบายและดีกว่าเดิม

เข้าใจความรู้

วงจรชีวิตการจัดการความรู้

ตอนที่ 2:

ขั้นสร้างและค้นหาความรู้

การสร้างความรู้

และก่อสร้างความรู้

การค้นหา

ความรู้ฝังลึก

ใช้วิธีการแสวงหาความรู้รูปแบบต่างๆ

lเอกสารอ้างอิง:

  1. วิจารณ์ พานิช. การจัดการความรู้ฉบับนักปฏิบัติ.สำนักพิมพ์สุขภาพใจ.พิมพ์ครั้งที่ 3. 2549*
  2. Ellias M. Award & Hassan M.Ghaziri. Knowledge Management. New Jersey, Pearson Prentice Hall.

       2004, pp. Preface XIX, 3**

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 การ 

การจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM)

การจัดการความรู้สำหรับนักปฏิบัติหรือชุมชนนักปฏิบัติ คือ เครื่องมือที่นำมาใช้ในการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการ อันได้แก่ (1) การบรรลุเป้าหมายของงาน (2) การพัฒนาคน (3) การพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และ (4) ความเป็นองค์กรหรือชุมชนวิชาการที่บุคลากรมีความเอื้ออาทรต่อกันในการทำงาน

เพื่อการบรรลุเป้าหมายของการจัดการความรู้ดังกล่าว จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการ คือ (1) กำหนดความรู้หลักที่มีความสำคัญต่องานหรือกิจกรรมของสถาบันฯ (2) แสวงหาความรู้ที่ต้องการ (3) ปรับปรุงความรู้ให้เหมาะต่อการใช้ของตน (4) ประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจกรรมของตนเอง  (5) นำประสบการณ์จากการทำงานและการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียน (6) จดบันทึกบทเรียนที่เป็นแก่นความรู้ไว้ใช้งาน พร้อมกับปรับปรุงให้เป็นชุดความรู้ของตนเองที่ลุ่มลึก เชื่อมโยง และครบถ้วน ซึ่งเหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

 

บุคลากรที่ทำหน้าที่จัดการความรู้ที่สำคัญขององค์กร

(1)  คุณเอื้อ (ระบบ) (Chief Knowledge Officer-CKO) เป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร แสดงบทบาทกำหนดยุทธศาสตร์หรือเป้าหมาย เชื่อมโยง และเสริมพลัง (Empowerment) การจัดการความรู้ขององค์กร

(2)  คุณอำนวย (Knowledge Facilitator or Knowledge Activist or Knowledge Broker) เป็นผู้เสริมพลังความรู้ แสดงบทบาทหลักในการส่งเสริม-อำนวยความสะดวกให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้มีความรู้กับผู้ต้องการเรียนรู้และนำความรู้นั้นไปใช้

(3)  คุณกิจ (Knowledge Practitioner) เป็นผู้จัดการความรู้ตัวจริง ดำเนินกิจกรรมจัดการความรู้ร้อยละ 90 โดยร่วมกำหนดเป้าหมาย ค้นหา (Capture) ดูดซับ (Absorb) ความรู้จากภายนอกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อบรรลุผลสำเร็จตามที่ร่วมกันกำหนดไว้ จัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมกันตีความประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อได้ความรู้ใหม่ (Knowledge Assets)

(4) คุณลิขิต (Knowledge Taker) ทำหน้าที่จดบันทึกกิจกรรมจัดการความรู้ ในตลาดนัดความรู้, Workshop, มหกรรมจัดการความรู้ จัดการความรู้ของกลุ่ม หน่วยงาน องค์กร เช่น การเล่าเรื่องเร้าพลัง (Storytelling) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บันทึกการประชุม แก่นความรู้ (Core Competence) โดยใช้ทักษะจับใจความบันทึกเรื่องเล่า สกัดประเด็น จัดหมวดหมู่ความรู้โดยใช้ซอฟท์แวร์ Mind Manager สำหรับ Mind Mapping ขึ้นฐานข้อมูลให้คุณกิจเข้าค้นหาได้ง่ายในอินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ต ติดตามการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคุณกิจทั้ง Face to Face (F2F) และผ่านไอที Block to Block (B2B) หรือผ่านไอทีรูปแบบอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

(5)  คุณประสาน (Network Manager) ทำหน้าที่ประสานเครือข่ายจัดการความรู้ระหว่างหน่วยงานหรือองค์กร ทำภารกิจจัดให้มีข้อตกลงเป้าหมายร่วม ยุทธศาสตร์ความรู้ (Knowledge Vision-KV) ของเครือข่ายว่าจะทำอะไรร่วมกัน เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร เตรียมเครือข่าย จัดหาผู้เชี่ยวชาญ จัดให้มีการติดตามประเมินผลความก้าวหน้า/การดำเนินงานของเครือข่าย จัดทำจดหมายข่าวกระตุ้นกิจกรรมของเครือข่าย เป็นเลขานุการคณะทำงานของเครือข่าย  เป็นต้น

(6)   คุณวิศาสตร์ (IT Wizard) คือ ผู้ออกแบบและจัดการดำเนินงานระบบ IT 

 

3. การเริ่มต้นจัดกระบวนการ การจัดการความรู้ (Knowledge Management Process)

บุคลากร: (People=Workforce)

ขบวนการทำงานต่างๆ ขององค์กร: Organizational processes

ความรู้ ประสบการณ์ หลักวิชาการ ทุนปัญญาขององค์กรและเทคโนโลยี (IT) ที่จำเป็น

 

Knowledge

ความรู้

 

 

 

 

 

 

 

 

(1)                               ค้นหาทุนปัญญาขององค์กร (Intellectual Capital)

(2)                               วางแผนการดำเนินการเริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ จากง่ายไปยาก

(3)                               นำทุนปัญญามาจัด ตลาดนัดความรู้ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

(4)                               นำทุนปัญญาในตัวคนมาสร้างคุณค่า/มูลค่าเพิ่ม

(5)                               พัฒนางานและเรียนรู้จากการทำกิจกรรมกลุ่มย่อย เช่น กิจกรรมวงจรการควบคุมคุณภาพ (Quality Control Circle: QCC), กิจกรรม 5 ส., กิจกรรมพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (Continuous Quality Improvement) เป็นต้น

(6)                               เรียนรู้และแสวงหาความรู้จากภายนอกองค์กร เช่น จัดกิจกรรมนำความสำเร็จมาเล่า (Storytelling), เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

(7)                               สร้างนวัตกรรมแนวราบ (Horizontal innovative creation) อย่างเปิดเผยและพร้อมปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร เช่น นำความรู้จากการปฏิบัติเล็กๆ จำนวนมาก มาประกอบกันเข้าก่อให้เกิดคุณสมบัติพิเศษ ก่อผลที่คาดไม่ถึง เรียก Butterfly Effect  เป็นคุณสมบัติของระบบ Complex Adaptive System  ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้จากการเสริมพลัง (Empowerment) สร้างปณิธานร่วม (Common Purpose) ได้วัฒนธรรมการทำงานแนวราบและเปิดเผย (Corporate and transparent culture)

(8)                               สร้างความคึกคัก ตื่นตัว ตื่นเต้นทำให้การจัดการความรู้เป็นหัวข้อการสนทนา Talk of the town ซึ่งอาจมาจาก จัดประกวดชิงรางวัล ประกาศยกย่องการกระทำ ประกาศเป้าหมายที่มีผลประโยชน์โดยตรงต่อบุคลากร เช่น Balanced Score Card :BSC เป็นต้น

(9)                               ใช้ความสำเร็จเล็กๆ เป็นพลังขับเคลื่อน

(10)                         ดึงพลังภายนอกองค์กรมาขับเคลื่อน

(11)                         ดำเนินการในบางหน่วยงานเป็นกิจกรรมนำร่อง

 

4. ชุมชนแนวปฏิบัติ (Community of Practice : CoP)

                ชุมชนแนวปฏิบัติ เป็นเครื่องมือจัดการความรู้ที่ง่ายและมีพลังชิ้นหนึ่ง  ใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของชุมชนในองค์กร ก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยจากการรวมกลุ่ม อาทิ “คนที่ถูกคอกัน” จัดการความรู้เพื่อให้บรรลุ วิสัยทัศน์ความรู้ ที่พัฒนามาจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม

                ยุทธศาสตร์ของการจัดการความรู้ชนิดนี้ เชื่อว่า มีสิ่งดีๆ อยู่แล้วทั้งในและนอกองค์กร คุณอำนวยหรือผู้เสริมพลังความรู้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคุณเอื้อหรือผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ดำเนินการแสวงหา “ชุมชน” ในองค์กรว่า มีใครเป็นสมาชิก มีอะไรเป็นสาระหรือเด่น (Domain) หรือความสนใจร่วมที่ยึดเหนี่ยวชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน  และตรงกับวิสัยทัศน์ความรู้ของการจัดการความรู้เพียงใด  จะเข้าไปส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมได้อย่างไรบ้าง เช่น อาจจัด  “ตลาดนัดชุมชนแนวปฏิบัติ”  เพื่อเพิ่มคุณค่า (Value) ของชุมชน ที่ถือเป็นทุนปัญญา “Intellectual Capital) โดยชวนสมาชิกชุมชนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มาเล่าเรื่องความสำเร็จของแต่ละชุมชน ที่คิดว่ามีผลต่อวิสัยทัศน์ขององค์กร  คุณลิขิตช่วยสกัดความรู้จากเรื่องเล่า  อาจเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมาให้ความรู้เกี่ยวกับชุมชนแนวปฏิบัติ ต่อด้วยทำการทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Review : AAR) เพื่อหาทางสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้ชุมชน  คุณเอื้อและคุณอำนวย นำผลการประชุมมาคิดยุทธศาสตร์หนุนให้เกิด ชุมชนแนวปฏิบัติต่อไป

                ข้อควรคำนึง อย่าจัดตั้งชุมชนแนวปฏิบัติจากคำสั่งของผู้บริหาร ควรให้เกิดชุมชนแนวปฏิบัติอย่างเป็นธรรมชาติเอง ที่แกนนำและสมาชิกเข้าไปจัดการเพราะเห็นคุณค่าต่อองค์กร ชี้ทางพัฒนาชุมชนเข้มแข็งตามปณิธานของกลุ่มสมาชิกที่มีความสุข สนุก และภูมิใจกับผลประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกชุมชน  ที่มีการสื่อสาร เรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ หรืออาจจัดตลาดนัดความรู้เฉพาะเรื่อง โดยเชิญผู้ที่มีผลสำเร็จน่าชื่นชมมาเล่าเรื่องความสำเร็จของตน บันทึกขุมความรู้ ทำ AAR สรุปประเด็นจาก AAR แล้วถามความสมัครใจกันที่จะร่วมก่อตั้งชุมชนแนวปฏิบัติเพื่อดำเนินกิจกรรมของชมรมร่วมกันต่อไป* เป็นต้น

 

5.  รูปแบบพื้นฐานของ การจัดการความรู้ ของ Ellias M.Award & Hassan M.Ghzari หรือ วงจรชีวิตตามแนวความคิดของการจัดการความรู้**  ได้กำหนดไว้ ดังนี้

ตอนที่ 5:

จริยธรรม, กฎหมายและการจัดการตามประเด็น

 

ใครเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางความรู้ จริยธรรม และประเด็นกฎหมาย

การจัดการความรู้แนวชุมชนปฏิบัติ

/ระดับปฏิบัติ

วิธีหรือแนวทางการจัดการความรู้ที่จำเป็น

อื่นๆ

ตอนที่ 3:

ขั้นประมวลความรู้และลงมือปฏิบัติ

ตอนที่ 4:

ขั้นการใช้เครื่องมือและช่องทางต่างๆในการจัดการความรู้

การประมวลความรู้

ระบบการทดสอบและการแปรขบวน

การถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้

การถ่ายทอดความรู้ในโลก E-World

การเรียนรู้

จากข้อมูล

การเก็บข้อมูล

“ขุมความรู้”

และการค้นหาความรู้ใหม่ๆ

การใช้เครื่องมือและช่องทางการจัดการความรู้

ตอนที่ 1:

ขั้นพื้นฐาน

ทำงานสบายและดีกว่าเดิม

เข้าใจความรู้

วงจรชีวิตการจัดการความรู้

ตอนที่ 2:

ขั้นสร้างและค้นหาความรู้

การสร้างความรู้

และก่อสร้างความรู้

การค้นหา

ความรู้ฝังลึก

ใช้วิธีการแสวงหาความรู้รูปแบบต่างๆ

lเอกสารอ้างอิง:

  1. วิจารณ์ พานิช. การจัดการความรู้ฉบับนักปฏิบัติ.สำนักพิมพ์สุขภาพใจ.พิมพ์ครั้งที่ 3. 2549*
  2. Ellias M. Award & Hassan M.Ghaziri. Knowledge Management. New Jersey, Pearson Prentice Hall.

       2004, pp. Preface XIX, 3**

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การจัดการความรู้ (knowledge management: KM) มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ

1. บุคลากร (people = workforce)

2. ความรู้ ประสบการณ์ หลักวิชาการ ทุนทางปัญญาขององค์กรและเทคโนโลยี (IT) ที่จำเป็น

3. ขบวนการทำงานต่างๆ ขององค์กร (organizational processes)

เมื่อมีองค์ประกอบสำคัญเหล่านี้แล้ว ก็ขึ้นกับคนทุกส่วนขององค์กรแล้วละว่า จะใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของชุมชนในองค์กรได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้เพื่อค้นหาสิ่งเหล่านี้ให้เจอ คือ

1. ค้นหาทุนทางปัญญาขององค์กร (intellectual capital)

2. จะเริ่มต้นอย่างไร ก็ต้องเริ่มต้นจากการร่วมกันวางแผนการ เพื่อดำเนินการอาจเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ไปหาเรื่องใหญ่ๆ เริ่มทำจากสิ่งที่คิดว่าง่ายๆ ไปหาสิ่งที่ยากขึ้นไปตามลำดับ

3. นำทุนทางปัญญาที่ค้นเจอแล้วนั้น มาเป็นเครื่องมือทางปัญญา (ข้อมูล) ในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ขึ้นในองค์กร เช่น เกิดวิธีการทำงานใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิมฯ

4. นำทุนทางปัญญาในตัวคนมาสร้างมูลค่าเพิ่ม/คุณค่าเพิ่ม แต่องค์กรบางแห่งทำไม่ได้เนื่องจากตัวทุนทางปัญญาเอง ปิดกั้นตัวเอง ทำให้คนอื่นๆ (ผู้อาวุโสน้อยกว่า) เข้าถึงได้ยาก (เล่นตัว) ฉันเก่ง (เชี่ยวชาญแล้ว) ความรู้ที่มีจึงกลายเป็นความรู้ความเก่งในตัวคน (tacit knowledge) ไม่เป็นประโยชน์เท่าที่ควร เมื่อเจ้าของความรู้ตายไป ความรู้ก็หายไปด้วย คน สังคม ตลอดถึงตัวเจ้าของความรู้เองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ถ้าเจ้าของความรู้คิดเสียว่า จะทำความรู้ในคนให้เป็นความรู้ที่อธิบายได้หรือให้คนอื่นร่วมเรียนรู้ได้ (explicit knowledge) ก็จะเป็นคุณแก่คน สังคม และตัวเองเป็นอย่างยิ่ง จะคิดว่า ทำบุญ ก็ได้นะครับ ส่วนผู้อาวุโสน้อยกว่า ก็ให้เกียรติผู้อาวุโสหน่อยเถอะครับ ท่านจะได้มีกำลังใจทำประโยชน์แก่คน สังคม องค์กรและประเทศชาติเยอะๆ นะครับ

5. พัฒนางานและการเรียนรู้เริ่มจากกิจกรรมกลุ่มย่อยๆ เช่น กิจกรรม 5 ส. กิจกรรมวงจรควบคุมภาพ ที่เขาเรียกกันว่า quality control circle = QCC นั่นแหละ กิจกรรมพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (continuous quality improvement = CQI และกิจกรรมอื่นๆ ที่สามารถทำร่วมกัน ก็ได้ครับ

6. เรียนรู้และแสวงหาความรู้จากภายนอกองค์กร เช่น ไปประชุม สัมมนา ฝึกอบรม ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ หรือไปเรียนรู้อะไรที่ไหนมา ก็นำมาจัดวง (ล้อมวง) จัดเวทีคุยกัน บอกเล่าเรื่องที่คุณค่าปละประโยชน์เหล่านั้นแก่เพื่อนร่วมงาน (เพื่อนช่วยเพื่อน = peer assist) แต่น่าเสียดายว่า คนบางส่วนไม่ยอมไปประชุม สัมมนา ฯลฯ เพราะไม่อยากไปเรียนรู้ จดบันทึก ทำรายงานที่ไปประชุมมา เพื่อนำความรู้กลับมาสู่องค์กร ส่วนใหญ่กลับมาแล้วก็ไม่ได้นำอะไรมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับใครเลย ความรู้ที่ได้จึงเป็นความรู้ในคนเหมือนเดิม

7. สร้างนวัตกรรมแนวราบ (horizontal innovative creation) พูดง่ายแต่ทำยากเข้าไปใหญ่ เพราะคนในองค์กรต้องเปิดใจกว้าง และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ เช่น การนำความรู้และประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่กระจัดกระจายอยู่องค์กร ซึ่งถ้านำมารวมกันได้ก็จะกลายเป็นจำนวนมาก และกลายเป็นคุณสมบัติพิเศษๆ ขึ้นมาได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อคนและองค์กรอย่างคาดไม่ถึงก็ได้ ผู้รู้หลายท่านกล่าวว่า เป็นผลกระทบจากการบินของผีเสื้อ (butterfly effect) ซึ่งมีผลต่อสิ่งต่างๆ รอบข้างได้อย่างมากมาย เพราะทุกอย่างในจักรวาลนี้ มีความเกี่ยวเนื่องกันทั้งสิ้น ดังคำกล่าวที่ว่า เด็ดดอกไม้ดอกเดียวกระเทือนไปทั่วจักรวาล สิ่งเล็กน้อยบางครั้งก็อาจกลายมาเป็นคุณสมบัติพิเศษขององระบบในองค์กรได้ (complex adaptive system) สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในองค์กรได้จากการช่วยกันเสริมพลัง (empowerment) ให้แก่กันและกัน ถ้าทำอย่างนี้บ่อยๆ ทุกคนในองค์กรก็จะมองความปรารถนาดีที่มีต่อกันในองค์กร ก็จะเกิดความไว้วางใจกัน ในบรรยากาศเช่นนี้ จะสร้างอะไรร่วมกันในองค์กรก็จะทำได้ง่าย เช่น การสร้างปณิธานหรือเป้าหมายร่วมกัน (common goal หรือ common purpose) ก็จะเกิดขึ้นได้ สิ่งที่ทำดีๆ เหล่านี้ก็จะเป็นที่ยอมรับกันในองค์กร เมื่อทุกคนยอมรับและปฏิบัติตามไปนานๆ ก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร การทำงานในแนวราบ คือ การทำงานร่วมกันและมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันก็จะเปิดตัวของมันขึ้นมาเอง (coporate and transparent culture) ผู้บริหารและผู้ร่วมงานก็ไม่ต้องเครียด เพราะคอยชี้คอยตาม เพราะเมื่อยรรยากาศการทำงาน งานก็จะเดิน คนก็จะแฮปปี้ แต่ถ้าบรรยากาศแย่ งานก็จะหยุด ขาดๆ เกินๆ คนก็จะไม่ไว้ใจกัน ตั้งแง่เข้าหากัน ผู้คนก็เครียดล้มตายไปทีละคนสองคน ลาออก ย้ายที่ทำงานกันไป ที่ทำงานก็จะวังเวงๆ ยังไงชอบกล ขออย่าหน่วยงานไหนเป็นอย่างนี้เลยครับ

          ถ้าพูดการจัดการความรู้ ก็ต้องพูดถึงแนวความคิดแบบฝรั่งๆ ดูบางก็น่าจะดี เพราะฝรั่งเขาชอบทำอะไรๆ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้ค่อนข้างดีกว่าคนเอเชีย (คนเอเชียทำดีเหมือนกันนะครับ แต่มักจะเอาคนเป็นตัวตั้ง คือ ถ้าทำแล้วคนที่เกี่ยวข้องมีความสุขก็ทำเถอะดี ไม่เหมือนฝรั่งทำอะไรมักจะทำเพื่อความรู้ คือ ยึดความรู้เป็นหลัก = knolwedge for sake of knolwedge ใครจะเป็นอย่างไรไม่สนใจ เช่น พวกถ่ายทำสารคดี มด ฝรั่งลงทุนตั้งกองถ่าย ตั้งกล้องถ่ายทำ จนรู้ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวมด ซึ่งคนเอเชียอาจะมองว่า ถ่ายทำไปทำไม ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรก้บชีวิตประจำวันของคนเลย แต่จริงๆ อาจมีประโยชน์ทางหนึ่งทางใดก็ได้ครับ) เช่น คุณแอลเลียส เอ็ม อะวาร์ดและคุณฮัสซัน เอ็ม กะซารี (Ellias M.Award & Hassan M.Ghzari) ได้ให้รูปแบบพื้นฐานของการจัดการความรู้ เรียกว่า วงจรชีวิตของการจัดการความรู้ หรือ วงจรชีวิตตามแนวคิดของการจัดการความรู้ ที่จะให้ประโยชน์ไว้เป็นขั้นๆ ดังนี้

 ขั้นที่ 1 ขั้นพื้นฐาน จะทำให้ทำงานได้สบายและดีกว่าเดิม เพราะมีความรู้มากขึ้น มีวงจรชีวิตของการจัดการความรู้ดีกว่าเดิม

ขั้นที่ 2 ขั้นการสร้างและค้นหาความรู้ โดยจะต้อง สร้างความรู้และค้นหาความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคนออกมาให้ได้ ซึ่งอาจใช้วิธีการแสวงหาความรู้ในรูปแบบต่างๆ เข้ามาช่วยก็ได้

ขั้นที่ 3 ขั้นตอนของการประมวลความรู้และนำความรู้ไปสู่การลงมือปฏิบัติ เพื่อดูความเหมาะสมที่จะใช้ความรู้ดีหรือไม่ เพื่อทดสอบว่าระบบนั้นมีความแปรผันมากน้อยแค่ไหน ต้องจัดให้มีการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งโดยตรง เช่น ให้คำแนะนำ การสอนงาน และโดยอ้อมจัดให้มีการถ่ายทอดความรู้กันในโลกของอีเวิลด์ (E-world)

ขั้นที่ 4 ขั้นการใช้เครื่องมือและช่องทางต่างๆ ในการจัดการความรู้ เช่น จัดบรรยากาศให้เรียนรู้ข้อมูลได้มากขึ้น มีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นไว้เป็น ขุมความรู้ และมีการค้นหาความรู้มาเพิ่มเติมไว้เสมอ ตลอดถึงใช้ช่องทางการจัดการความรู้ตามช่องทางต่างๆ ตามความจำเป็น

ขั้นที่ 5 ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายและมีความสำคัญมาก คือ ขั้นการใช้จริยธรรม ใช้กฎหมายและการจัดบริหารจัดความรู้ตามประเด็นต่างๆ เพื่อทำให้การจัดการความรู้มีระบบมากขึ้น ถึงขนาดรู้ได้ง่ายว่า ใครเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรูดีในสาขาวิชาต่างๆ เช่น ผู้ทรงคุณวุฒิทางความรู้ ทางจริยธรรม และประเด็นทางกฎหมายต่างๆ สร้างการจัดการความรู้ตามประเด็นและกฎหมายต่างๆ เมื่อความประสงค์ที่จะหาวิธีการหรือแนวทางการจัดการความรู้ ก็รู้ได้ว่า จะจัดการและหาความรู้ที่จำเป็นได้จากไหนบ้าง

          เมื่อสามารถดำเนินการ การจัดการความรู้ได้ตามวงจรชีวิตการจัดการความรู้นี้แล้ว ฝรั่งสองคนที่กล่าวชื่อมาข้างต้นเชื่อว่า การจัดการความรู้ก็จะประสบความรู้ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าจะทดลองวิธีการใหม่ๆ ด็ ก็ไม่เลวเลยละครับ แสดงว่า ท่านเริ่มคิดและใช้วิธีการทำงานตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วครับ