
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1999 ค่ะตอนนั้นดิฉันอายุได้ 16 ปี กำลังศึกาษาอยู่ชั้นม.6 ในโรงเรียนของรัฐบาลแห่งหนึ่ง ตอนนั้นจำได้ว่าใครที่ไปเรียนแลกเปลี่ยนที่เมืองนอกกลับมานั้นมันเท่ห์มากๆเลย ก็เลยอยากไปบ้าง พอดีกับว่า เพื่อนแม่ที่เป็นนายกสมาคม Rotary มาชวนให้แม่เข้าสมาคมด้วย แล้วก็บอกว่าถ้าเข้าสมาคมแล้วจะมีสิทธิ์ส่งบุตรหลานไปเรียนแลกเปลี่ยนเมืองนอก ในโครงการ Rotary Youth Exchange Student ก็เลยขอแม่ไปสะเลย (ขอแม่เพราะว่าที่บ้านคำตอบของแม่คือสิทธิ์ขาดไม่ต้องไปขอพ่อให้เสียเวลา) ตอนนั้นก็ขอแม่ไปโดยชักแม่น้ำทั้งห้ามาบอกว่า สมัยนี้ภาษาอังกฤษสำคัญมาก เรียนที่โรงเรียนเรียนยังไงก็ไม่เก็ตสักที เพราะว่าเริ่มเรียนช้าด้วย เริ่มเรียนตอน ป.5 แล้วก็บอกไปว่าถ้าใครเรียนจบแล้วเก่งภาษาอังกฤษด้วยจะหางานได้ง่าย เงินเดือนก็ดีกว่าชาวบ้านเค้า แล้วดิฉันก็เป็นคนเรียนได้กลางๆ เก่งเลขบ้าง นอกนั้นก็ธรรมดา ถ้าได้ภาษาอังกฤษด้วย ก็จะช่วยให้แข่งกับคนอื่นเค้าได้ แล้วก็อีกอย่างถ้าไปกับโครงการ Rotary ก็ไม่ต้องสอบอะไรมากด้วย แถมยังมี Rotary ฝั่งทางโน้นที่เราไปแลกเปลี่ยนเป็น Host family คอยดูแล มีเงินเดือนค่าขนมให้อีกด้วย พูดเสร็จแม่ก็ ok ก็เลยสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วก็เลือกไปเรียนที่ประเทศอเมริกา ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าอเมริกามันกว้างใหญ่แค่ไหน รู้แต่ว่าใครๆก็ไปอเมริกา สุดท้ายโดนจับส่งไปอยู่เมือง Council Bluffs, Iowa ที่มีแต่ทุ่งหญ้า ข้าวโพด กับหิมะ และแทบจะไม่เจอคนไทยในเมืองนั้นเลย..........ทำให้ได้ประสบการ์ทั้งดีทั้งไม่ดีกลับมามากมาย สุดท้ายก็ดีใจที่ได้ไป ^^
สรุป
1 เวลาจะขออะไร ต้องพูดเปรียบเทียบข้อมูลให้ผู้ฟังเห็นภาพ เห็นความแตกต่างที่จะเกิดขึ้นทั้งข้อดี/ข้อเสียอย่างชัดเจน
2 ที่ได้ไปเพราะเพื่อนแม่มาขอให้แม่เป็นสมาชิก Rotary แท้ๆ ขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
เห็นด้วยนะ แต่ก่อนก็เคยขอไปเรียนเหมือนกัน ต้องโน้มน้าวนานพอสมควร
เห็นด้วยนะว่าการขอไปเรียนเมืองนอกกับพ่อแม่อ่ะ ต้องมีเหตุผลมาก ๆ เพราะเราเองก็มีประสบการณ์ในการเรียนเมืองนอก(กระตึ๋งนีง)มาขอแชร์นะ
จากการที่เราเรียนภาษาจีนที่เมืองจีนประมาณปีนึงได้ แล้วตอนนั้นเกิดอยากเรียนโทขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่มีแพลนว่าจะต้องเรียนภาษาจีนต่ออีกหนึ่งเทอมก่อน (จ่ายเงินค่าเทอมเรียบร้อยแล้ว และอีกไม่ถึงสัปดาห์จะเปิดเทอม)
ก็ทำการขอคุณแม่เลยว่า ถ้าเรียนภาษาจีนจบอีกหนึ่งเทอมแล้วกลับไปก็ไม่ได้ทำงานที่ใช้ภาษาจีน ภาษาที่เรียนยังไงก็ต้องมีหลงลืมกันบ้าง (ไม่มากก็น้อย) เพราะงั้นทำไมไม่ไปเรียนโทให้จบ แล้วตอนนั้นถ้ารู้สึกว่าภาษาจีนมันลืมไปเยอะ ค่อยกลับมาฟื้นฟูความจำอีกรอบก็ยังไม่สาย (แบบว่าจะได้จำได้แม่น ๆ เผื่อทำงานแล้วจะได้ใช้ได้เลย)
แต่การเรียนโทเนี่ย ยิ่งถ้าไปเรียนเมืองนอกที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษด้วยแล้ว ต้องเตรียมภาษาอังกฤษเหมือนกันนะ ยิ่งสำหรับเราที่ทิ้งภาษาอังกฤษมาเป็นปีเนี่ย (ก็เล่นอยู่จีนไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย ใช้แต่ภาษาไทยและจีน)
ดังนั้นมันต้องเตรียมภาษาค่อนข้างนาน ไหนจะทำเรื่องเตรียมตัวขอไปเรียนอีก อีกอย่างเหตุผลที่สำคัญคือ อายุ ลูกผู้หญิงอายุยิ่งมาก ยังไม่ได้เริ่มทำงานทำการ และถ้ายังต้องเรียนภาษาจีนกลับไปกว่าจะ เตรียมภาษาอังกฤษ เตรียมตัวสอบไอเอล เตรียมเรื่องส่งใบสมัครรอมหาลัยตอบรับ ขอจดหมายรับรองจากอาจารย์ จิปาถะเยอะแยะ คาดว่ากว่าจะเรียนภาษาจีนจบ และต่อด้วยเตรียมตัวก่อนเรียนโท และเรียนโทรวมแล้วเสียเวลาไป สามปี จากอายุ ยี่สิบสี่ก็จะกลายเป็นอายุ ยี่สิบเจ็ด (เรียกวาจบป.ตรีมา ไม่เคยทำงานเลย) ก็แอบเครียดได้ แล้วก็บอกว่าอีกอย่างกว่าจะกลับไปก็แก่แล้ว สักพักหนึ่งถ้าเกิดหาแฟนได้แล้วต้องแต่งงาน (สมมตินะค่ะสมมติ เพราะยังหาแฟนไม่ได้เลย หุหุ) ก็เรียกว่ามีเวลาทำงานนิดเดียวเท่านัน้เอง เพราะแต่งงานไม่นานก็ต้องมีลูก ต้องดูแลรับผิดชอบครอบครัว ทำให้สิ่งที่เรียนมาก็สูญเปล่า ไม่รู้จะร่ำเรียนสูง ๆ รู้ภาษามาก ๆ ไปทำไม เพราะจบไปแล้วก็มีเวลาทำงานนิดเดียวอ่ะค่ะ
เรียกว่าก็ตะล่อมพูดอยู่นานหลายวัน กว่าจะได้ผล กลับเมืองไทยไปเตรียมตัวเรียนภาษาและดำเนินเรื่องขอเรียนโท จนตอนนี้ก็มาเรียนโทอยู่ที่อังกฤษสมใจอยากอ่ะค่ะ
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นนะคะ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง สำหรับผู้หญิงแล้วมีเรื่องอายุเข้ามาเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งเลยค่ะ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งทำอะไรได้ยากมากขึ้น ฉะนั้นถ้าตอนนี้อยากจะทำอะไร อยากจะเรียนต่อหรือทำงาน ถ้ามีโอกาสมาก็ต้องรีบไขว่คว้าเอาไว้ ไม่งั้นถ้าอายุเกิน 30 ขึ้นไปแล้วจะคิดจะทำอะไรมันก็ลำบากเพราะมันมีเรื่องหลายๆเรื่องให้คิดด้วย อย่างเช่นว่าถ้าอายุ 30 แล้วยังไปเรียนภาษาอยู่ ใครๆก็จะมองว่าไม่ทำงานหรอ ว่างขนาดมาเรียนภาษาเลยหรอ แต่ถ้าอายุ 30 แล้วยังเรียนปริญญาโทอยู่ คนก็จะมองว่าเป็นคนขยันหาความก้าวหน้าให้ตัวเอง ก็จะถูกมองแตกต่างกันไปนะ
เห็นด้วยนะคะ เพราะสำหรับหลายครอบครัว การที่ลูกผู้หญิงจะขออนุญาติคุณพ่อคุณแม่ไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปเรียน หรือ ไปทำงาน ก็จะค่อนข้างยากกว่าผู้ชาย อาจจะเป็นด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง และสังคมที่เปลี่ยนไป ... เป็นธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่ ต้องห่วงลูกเสมอ กลัวว่าไปแล้วจะอยู่ได้ไหม? จะอยู่กะใคร? กินยังไง? จะโดนใครหลอกหรือเปล่า? สาระพัดจะห่วง
โดยส่วนตัวคิดว่า เหตุผล และความตั้งใจ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คำขอประสบความสำเร็จ ... การสร้างเครดิตให้ตัวเองก็เช่นกัน เช่นหากเราประพฤติตัวให้คุณพ่อคุณแม่เห็นว่า เราโตเป็นผู้ใหญ่ ดูแลตัวเองได้ คาดว่าคุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนก็คงเคารพและเชื่อในการตัดสินใจของลูก (แต่ทั้งนี้ก็ยังมีเหตุผลอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น สภาวะทางการเงินของครอบครัว หน้าที่ความรับผิดชอบอื่น ๆ ในครอบครัว เป็นต้น)
ไว้จะลองขอไปเรียนนอกอีกทีบ้างค่ะ ไม่รู้คราวนี้จะให้ไปไหม๊ ต้องใช้ จิตวิทยาการขอเข้าช่วย