สุขภาพดีด้วยวิถีสุขภาพทางปัญญา
สนั่น ไชยเสน สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล
...............................
บทนำ
สุขภาพดี ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ หมายถึงการที่คนเรามี “ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา และทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล” และการทำให้สุขภาพดีด้วยวิธีสร้างเสริมสุขภาพทางปัญญานั้น หมายความว่า เราทุกคนที่มีความปรารถนาที่จะมีสุขภาพดีต้องมี “ความรู้ทั่ว รู้เท่าทันและความเข้าใจอย่างแยกได้ในเหตุผลแห่งความดี ความชั่ว ความมีประโยชน์และความมีโทษ ซึ่งนำไปสู่ความมีจิตอันดีงามและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่”1 ด้วย จึงจะสามารถสร้างเสริมให้มีสุขภาพด้วยวิธีสร้างเสริมสุขภาพทางปัญญาได้
แนวทางการสร้างสุขภาพดีด้วยวิธีสร้างเสริมสุขภาพทางปัญญา หรือที่ชาวตะวันตกเรียกว่า สุขภาพทางจิตวิญญาณนั้น ต้องเริ่มต้นจากการมีความตั้งใจ (intention) ที่จะทำให้ตนเองมีสุขภาพที่ดีก่อน แล้วต่อด้วยการหาหลักการปฏิบัติหรือปฏิญญาสำหรับใช้เป็นกรอบในการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน อาจกำหนดกรอบการปฏิบัติไว้ในใจหรือเขียนไว้อ่านเพื่อเตือนความจำของตัวเองให้ปฏิบัติตามทุกวัน เช่น
- 1.ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยแบ่งออกเป็นอย่างน้อย 3 ครั้งๆ ละไม่น้อยกว่า 30 นาที
- 2.ทำงานต้องไม่เกินวันละ 12 ชั่วโมง และต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- 3.งดสูบบุหรี่และงดดื่มสุรา ตลอดถึงสิ่งเสพติดและของมึนเมาทุกชนิด
- 4.คาดเข็มขัดนิรภัยหรือสวมหมวกนิรภัย ขณะขับขี่หรือโดยสารพาหนะ
- 5.ควบคุมดัชนีมวลกาย (BMI) ให้อยู่ในระดับประมาณ 18.5 – 23 kg/m2 และเส้นรอบเอวผู้ชายต้องไม่เกิน 90 ซม. (35.5 นิ้ว) และผู้หญิงต้องไม่เกิน 80 ซม. (31.5 นิ้ว)
- 6.หลีกเลี่ยงบริโภคเนื้อสัตว์ดิบ รวมถึงอาหารที่ถนอมด้วยดินประสิว อาทิปลาร้า ไส้กรอก และไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (ทรานส์) อาทิอาหารทอดที่ใช้น้ำมันพืชที่ใช้ซ้ำ ครีมเทียมบางชนิด
- 7.บริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ ให้มีผักผลไม้ไม่น้อยกว่า 400 กรัมต่อวัน ซึ่งจะได้มีสัดส่วนจากพลังงานทั้งหมดที่ได้รับ คือ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (แป้งไม่ขัดขาว ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังธัญพืช (โฮลวีต) เมล็ดพืช ธัญพืช เผือก มัน ฯลฯ) 55 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 15 เปอร์เซ็น ไขมัน 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแบ่งเป็นไขมันอิ่มตัว 7 – 10 เปอร์เซ็นต์ ไขมันไม่อิ่มตัว 13 – 20 เปอร์เซ็นต์ และถ้าหากลดการบริโภคลงได้ 500 – 1000 แคลอรี่ต่อวัน จะลดน้ำหนักได้ ½ - 1 กก. ต่อ สัปดาห์
- 8.มั่นตรวจดูปัจจัยเสี่ยงที่มีผลเสียต่อสุขภาพและพยายามลดความเสี่ยงที่แก้ไขได้ คือ อ้วน การออกกำลังกายไม่พอ หรือการมีพฤติกรรมทำลายสุขภาพ
- 9.มุ่งประโยชน์ส่วนรวม ด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติ ฝึกทำให้มีจิตใจที่ร่าเริงเบิกบาน และฝึกเป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ2
แต่ถ้าปฏิบัติตนได้ตามแนวทางนี้ ก็จะช่วยเสริมให้มีสุขภาพทางด้านร่างกายดีจิตใจมีความสุข และสุขภาพทางสังคมดี ก็จะช่วยเสริมสร้างให้มีสุขภาวะทางปัญญาดีง่ายขึ้นตามไปด้วย
สุขภาพดีด้วยวิถีสุขภาพทางปัญญา : พลังจิตสร้างเสริมสุขภาพ
คนเราเวลานี้ป่วยกันด้วยโรคที่เรียกว่า ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (metabolic syndrome) คือ กลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งพบร่วมกันได้บ่อย ความผิดปกติเกิดขึ้นได้แก่ ความผิดปกติของไขมันในเลือด ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ส่งผลให้ป่วยเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และระดับไขมันในเลือกผิดปกติกันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อป่วยด้วยโรคเหล่านี้แล้ว ก็ต้องกินยาและต้องควบคุมอาหารตลอดชีวิต ซึ่งเป็นความทุกข์ทรมานของชีวิตมากอย่างหนึ่ง แถมยังจะมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนจากยาที่กินและโรคที่เป็น คือ โรคตาบอดจากเบาหวาน โรคไตวาย โรคหัวใจขาดเลือด และโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ตามมาอีกด้วย
พลังจิตช่วยสร้างเสริมสุขภาพได้มีคนจำนวนมากในปัจจุบันที่ป่วยด้วยโรคนี้ ได้เลือกรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ หรือธรรมชาติบำบัด ที่ไม่ต้องกินยา ทำให้ชีวิตปลอดภัยจากโรคแทรกซ้อนที่น่ากลัวทุกโรค ด้วยการใช้วิธีการรักษาด้วยพลังจิตตามแนวธรรมชาติบำบัด คือ การดำเนินชีวิตตามวิถีธรรมชาติ ถ้าทำได้สำเร็จจิตใจจะมีอิสระไม่ถูกควบคุมจะมีความสุขทางกายมาก ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปจิตสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต
แต่หลายคนยังคงสงสัยว่า ธรรมชาติบำบัดรักษาโรคได้จริงหรือ สำหรับเรื่องนี้ นายแพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ยืนยันไว้ในหนังสือ ปฏิวัติชีวิต ปฏิวัติสุขภาพ3 ว่า จากประสบการณ์การบำบัดรักษาของหมอเอง หมอรักษาด้วยวิถีธรรมชาติ เพราะไม่อยากมีชีวิตอยู่แบบทุกทรมาน เพราะตัวของหมอมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง 294 มก/ดล (ค่าปกติ 70 – 110) มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง 245 มก/ดล (ค่าปกติต้องน้อยกว่า 200) มีความดันโลหิตสูง 170/110 มม.ปรอท (ค่าปกติต้องน้อยกว่า 140/90) เป็นโรคอ้วน มีน้ำหนักตัว 113.5 กก. (ค่าปกติต้องน้อยกว่า 78 กก. จากความสูงของร่างกาย 178 ซม.) มีค่าเปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดแดงในเลือด (Hct) 52-53 เปอร์เซ็นต์มาตลอด (ค่าปกติระหว่าง 35 – 45 เปอร์เซ็นต์) เมื่อมีค่าเม็ดเลือดแดงอย่างนี้ หัวใจทำงานหนักและมีขนาดโตขึ้น อาจเกิดภาวะหัวใจวายได้ และมีค่าเซลล์ตับ (SGPT) ถูกทำลายมากผิดปกติ 172 U/L (ค่าปกติระหว่าง 10 – 40 U/L) ภาวะแทรกซ้อนที่ตามมาจะเป็นโรคตาบอด ไตวาย หัวใจขาดเลือด และอัมพฤกษ์ อัมพาต
เพื่อให้หายจากโรคเหล่านี้ หมอจึงรักษาด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด หรือ รักษาด้วยวิถีสุขภาพทางปัญญา หรือตามกฏธรรมชาติ โดยเริ่มลงมือรักษาตัวเองตั้งแต่ วันที่ 26 สิงหาคม 2553 และมาตรวจร่างกายอีกครั้ง วันที่ 10 กันยายน 2553 หลังจากการใช้วิถีธรรมชาติ 15 วัน ได้เกิดสิ่งที่หมอเรียกว่า “มหัศจรรย์” เกิดขึ้นกับชีวิตของหมอ คือ ได้พบกับแสงสว่างและความหวังที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต จากผลการตรวจร่างกาย ที่ค่าผิดปกติลดลงทั้งหมด คือ ระดับไขมันในเลือดดีขึ้นอย่างชัดเจน ระดับความดันโลหิตลดลงเหลือ 130/80 มม.ปรอท น้ำหนักตัวลดลง 2 กก.จึงเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้าขึ้นใช้วิถีธรรมชาติบำบัดต่อ ซึ่งปรากฏผลว่า เมื่อปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิตได้ ก็สามารถใช้ชีวิตตามธรรมชาติได้โดยไม่ต้องฝืนใจปฏิบัติ เช่น เลิกรับประทานของอร่อยที่มีผลเสียต่อสุขภาพ เลิกทำสิ่งต่างๆ ที่เคยชอบแต่มีผลเสียต่อสุขภาพ สุขภาพจึงแข็งแรงกว่าก่อนป่วย รู้สึกว่า ชีวิตย้อนวัยได้ 20 ปี
คนไทยปัจจุบัน ป่วยด้วยโรคระดับไขมันในเลือดผิดปกติมากกว่า 20 ล้านคน จึงต้องรีบพัฒนาจิต (mind) หรือภาวะทางปัญญา (wisdom) ให้ดีขึ้น เพื่อให้ส่งผลถึงการพัฒนาทางด้านสมองและเชาว์ปัญญาที่ดีด้วย ซึ่งจะส่งผลไปที่กาย (body) อีกทีหนึ่ง เพราะกายกับจิตแยกจากกันไม่ได้ เนื่องจากการทำงานของกายได้รับคำสั่งมาจากจิต ถ้าขาดจิต กายก็จะหยุดทำงาน คือ จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว กายกับจิตจึงต้องอยู่คู่กันเสมอ เมื่อปฏิรูปจิตเพื่อปรับเปลี่ยนนิสัยเพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้ การมีสุขภาพที่ดีกว่าก็จะเกิดขึ้นได้
การปฏิรูปจิต เพื่อสุขภาพดี 7 ขั้นตอน
แต่การปฏิรูปจิตให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องใช้การเรียนรู้และรับรู้ 7 ขั้นตอน คือ
- 1.การเรียนรู้ (ใช้จิตสำนึก : conscious)
- 2.การรับรู้ (ใช้จิตสำนึก)
- 3.การรู้แจ้งเห็นจริง [insight] (ใช้จิตสำนึก)
- 4.การเกิดศรัทธา (ใช้จิตสำนึกเป็นตัวนำ และใช้จิตใต้สำนึก [sub- conscious] เป็นตัวสนับสนุน)
- 5.ลงมือปฏิบัติตามที่ศรัทธา (belief) (ใช้จิตสำนึกและจิตใต้สำนึกร่วมกัน)
- 6.ปฏิบัติซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง [continuous re-practice] (ใช้จิตใต้สำนึก เป็นตัวนำ จิตสำนึก เป็นตัวสนับสนุน)
- 7.เกิดการเปลี่ยนแปลงนิสัย (behavioral change) ตามจิตใต้สำนึก (จิตใต้สำนึกจะรับเป็นนิสัยถาวร)
จากประสบการณ์ การเรียนรู้ เราจะเรียนรู้ได้ดีภายใต้ สภาวะจิตสำนึกที่แจ่มใส มีสมาธิ เป็นกิจกรรมขั้นต้นในการเก็บข้อมูลเข้าสู่จิตสำนึก จึงต้องทำให้ จิตสำนึก มีความพร้อม คือ การมีสมาธิดี
การรับรู้ เป็นขั้นตอนต่อจากการเรียนรู้ แม้มนุษย์ทุกคนจะมีความสามารถในการรับรู้แตกต่างกัน แต่การรับรู้ก็เป็นการบันทึกข้อมูลเข้าสู่ จิตสำนึก เพื่อแยกแยะและเตรียมจัดเก็บข้อมูล
การรู้แจ้งเห็นจริง จะเกิดเมื่อ จิตสำนึก ได้รับข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบ โดยเรียบเรียงกับข้อมูลและประสบการณ์เดิม จนเกิดการประมวลผลใหม่ เกิดการเข้าใจแจ่มแจ้ง เกิดภาพใหม่ เป็นภาพในจินตาการ (imagination) ซึ่งทำงานร่วมกันกับ จิตใต้สำนึก
การเกิดความศรัทธา เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องจาก การรู้แจ้งเห็นจริงๆ จะช่วยให้เกิด ภาพจินตนาการ ถ้าข้อมูลนั้น สอดคล้องกับข้อมูลเดิมที่มีอยู่ใน จิตใต้สำนึก ก็จะเกิดการต่อยอดให้ จิตใต้สำนึก นั้นชัดเจนขึ้น ถ้าไม่ศรัทธา ภาพจินตนาการ จาก จิตสำนึก ก็จะสลายตัวไป การปฏิรูปจิตก็จะไม่สำเร็จ จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับของ จิตใต้สำนึก
ลงมือปฏิบัติตามศรัทธา ใช้โอกาสที่สามารถเรียนรู้ได้ถึงขั้น รู้แจ้งเห็นจริง ก่อนที่ ภาพในจินตนาการ จะเลือนหายไป ถ้าลงมือปฏิบัติ ภาพในจินตนาการ จะแจ่มชัดขึ้น เกิดเป็นความชำนาญ (skills) ถ้าปฏิบัติจนเห็นผลจากการปฏิบัติ ก็จะยิ่งส่งเสริมพลังศรัทธา และภาพในจินตนาการ ก็จะยิ่งแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น
ปฏิบัติซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง การปฏิบัติซ้ำๆ จะทำให้ จิตใต้สำนึก สั่งการ กาย ได้อย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องอาศัย จิตสำนึก ควบคุม บางคนทำซ้ำจนสามารถทำได้โดยไม่รู้สึกตัว เช่น การขับรถ การเคี้ยวอาหาร การถีบจักรยาน การซื้อของตามคำโฆษณาที่เห็นเป็นประจำฯ
การเกิดนิสัยใหม่ เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสำเร็จ จากการทำสิ่งใดเป็นจาจิณจะถูกปลูกฝังเป็น นิสัยถาวร ยากที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ถ้าเป็นด้านดีก็จะเป็นนิสัยดี มีประโยชน์ต่อชีวิตและสุขภาพยิ่ง
การที่เราทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี สุขภาพของเราก็จะดีไปด้วย โรคที่เป็นอยู่ก็จะหายไป โรคใหม่ก็จะไม่เกิดขึ้น สุขภาพที่เสื่อมโทรม แก่เกินวัย ก็จะกลับมามีสุขภาพที่ย้อนวัย ได้ความเป็นหนุ่มเป็นสาวคืนกลับมา และมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง
สุขภาพทางปัญญาช่วยสร้างเสริมให้มีสุขภาพดีได้อย่างไร
การใช้วิถีธรรมชาติบำบัดในปัจจุบัน หมายถึง การหวนคืนสู่ธรรมชาติ ประเทศที่ได้ชื่อว่า พัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และหลายประเทศในยุโรป ใช้เทคโนโลยีด้านการแพทย์แผนปัจจุบันจนใกล้ถึงทางตันในการรักษาโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายมนุษย์แล้ว เพราะยาที่ผลิตขึ้นมาไม่สามารถใช้ซ่อมแซมอวัยวะที่เสื่อมสภาพได้ จึงเกิดการคิดในมุมกลับ คือ เลิกเอาชนะธรรมชาติ กลับมาดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ จนเกิดผลลัพธ์ทำให้โรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายหลายโรคหายไป ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ร่างกายของมนุษย์ คือ หมอที่เก่งที่สุด ในการทำหน้าที่รักษาโรคให้กับตัวเอง เพราะธรรมชาติได้สร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาพร้อมกับสร้างการแก้ไขปัญหาให้แก่สิ่งมีชีวิตนั้นในคราวเดียวกันด้วย
ธรรมชาติ สร้างให้สิ่งมีชีวิตมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา คือ เมื่อธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมาโดยผ่านกระบวนการมีพ่อและแม่ และเมื่อมนุษย์ป่วยเป็นโรค เกิดความผิดปกติขึ้นมาในร่างกาย ธรรมชาติก็ได้สร้างวิธีการซ่อมแซมตัวเองไว้ในร่างกายของมนุษย์แล้วด้วย และร่างกายจะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้สำเร็จ ถ้าเราไม่ไปขัดขวางกระบวนการซ่อมแซมตัวเองนั้น
การสร้างเสริมสุขภาพตามกฏธรรมชาติ
ธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมาบนโลกใบนี้ ได้กำหนดหน้าที่การทำงานของอวัยวะทุกส่วนไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น ถ้าเราต้องการมีสุขภาพที่แข็งแรง คือ แก่และตายตามธรรมชาติ โดยมีอาการป่วยน้อยหรือไม่ป่วยด้วยโรคใดๆ เลย เราต้องดำเนินชีวิตตามกฏธรรมชาติเท่านั้น โดยให้ถือข้อปฏิบัติ 10 ข้อ โดยแบ่งเป็น ข้อห้ามปฏิบัติ 5 ข้อ และข้อต้องปฏิบัติ 5 ข้อ หมอบุญชัยเชื่อว่า ใครก็ตามที่ปฏิบัติได้จะมีสุขภาพแช็งแรง ปราศจากโรคต่างๆ ได้อย่างแน่น่อน ตามข้อปฏิบัติ คือ
1. ข้อห้ามปฏิบัติ 5 ข้อ ประกอบด้วย
1) ห้ามจินตาการเชิงลบ
2) ห้ามอ้วน
3) ห้ามรับประทานน้ำตาล
4) ห้ามรับประทานไขมันทรานส์ (trans fat) หรือไขมันไม่อิ่มตัว (กลุ่มอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่ใช้เป็นน้ำมันทอดไก่มันฝรั่งโดนัท หรือการนำมาใช้ทำเบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว ครีมเทียม และวิปปิ้งครีม เป็นต้น)
5) ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และต้องปฏิบัติตามดังต่อไปนี้
2. ข้อต้องปฏิบัติ 5 ข้อ ประกอบด้วย
1) ต้องรับประทานพืช ผักและผลไม้สด ที่ไม่หวานจัดก่อนอาหารชนิดอื่น 50 เปอร์เว็นต์ ทุกมื้อ
2) ต้องรับประทานข้าวที่ไม่ขัดขาว และให้ลดจำนวนลงเมื่อมีอายุมากขึ้น
3) ต้องออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที
4) ต้องนอนหลับสนิทอย่างน้อยวันละ 4 ชั่วโมง
5) ต้องจินตนาการเชิงบวก
การงดเว้นข้อห้ามปฏิบัติ 5 ข้อ และการปฏิบัติตามข้อต้องปฏิบัติ 5 ข้อ ช่วยให้มีสุขภาพดีได้จริงหรือไม่
หมอบุญชัย กล่าวว่า ข้อปฏิบัติทั้ง 10 ข้อ เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตที่เราคุ้นเคย แต่เรามองไม่เห็นโทษหรือประโยชน์จากการปฏิบัติ ถ้าเรามองเห็นโทษและประโยชน์จาก ภาพจินตนาการ ที่เข้าสู่จิตใต้สำนึกของเรา ก็จะช่วยให้เราปฏิรูปจิตได้ เมื่อปฏิรูปจิตได้ เราก็จะปฏิบัติตามจนเกิดการปฏิรูปกาย ผลที่จะเกิดจากการปฏิรูปก็คือ เราปฏิรูปการดำเนินชีวิตได้สำเร็จ การดำเนินชีวิตใหม่นั้นได้สำเร็จ จะช่วยบำบัดโรค ป้องกันโรค สุขภาพก็จะย้อนวัย แก่และมีอายุขัยยืนยาวขึ้น คือ ตายตามธรรมชาติตามอายุขัย 120 ปี3
_________________
เอกสารอ้างอิง
- 1.พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ หน้า 1
- 2.คู่มือบันทึกสุขภาพดี เพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หน้า 5
- 3.นายแพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ . ปฏิวัติชีวิต...ปฏิวัติสุขภาพ . สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี . กรุงเทพฯ . 2555