ครั้งเมื่อแคว้นมคธเป็นศึกกับชาวง้วยสี พระเจ้ากนิษกะมหาราช (หรือพระเจ้ากนิษกะที่2 อันเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์กุษาณ เป็นผู้อุปถัมภ์การสังคายนาพระธรรมวินัยศาสนาพุทธของนิกายสรวาสติวาท)แห่งง่วยสียกทัพมาล้อมกรุงปาฏลีบุตร ทางปาฏลีบุตรเห็นว่าสู้ไม่ได้จึงขอเจรจา

พระเจ้ากนิษกมหาราชตรัสว่าให้จ่ายค่าชดเชยเป็นทอง 3 โกฏิ แต่ทางปาฏลีบุตรไม่สามารถหามาได้ พระองค์จึงให้เปลี่ยนเป็นของมีค่าภายในแคว้นแทน นั่นคือ บาตรของพระพุทธองค์ 1 และพระอัศวโฆษอีก 1 ซึ่งทางปาฏลีบุตรจำต้องยอมมอบให้ไป

เมื่อพระเจ้ากษิกมหาราชอัญเชิญพระพุทธบาตรและพระอัศวโฆษมาสู่พระนคร เหล่าอำมาตย์ ข้าราชบริพาร พากันโจษจรรย์ว่า เพียงพระแค่องค์เดียว ไฉนจึงมีค่ามากมายนัก

พระองค์จึงรับสั่งให้งดอาหารม้า 7 ตัวอยู่ 6 วัน

แล้วโปรดให้พระสงฆ์ เสนาอำมาตย์ และเหล่าทวยราษฎร์มาประชุมพร้อมพรั่ง อีกม้าทั้ง 7 ก็โปรดให้นำมาอยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย

แล้วทรงอาราธนาพระอัศวโฆษให้แสดงธรรม

พระอัศโฆษแสดงธรรมได้อย่างไพเราะน่าฟัง จากนั้นทรงสั่งมหาดเล็กให้นำม้าทั้ง 7 ไปกินหญ้า แต่ม้าหายอมไปไม่ กลับยืนสงบฟังธรรมจนน้ำตาไหล

กิตติศัพท์ของพระอัศวโฆษจึงกำจายไปทั่ว ด้วยแสดงธรรมได้เสนาะจนสัตว์ชั้นต่ำเช่นม้ายังยอมสงบซาบซึ้ง ท่านจึงได้ฉายาอัศวโฆษตั้งแต่นั้นมา

สำหรับประวัติพระอัศวโฆษ ท่านเกิดในวรรณะพราหมณ์ประมาณพุทธศตวรรษที่ 6 ณ เมืองสาเกตุ (หรืออโยธยาปัจจุบัน) แคว้นโกศล ปรากฏแต่นามมารดาว่า สุวรรณเกษี เมื่อเติบใหญ่ได้ศึกษาคัมภีร์ของพราหมณ์จนแตกฉาน ท่านท่องเที่ยวโต้วาทีไปในแคว้นมคธและอินเดียตอนกลาง เพื่อให้ภิกษุสงฆ์ได้รู้จักหลักธรรมในศาสนาพราหมณ์ และได้ตระหนักว่าศาสนาใดจะมีหลักธรรมล้ำลึกกว่ากัน

วันหนึ่ง พระปารศเถระ จาริกมาจากอินเดียตอนเหนือสู่แคว้นมคธ เมื่อทราบเรื่องราว ท่านจึงประกาศขอโต้วาทีกับพระอัศโฆษ ด้านพระอัศโฆษถือว่าตนมีความรู้ดีจึงรับคำ และท้าทายว่า หากตนปราชัยจะยอมให้ตัดลิ้น

เมื่อเปิดอภิปราย พระอัศโฆษเป็นฝ่ายปราชัย แต่พระปารศวเถระไม่มีประสงค์จะให้ทำร้าย จึงให้ไถ่โทษด้วยการบวชในพระพุทธศาสนา

เมื่อบวชแล้ว พระอัศวโฆษได้ศึกษาพระธรรมจนแตกฉาน อีกท่านเทศนาได้ไพเราะ จับใจผู้ฟังทั่วทั้งอินเดีย จนเป็นที่เลื่องลือกระทั่ง เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ดังไปเข้าพระกรรณพระกนิษกะมหาราชนั้นเอง

ท่านได้รจนางานอันทรงคุณค่าอันเป็นมหากาพย์ของท่านมีอยู่ 2 เรื่อง คือ พุทธจริต อันพรรณนาพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม จนถึงทรงดับขันธ์ปรินิพพานอันมีจำนวนทั้งหมดถึง 2,110 โศลก หากคงดำรงในโลกเพียง 1,011 โศลกเท่านั้น

และมหากาพย์ เสานทรนันทะ อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระนันทะพระอนุชาร่วมบิดากับพระพุทธองค์

อีกท่านยังรจนา สูตราลังการ อันต้นฉบับภาษาสันสฤตได้สูญหาย คงเหลือไว้แต่ฉบับคำแปลโดยท่านกุมารชีพ (ราวพุทธศตวรรษที่ 9 ในนครปาฏลีบุตร)

และท่านได้แต่งฉันท์บรรยายประกอบพระสูตรอีกหลายพระสูตร

ปัจจุบัน มีงานหลายชิ้นที่เป็นที่กังขา ว่าเป็นงานที่ท่านรจนาขึ้นเอง หรือชาวพุทธสมัยหลังแต่งแต่ไพล่ไปใช้ชื่อท่าน

ตำนานจีนเล่าว่า ท่านลาเพศจากสมณะมาเป็นอุบาสกอยู่ระยะหนึ่ง เพื่อแต่งดนตรีประกอบการขับฉันท์ในบทละครร้องเรื่อง รัฐปาละ จึงจัดได้ว่า ท่านเป็นประธานการประกาศพระศาสนาด้วยวิธีธรรมสังคีตะ ซึ่งประชาชนให้ความนิยมเป็นอย่างมาก

ข้าพเจ้าอยากสันนิษฐานว่า ดนตรีในลัทธิทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะดนตรีในศาสนพิธีฝ่ายลัทธิมหายาน คงได้เค้ามาจากท่านอัศวโฆษบ้าง เสถียร โพธินันทะ ได้กล่าวสรุปไว้ดังนี้

................................................................................................................

อ้างอิงเรื่อง

เสถียร โพธินันทะ ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา สร้างสรรค์บุ๊ค217 ซอยสุขุมวิท 20 คลองเตย กรุงเทพ พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2544

สุชาติ หงษา ดร. ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา สำนักพิมพ์ศยาม 117-119 ถนนเฟื่องนคร กรุงเทพ

อ้างอิงรูป

จักรพันธุ์ โปษยกฤต หุ่นวังหน้า โรงพิมพ์กรุงทพ (1984) โทรศัพท์ 02-642-7283