ค้นหาคำตอบที่สวนโมกข์

ค้นหาคำตอบที่สวนโมกข์

“สวนโมกข์” สำหรับดิฉันนั้นรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ดี อาจเนื่องจากตั้งแต่ในวัยเด็กที่ได้มีโอกาสแวะไปเที่ยวชมสถานที่ของสวนโมกข์อยู่บ่อยครั้ง เมื่ออยู่ในวัยศึกษาก็ยังได้มีโอกาสไปสวนโมกข์เนื่องจากการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาต่าง  ๆ ตามที่สถานศึกษาจัดขึ้น และเมื่อถึงวัยทำงานก็ยังได้ไปสวนโมกข์อย่างสม่ำเสมอเนื่องจากต้องทำหน้าที่เป็นเจ้าของบ้าน  นำแขกผู้มาเยือนจากต่างถิ่นไปเที่ยวชมสวนโมกข์ที่มีชื่อเสียงไปไกล และแน่นอนว่าแขกผู้มาเยือนจากต่างถิ่นของดิฉันส่วนใหญ่ก็ยินดีกับการได้มีโอกาสมาเยือนสวนโมกข์แห่งนี้   

ดังนั้น  ในฐานะที่เป็นคนจังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยกำเนิด  จึงอาจกล่าวว่าดิฉันก็เป็นผู้หนึ่งที่รู้จักสวนโมกข์ดีในด้านของการรู้จักกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสวนโมกข์   รู้จักเส้นทางที่จะไปสวนโมกข์  และรู้จักอาคารสถานที่ สำคัญ ๆ ที่อยู่ในสวนโมกข์   

แต่ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนนิกชนโดยกำเนิดแล้ว  อาจกล่าวได้ว่าดิฉันยังรู้จักสวนโมกข์น้อยมาก…ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นน่ะหรือ ?   ก็เพราะว่า สวนโมกข์ในแง่มุมที่ดิฉันรู้จักนั้น  เป็นเพียงแค่ในด้านวัตถุซึ่งเป็นเพียงแค่เปลือกภายนอกเท่านั้น  แต่ในส่วนของ  “หลักธรรมและคำสอนทางพระพุทธศาสนา”  ซึ่งเป็นส่วนที่ซ่อนอยู่ลึกหรือแก่นของสวนโมกข์แห่งนี้ที่ดิฉันยังแทบจะไม่รู้จักเสียเลย

ดิฉันจึงคิดไว้ว่าถ้ามีโอกาสจะต้องไปสวนโมกข์อีกให้ได้   ซึ่งการไปสวนโมกข์ในครั้งนี้  ไม่ใช่ไปเพื่อเดินเที่ยวชมสถานที่  เหมือนอย่างที่ผ่านมา  แต่ไปเพื่อ     

1. ต้องการค้นหาคำตอบว่าสวนโมกข์มีอะไรดีหรือ ?  ทำไมผู้คนจากต่างทิศ ต่างถิ่น  ต่างภาษาวัฒนธรรม  ถึงได้นิยมมาเยือนสถานที่แห่งนี้กัน  แล้วพวกเขามาทำอะไรกัน

2. ต้องการไปศึกษาความเป็นอยู่ของผู้ปฏิบัติธรรมในสวนโมกข์ความเป็นอยู่แต่ละวันของพวกเขาเป็นอยู่อย่างไรกัน   และวิถีแห่งการศึกษาธรรมะที่สวนโมกข์  เผื่อว่าจะทำให้ดิฉันได้มีโอกาสสัมผัสกับหลักธรรมและคำสอนทางพระพุทธศาสนาบ้างแม้แต่น้อยก็ยังดี

3. ต้องการไปชำระใจที่รู้สึกเหมือนว่าขุ่นมัว หรือมัวหมองไปบ้าง ให้กลับมาผ่องแผ้วและมีพลังใจที่สมบูรณ์อีกครั้ง

เมื่อมีโอกาสมาถึงคือในช่วงวันหยุดปีใหม่ปีนี้ดิฉันพร้อมเพื่อนอีกสองคน  จึงออกเดินทางไปสู่สวนโมกข์  โดยมีกำหนดเวลาที่ไปอยู่ในครั้งนี้เป็นระยะเวลา  4  คืน 3 วัน ตั้งแต่เย็นวันที่ 30 ธันวาคม 2552 - เช้าวันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม 2553    และการไปสวนโมกข์ในครั้งนี้ไม่ใช่ไปเพื่อปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด  แต่ไปเพื่อหาคำตอบที่ตั้งไว้แล้วในข้างต้น   ดังนั้น ความเป็นอยู่  หรือการปฏิบัติกิจวัตรต่าง ๆในช่วงเวลาดังกล่าว จึงไม่ได้เป็นไปโดยเคร่งครัดเหมือนผู้ถือศีล หรือผู้ที่เดินทางไปปฏิบัติธรรมท่านอื่น ๆและดิฉันจะดำเนินชีวิตอย่างไรในสวนโมกข์ ลองไปอ่านกันดูค่ะ

การต้อนรับผู้มาเยือนที่สวนโมกข์

เมื่อก้าวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่ทางเข้าสวนโมกข์  เดินขึ้นไปอีกประมาณ 20 เมตร   จะพบกับจุดประชาสัมพันธ์ บริเวณนี้ จะเห็นมีเก้าอี้ม้าหินอ่อนวางซ้อนกันอยู่หลายแถว  ที่เตรียมพร้อมไว้สำหรับจะต้อนรับผู้มาเยือน  เมื่อรายงานตัวและแจ้งความประสงค์ต่อวัดว่าจะมาขอพักอาศัยอยู่ในสวนโมกข์ สัก 3-4 วัน  ซึ่งในวันนั้นก็มีอุบาสิกาท่านหนึ่งที่มีหน้าที่ดูแลต้อนรับพวกเราและคนอื่น ๆ  หลังจากที่เราได้แจ้งวัตถุประสงค์ของการมาสวนโมกข์ ให้ท่านทราบเรียบร้อย  ก็ได้ให้มีการบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้าพักไว้ในสมุดที่เตรียมไว้   และไม่นานก็แจ้งให้เราทราบว่าจะสามารถไปพักที่เรือนไหนได้บ้าง วันนี้คณะของดิฉันให้สามารถไปพักที่เรือนพัก   “อุไรวรรณ”   

เรือนพัก “อุไรวรรณ”  เป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างเป็นอาคารก่อปูน ชั้นบนเป็นไม้เรือนไม้ ดิฉันเลือกที่จะพักที่ชั้นล่าง  เมื่อก้าวสู่ประตูห้องพบกับแม่ชีสองท่านซึ่งมาอาศัยอยู่ก่อนหลายวันแล้ว  และยังมีผู้ที่ตั้งใจจะมาปฏิบัติธรรมในช่วงปีใหม่   ที่มาถึงก่อนเราบ้าง มาถึงพร้อม ๆ กันบ้าง รวมแล้วน่าจะซัก 5-6 คน   ส่วนแม่ชีนั้นเมื่อเห็นมีสมาชิกใหม่เข้ามาหลายคนก็ได้กรุณาจัดหาและหยิบยื่น เสื่อ หมอน มุ้ง ผ้าห่มที่มีอยู่ประจำห้องให้เราได้จัดเตรียมที่หลับที่นอนอย่างกุลีกุจอและมีรอยยิ้มตลอดเวลา 

ที่พักที่สวนโมกข์จัดไว้สำหรับผู้ที่จะมาอาศัย เป็นไปด้วยความเรียบง่าย คือ  นอนบนพื้นไม้ที่ยกสูงขึ้นจากพื้นประมาณ   1 เมตร เป็นห้องพักรวมของอุบาสิกา   อุปกรณ์ที่ได้รับให้มาจัดเตรียมที่หลับที่นอนไม่ว่าจะเป็น  มุ้ง ผ้าห่มที่ได้รับการทำความสะอาดยังมีกลิ่นหอมติดอยู่  พื้นไม้ที่จะรองกายเรานอนในคืนนี้   แม้จะดูเก่าไปตามสภาพของกาลเวลา ประกอบกับมีรอยผุที่ปลวกกัดกินไปบ้าง แต่ก็มีความสะอาดเป็นอย่างดี เมื่อจัดเตรียมที่หลับที่นอนเสร็จ   จึงออกมาเดินสำรวจห้องน้ำ ที่อาบน้ำ ซึ่งเป็นอาคารแยกออกมาก็อยู่ใกล้ ๆ กันแต่ที่น่าประทับใจก็คือ สถานที่ต่าง ๆ ภายในสวนโมกข์จะเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายและสะอาดสะอ้าน 

วันแรกที่ไปถึงสวนโมกข์  ก็ได้เริ่มไปสวดมนต์ทำวัตรเย็นพร้อมกับอุบาสิกาอื่น ๆ แล้วไปที่บริเวณลานหินโค้งซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจของสวนโมกข์แห่งนี้  เพื่อร่วมทำวัตรเย็นพร้อมพระสงฆ์อีกครั้ง และจากนั้นได้ฟังเทปบรรยายธรรมของท่านพุทธทาส  หรือนั่งสมาธิอยู่ที่บริเวณ จนถึงประมาณ 4 ทุ่ม  ก็แยกย้ายกันเข้าห้องพัก คืนแรกยังรู้สึกว่าไม่คุ้นเคยสถานที่และความเป็นอยู่กับที่นี่   จึงทำให้พวกเราอาจจะหลับช้าไปกว่าปกติเล็กน้อย 

หนึ่งวันที่สวนโมกข์ เรามีกิจวัตรอะไรบ้าง

กิจวัตรประจำวันที่นี่ จะเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณตี 4 ครึ่ง – 4 ทุ่ม แล้วเราจะมีความเป็นอยู่อย่างไรในสวนโมกข์แห่งนี้  นำมาเล่าโดยคร่าว ๆ  ดังนี้

ประมาณตี 4 ครึ่ง   จะได้ยินเสียงระฆัง ซึ่งเป็นเสียงสัญญาณที่รู้กันว่า เป็นเวลาทำวัตรสวดมนต์เช้า ก่อนมาสวนโมกข์  การจะตื่นขึ้นมาทำวัตรเช้านั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่ดิฉันตั้งใจว่าจะต้องตื่นขึ้นมาและปฏิบัติสิ่งนี้ให้ได้ แต่เมื่อมาถึงแล้วไม่สามารถตื่นขึ้นไปสวดมนต์ทำวัตรเช้าได้ นั่นเพียงเพราะว่าความพยายามยังน้อยไป  โดยยังมีข้ออ้างว่าก็เพราะอากาศมันหนาวมาก   หรือเพราะกลางคืนเรานอนไม่ค่อยหลับ   หรือก็ลองให้เป็นนอนดึกดูซิถึงไหนถึงกัน  หรืออะไรก็ตาม  ดิฉันจึงตื่นตอน 6 โมงเช้าเลยทีเดียว

ช่วง 6.00 น.  หลังจากที่สวดมนต์ทำวัตรเช้าเสร็จ  ทุกคนก็ร่วมมือกันทำความสะอาดสถานที่ ปัด กวาด เช็ด  ถู สถานที่ต่าง ๆ ตามความถนัดของตน  ทั้งนี้  เพื่อให้สวนโมกข์ ดูสะอาด และพร้อมที่จะรับแขกผู้มาเยือนในวันใหม่

ช่วง 7.00 น.  ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่ประสงค์จะรับประทานอาหารในโรงครัว จะต้องไปพร้อมกันที่โรงครัว เพื่อไปรับประทานอาหารมื้อเช้า  ผู้ที่มาอยู่ปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์จึงต้องมีหน้าที่มาแจ้งความประสงค์ในสมุดบันทึก  ว่าต้องการรับประทานอาหารที่โรงครัวนี้กี่วัน (โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่หากเราจะทำบุญกับวัดก็ไปถวายเงินทำบุญได้ที่จุดประชาสัมพันธ์ตามที่ศรัทธา)  ที่โรงครัวแห่งนี้จะมีแม่ครัวประจำที่มีหน้าที่ทำอาหารให้เพียงพอกับผู้ที่มาพักอาศัยที่ได้แจ้งความประสงค์ไว้  ถ้าผู้ใดเข้าไปรับประทานโดยไม่ได้แจ้งก็จะมีอาหารรับประทานเหมือนกัน แต่อาจจะช้าไปบ้าง แต่ที่สำคัญต้องเกรงใจแม่ครัว  เพราะต้องจัดหุงหาเพิ่มให้เท่านั้นเอง 

 การรับประทานอาหารที่โรงครัว มีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัด  เช่น  แต่ละคนต้องหยิบเก้าอี้ และ รินน้ำมา 1 แก้วสำหรับตัวเอง   จากนั้นต้องช่วยกันหยิบยก  จัดเตรียมอาหารจากในครัว ที่ปรุงอาหาร  มาตั้งที่โต๊ะกลาง  การเข้าแถวตักอาหารต้องให้แม่ชีอาวุโสเป็นผู้ตักอาหารก่อน  แล้วถึงจะเป็นลำดับของอุบาสก อุบาสิกาทั่วไป   ระหว่างที่ตักอาหารหรือรับประทานอาหารต้องอยู่ในกริยาที่สำรวมไม่คุยหรือหยอกล้อกัน  เมื่อตักอาหารเสร็จแล้วมานั่งประจำที่  ทุกคนต้องรอให้สมาชิกคนสุดท้ายของแถวตักอาหารเดินมาที่นั่งของเขา  ห้ามรับประทานก่อนเด็ดขาด  เพราะ ก่อนรับประทานอาหารต้องสงบเงียบ  และสวดมนต์พร้อมกันให้เสร็จก่อนจึงจะเริ่มรับประทานได้

ที่โรงอาหารนี้ จะแยกโซนที่นั่งระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย จะไม่นั่งรวมกัน แม้จะเป็นสามี ภรรยา มาด้วยกันก็ต้องแยกกันนั่ง  หลังรับประทานเสร็จทุกคนต้องล้างภาชนะของตนเอง  ส่วนภาชนะของส่วนรวมนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจผู้ใดจะช่วยล้างก็ตามศรัทธา  และกลุ่มพวกเราก็ได้มีโอกาสเก็บภาชนะส่วนรวมล้าง เช็ดโต๊ะ อยู่หลายมื้อเช่นกัน 

ที่โรงครัวสวนโมกข์  มีสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ ขยะจำพวกถุงพลาสติก  จะต้องล้างให้สะอาดนำไปผึ่งให้แห้งก่อนจะเก็บไปเผาในเตาเผาขยะ   ห้าม  นำไปทิ้งรวมกับพวกขยะเศษอาหารที่สามารถย่อยสลายได้เด็ดขาด ย้ำว่า เด็ดขาดค่ะ  ซึ่งจากที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสความเป็นอยู่ที่นี่มาจึงขอแนะนำว่า  ผู้ที่เข้าไปในสวนโมกข์   อย่านำขยะพลาสติกเข้าไปเลย หรือถ้าจำเป็นต้องเอาเข้าไปขอให้นำกลับออกไปกับท่านด้วย หากสังเกตดี ๆ   จะเห็นว่าในสวนโมกข์แห่งนี้ ไม่มีถังขยะไว้เลย   ด้วยเหตุผลที่ได้รับฟังมาของการไม่มีถังขยะไว้  เนื่องจากไม่ต้องการให้มีการทิ้งขยะไว้ในสวนโมกข์  แต่ผู้คนส่วนใหญ่ที่ไม่ทราบ หรือไม่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมก็จะทิ้งขยะไว้เกลื่อนกลาดทั่วไป  การปฏิบัติเช่นนั้น นอกจากจะสร้างมลภาวะให้กับสถานที่แล้ว ยังเป็นภาระให้กับคนที่คอยเก็บกวาดอยู่ข้างหลัง หรือดีไม่ดีผู้ที่มาคอยเก็บกวาดขยะที่ท่านทั้งหลายทิ้งไว้ อาจเป็นพระ หรือชี หรือผู้ปฏิบัติธรรมก็ได้ จึงอาจไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่ 

จึงขอย้ำว่า  การเข้าไปในสวนโมกข์ท่านอาจทิ้งความทุกข์ ความเศร้าหมองเอาไว้ได้ แต่อย่าทิ้งขยะไว้กรุณานำออกไปพร้อมกับท่านเสียด้วย

ช่วง 8 .00   – 10.30 น.  จะเป็นเวลาของการมาปฏิบัติศาสนกิจของบุคคลทั่วไป  พระสงฆ์มาอยู่กันโดยพร้อมกันอาจเป็นที่ลานหินโค้ง  หรือที่โรงฉัน  เพื่อให้ผู้คนมาร่วมกัน ทำบุญตักบาตร รับศีล สวดมนต์ ฟังเทศน์  และพระสงฆ์ฉันอาหารที่พุทธศาสนิกชนนำมาทำบุญกัน ในระหว่างที่พระสงฆ์กำลังฉันอาหารอยู่นั้น  แม่ชีก็จะเป็นผู้นำให้ผู้พุทธศาสนิกชนทั่วไปทำวัตรเช้า ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 40 นาที ซึ่งก็เป็นเวลาที่พระสงฆ์ฉันอาหารเสร็จพอดี จากนั้นก็เป็นพิธีสงฆ์อีกเล็กน้อยก็เป็นอันเสร็จพิธีในช่วงเช้าของแต่ละวัน

ในทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2553  ในช่วงเช้าประมาณ 8 โมงเป็นต้นไป สวนโมกข์ ยังมีกิจกรรมตักบาตรสาธิต ก็เพื่อให้ผู้คนได้มีโอกาสมาร่วมกัน ทำบุญตักบาตร รับศีล สวดมนต์ ฟังเทศน์  ที่บริเวณลานหินโค้ง  พุทธศาสนิกชนผู้ที่สนใจจึงสามารถไปร่วมทำบุญตักบาตรกันได้ ทุกวันเสาร์ ตลอดระยะเวลา 9 เดือน ส่วนที่เหลืออีก   3  เดือนนั้นต้องงดกิจกรรมนี้ไปเนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน

หรือหากมีความประสงค์จะเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารให้แก่พระสงฆ์  ก็สามารถไปแจ้งความประสงค์ที่ โรงครัวซึ่ง การเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์นี้  จะทำโดยนำอาหารที่ปรุงมาเอง หรือจะมอบเป็นเงินแล้วให้แม่ครัวไปซื้อของสดมาปรุงอาหารถวายพระก็ได้ ตามที่เราสะดวก

ช่วง 11.00 น  ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่ประสงค์จะรับประทานอาหารในโรงครัว จะต้องไปพร้อมกันที่โรงครัวเพื่อรับประทานมื้อสุดท้ายของวัน เพราะที่นี่จะจัดอาหารให้เพียงวันละ 2 มื้อเท่านั้น  ส่วนมื้อเย็นผู้ที่ไม่ได้ถือศีล  ก็สามารถออกไปหาซื้ออาหารรับประทานได้จากร้านอาหารภายนอกสวนโมกข์

ช่วง 12.00 – 13.00 น.  ปฏิบัติภารกิจส่วนตัว หรือพักผ่อนตามอัธยาศัย

ช่วง 13 .00 -14.30 น.   เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่จะมีผู้คนทั้งหลายจะมานั่งกันโดยพร้อมเพรียง บริเวณลานหินโค้งอีกครั้ง  เพื่อรับฟังเทปบรรยายธรรมของท่านพุทธทาส  ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์สำหรับดิฉัน คือ  เทปบรรยายธรรมของท่านพุทธทาสนั้น แม้จะได้บันทึกไว้นานนับ 10 ปีแล้วก็ตาม  แต่ทุกครั้งที่นั่งฟังคำเทศน์ ลองหลับตานั่งฟังไป  จะรู้สึกเหมือนว่าท่านมานั่งเทศน์อยู่บนธรรมมาสข้างหน้าที่เรานั่งจริง ๆ อีกประการหนึ่ง คำสอนของท่านพุทธทาสแม้จะผ่านเวลามานานแต่ทุกครั้งที่ฟังยังเป็นคำพูดที่ทันสมัยอยู่ ไม่ได้ฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องราวของ 10 ปีที่แล้วเลย

“ลานหินโค้ง”   ที่กล่าวถึงนี้  เป็นลานโล่งกว้าง ไม่มีผนัง ไม่มีหลังคา  เป็นลานโล่งที่ปูพื้นทราย   มีต้นไม้ใหญ่ที่เป็นหลังคาให้ร่มเงากับผู้ที่มานั่งปฏิบัติศาสนกิจ   ส่วนที่นั่งสำหรับพระสงฆ์นั้น  ได้ยกสูงขึ้นจากพื้นและก่อด้วยหินเป็นรูปครึ่งวงกลม ที่นั่งก็เป็นพื้นทราย  จึงอาจเป็นที่มาที่ได้เรียกกันว่า “ลานหินโค้ง” นั่นเอง   เราจะเลือกนั่งตรงไหนก็ไปหยิบเสื่อที่มีไว้ให้บริการมาคลี่ปูนั่ง เสร็จพิธีก็แค่ม้วนเสื้อเก็บเข้าที่เช่นเดิม  การนั่งในบริเวณลานหินโค้งแห่งนี้ ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับบรรยากาศธรรมชาติมากทีเดียว

ช่วง   14.30 – 16.30 น. เป็นช่วงเวลาที่ว่าง ดิฉันและเพื่อนจึงพากันไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด ห้องสมุดแห่งนี้มีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพุทธธรรม หลักธรรมคำสอน และหนังสือต่าง ๆ ที่เป็นของท่านพุทธทาสให้เราเลือกอ่านได้มากมาย ในห้องสมุดมีที่นั่งมากเพียงพอที่จะรองรับผู้สนใจ  ซึ่งการเข้าไปในห้องสมุดแห่งนี้ควรอยู่ในอาการสำรวม เพราะบางครั้ง อาจมีพระสงฆ์ ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในสวนโมกข์แวะเวียนเข้ามาหยิบยืมหนังสือ หรือนั่งอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา เมื่อไปถึงสวนโมกข์

เมื่อไปถึงห้องสมุดแห่งนี้ หากยังไม่รู้จะเริ่มต้นกับหนังสือเล่มไหน  มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ดิฉันขอแนะนำให้หยิบอ่าน คือ หนังสือ “คู่มือมนุษย์”  ซึ่งพอจะกล่าวได้ว่าหนังสือคู่มือมนุษย์นี้ ท่านพุทธทาสได้อธิบายหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา มาเป็นภาษาง่าย ๆ  ให้เราศึกษาในเบื้องต้นก่อนที่จะไปศึกษาเรื่องอื่น ๆให้ละเอียดลงไป

 และในบางวันในช่วงเวลาดังกล่าว  พวกเราก็ยังได้ไปศึกษาคำสอนของท่านพุทธทาสที่บรรจุไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ในโรงมหรสพทางวิญญาณ มีภาพคำสอนต่าง ๆ ไว้ให้ได้อ่าน ทำความเข้าใจ และศึกษาได้ จนรู้สึกว่าเวลา2 ชั่วโมงนั้น  น้อยลงไปทีเดียว

ก่อนถึง 17.00 น. เราต้องกลับมาปฏิบัติภารกิจส่วนตัวให้เรียบร้อย  เช่น อาบน้ำให้สะอาด เรียบร้อยก่อนที่จะไปปฏิบัติศาสนพิธีต่างๆ ในช่วงเย็น เพราะกว่าเราจะเสร็จพิธีนั้นก็ ประมาณ 22.00 น. ซึ่งพอถึงเวลานั้น สวนโมกข์จะดับไฟฟ้า และอีกอย่างอากาศค่อนข้างหนาว จึงควรจัดการอาบน้ำ และจัดเตรียมที่หลับที่นอนไว้ให้เรียบร้อยเสียก่อน

ช่วงเวลา 17.00 – 22.00 น.  ช่วงเย็นก็จะเป็นช่วงเวลาของการทำวัตรเย็น โดยจะแบ่งเป็น 2  ครั้ง  คือ กลุ่มของแม่ชี  และอุบาสิกาจะเริ่มต้นที่ 17.00 – 18.00 น.  ซึ่งจะปฏิบัติกิจกรรมดังกล่าวในอาคาร หลังเล็กใกล้ ๆ กับลานหินโค้งนั่นเอง    

ในเวลา 18.30 น. ก็จะเป็นเวลาของการทำวัตรเย็นของพระสงฆ์ และผู้สนใจทั่วไป การสวดมนต์ทำวัตรนั้น จะมีหนังสือคู่มืออยู่ 2 เล่ม  หากเราไม่มีเป็นของส่วนตัวที่สวนโมกข์ก็มีไว้ให้บริการยืมใช้ได้         

ในเวลา 19.-30 น. – 22.00 น. ก็จะเป็นการฟังเทปบรรยายธรรมะของท่านพุทธทาสอีก 1 รอบ  โดยผู้ที่นั่งฟังส่วนใหญ่ก็จะนั่งสมาธิขณะรับฟังเทปบรรยายธรรม  ในขณะที่นั่งสมาธิ หรือนั่งรับฟังเทปบรรยายในช่วงค่ำนี้  สวนโมกข์จะดับไฟที่บริเวณลานหินโค้ง บรรยากาศ  จึงดูสงบเงียบและศักดิ์สิทธิ์  แต่อาจมีพวกยุง หรือแมลงรบกวน บางคนจึงได้จุดธูปให้มีควันไว้ไล่ยุง หรือเราอาจทายากันยุงไว้เพื่อให้เราสามารถนั่งได้อย่างสงบ ไม่มีการรบกวนของยุงและแมลงต่าง ๆ อีกประการ เนื่องจากอากาศที่นี่ค่อนข้างหนาวและมีความชื้น จึงควรเตรียมผ้าพันคอหรือเสื้อกันหนาวใส่ไว้ ไม่อย่างนั้นอาจทำให้ไม่สบายได้เหมือนกัน และควรนำไฟฉายติดตัวไว้เพื่อให้สามารถส่องทางเดินขณะกลับไปที่พักได้อย่างปลอดภัย

ช่วงเวลา 22.00 น. เป็นต้นไป ก็เสร็จกิจกรรมในช่วงค่ำ เดินทางกลับเข้าที่พักผ่อนนอนหลับ

ที่กล่าวมานี้ เป็นกิจกรรมคร่าว ๆ ในแต่ละวันที่จะเกิดขึ้นเมื่อเรามาอยู่ในสวนโมกข์ แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเราเอง ที่นี่ไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ว่าทุกคนจะต้องปฏิบัติตามที่กำหนด   ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคน 

ท่านทราบหรือไม่ ที่สวนโมกข์ก็มี Count Down 2010

กิจกรรมส่งท้ายปีเก่า 2552 ต้อนรับปีใหม่ 2553 ปีนี้ดิฉันและเพื่อน ๆ เราได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองต้อนรับปีใหม่อยู่ที่บริเวณลานหินโค้ง ของสวนโมกข์แห่งนี้  ซึ่งกิจกรรมอย่างนี้ได้เกิดขึ้นที่นี่  ปีนี้เป็นปีแรก และจะมีอย่างต่อเนื่องในปีต่อไป

วันที่ 31 ธันวาคม 2552  ในช่วงเวลา 18.30-24.00  ได้ทำวัตรเย็นและฟังเทปบรรยายธรรมของท่านพุทธทาส ได้มีโอกาสรับฟังเทปบรรยายธรรมที่ท่านได้บรรยายธรรมในเรื่องของ “เวลา” ต่อจากนั้นสวนโมกข์ได้จัดให้มีกิจกรรมของการอวยพรปีใหม่ แบ่งปัน และให้ข้อคิดดี ๆ โดยผู้อาวุโสหรือสหายธรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับสวนโมกข์   ต่อด้วย “การนั่งสมาธิ   ข้ามปี”   ซึ่งเป็นบรรยากาศดังกล่าว สร้างความตื่นเต้นให้กับพวกเราเป็นอย่างยิ่ง  ที่ได้มีโอกาสที่จะทำสิ่งดี ๆ อย่างนี้

ดิฉันจึงขอเชิญชวนให้ท่านลองไป Count Down ที่สวนโมกข์ค่ะ ซึ่งปีใหม่ปีถัดไปที่สวนโมกข์ยังจะจัดกิจกรรมดี ๆ อย่างนี้อย่างต่อเนื่องต่อไป   และขอฝากไว้ข้อคิดที่ได้จากการฟังเทปบรรยายธรรมของท่านพุทธทาส  ท่านได้กล่าวไว้ “ วันปีใหม่  เป็นเพียงเรื่องของการสมมติของเวลาขึ้นเท่านั้น ผู้คนส่วนใหญ่นิยมการเฉลิมฉลอง เที่ยวเตร่    สนุกสนาน แต่การกระทำเหล่านั้นเป็นการกระทำอย่างโง่”  ถ้าเราอยากหลีกเลี่ยงการกระทำอย่างโง่นั้น ลองเปลี่ยนพฤติกรรมมา Count Down ที่สวนโมกข์ดูสักครั้ง แล้วจะรู้สึกดีไม่แพ้กันเลย

วันที่ 1 มกราคม 2553  สวนโมกข์ ได้จัดกิจกรรมทำบุญตักบาตร ในวันขึ้นปีใหม่  บรรยากาศในวันนั้นได้จัดขึ้นบริเวณลานหญ้าโล่งที่หน้าโรงมหรสพทางวิญญาณ  พุทธศาสนิกชนในท้องถิ่นได้มาร่วมกันทำบุญ  ทุกคนนั่งบนเสื่อที่ได้ปูรองนั่งไว้เป็นแถว   บนพื้นหญ้าสีเขียว   รอบลานกว้างรายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่นานาพันธุ์  ลมพัดเย็นสบายโดยไม่ต้องใช้พัดลม   ยังมีแสงแดดทอแสงอ่อน ๆ  สว่างโดยไม่ต้องอาศัยแสงสว่างจากไฟฟ้า   ในยามเช้าอย่างนี้ยังได้ยินเสียงนกร้อง  หรือมองขึ้นไปยังเห็นฝูงนกเงือกฝูงใหญ่บินผ่านมาให้เราได้เห็น   รอบ ๆ ที่ดิฉันนั่ง หันทางใดก็มีแต่รอยยิ้ม  บรรยากาศของความเป็นครอบครัวที่ดูอบอุ่นใจ  มีการแสดงความรักต่อผู้อาวุโสที่พวกเขานับถือ  มีการทักทายของมวลมิตร   และการพูดคุยสนทนากันของผู้คนในท้องถิ่น  ที่มีโอกาสได้มาพบปะกันในวันปีใหม่ซึ่งบรรยากาศดี ๆ อย่างนี้หาดูได้ค่อนข้างยาก  บรรยากาศในวันนั้นทำให้ดิฉันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและรู้สึกปิติตามไปด้วย  ถ้าหากท่านอยากสัมผัสบรรยากาศอย่างที่บรรยายข้างต้น  วันที่ 31 ธค – 1 มค  ของปลายปีนี้ ลองมาสัมผัสบรรยากาศได้ที่สวนโมกข์สักครั้ง

ได้อะไรจากการไปสวนโมกข์

ตามที่ได้กล่าวในตอนต้นว่าการเดินทางไป สวนโมกข์ในครั้งนี้   มีวัตถุประสงค์อยู่ 3 ประการ แต่ก็ต้องยอมรับตามจริงว่ายังไม่สามารถหาคำตอบที่ถ่องแท้ให้กับตัวเองได้ครบทุกข้อ   แต่สิ่งที่ดิฉันคิดได้ จากการไปสวนโมกข์ในครั้งนี้  ที่ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจและรู้สึกว่าเป็นประโยชน์ ไม่เสียเวลาเปล่ากับการใช้เวลาที่สวนโมกข์  คือ

ได้ทำให้ดิฉันคิดได้พบคำตอบว่า  การปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชน  ไม่จำเป็นต้องไปปฏิบัติเฉพาะในวัดเท่านั้น  แต่เราสามารถนำธรรมะออกมาจากวัด   นำธรรมะมาปฏิบัติให้เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินหน้าที่ในชีวิตประจำของเรา  และทำให้ดิฉันคิดได้ว่า  แม้ขณะที่เราปฏิบัติหน้าที่ทางโลกอยู่นั้น เราก็ต้องไม่ลืมที่จะคำนึงถึงธรรมะด้วยเสมอ   แล้วน่าจะทำให้เราสามารถปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้อย่างเป็นสุขมากขึ้น”