Appreciative Inquiry เพื่อการวิจัยการเรียนการสอนภาษาไทย (ตอน 9)

สำหรับอาจารย์สอนภาษาไทยที่ถามผมมา

Discovery

วันนี้ผมนั่งทานข้างเที่ยงกับอาจารย์รับเชิญ สุภาพสตรีท่านนี้อายุประมาณ 35 ปี เป็นอาจารย์สอนการเงิน จบป.ตรีธรรมศาสตร์ ส่วนการเงินจบที่อังกฤษ ความสามารถในการใช้ภาษาดีมาก (แบบนักธุรกิจ) ผมถามอาจารย์ว่า "เด็กๆอาจารย์ชอบเรียนภาษาไทยไม๊" อาจารย์ตอบว่า "ไม่เลย" ผมซักต่อ "เอาสักนิดก็ได้ ชอบสักส่วนหนึ่งไม๊" อาจารย์เธอนึกอยู่สักพักก็เลยบอกว่า "ชอบเหมือนกันตรงที่ ในวิชาภาษาไทยจะมีเรื่องให้อ่านเยอะ เป็นการตัดเอาเรื่องต่างๆมาให้อ่าน รู้สึกสนุก" ผมซักต่อแล้วอาจารย์ชอบวิชาอะไรที่สุด อาจารย์เลยบอกว่า "ชอบภาษาอังกฤษ" ชอบตรงไหน อาจารย์ตอบว่า "ตอนแรกก็เรียนได้ห่วยนะ" ผมซักต่อ "จุดเปลี่ยนที่อาจารย์เรียนได้ดีขึ้นเป็นตอนไหนครับ" อาจารย์ท่านตอบอีกว่า "เป็นตอนที่ได้เรียนกับอาจารย์ฝรั่ง อาจารย์ชมทุกคน เลยรู้สึกว่า เราก็ทำได้เหมือนกันนะ จากนั้นก็เลยเรียนได้ดีขึ้น"

สรุป

1. ชอบภาษาไทยเพราะมีเรื่องให้อ่านสั้นๆหลากหลาย

2. ได้รับคำชม ทำให้เรียนได้ดีขึ้น

หมายเหตุ

1. ผมแสดงเทคนิคการซักให้คุณครูดูครับ ถ้าเป็นระเบียบวิธีวิจัย เราเรียกว่าการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Interview) การสัมภาษณ์วิธีนี้สะดวก ทำได้ทุกเวลา จริงๆคล้ายๆกับการสนทนานั่นแหละครับ แต่เมมื่อไรที่คุณตั้งทิศทางคำถาม หรือเรื่องที่จะคุย มันจะหลายเป็นการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างทันที ชาว AI Thailand ใช้เทคนิคนี้ครับ เพราะยืดหยุ่นกว่า ไม่เครียด ถามเมื่อไรก็ได้

2. ผมแนะนำให้อ่านหนังสือของอาจารย์ชาย โพธิสิตา เล่มนี้ครับ จะทำให้นักวิจัยเข้าใจเรื่องการวิจัยเชิงคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น เพราะการเข้าใจเรื่องระเบียบวิธีวิจัยนั้นสำคัญมาก ไม่งั้นจะงง กำหนดกรอบไม่ถูกครับ AI เป็น Phenomenology การเก็บข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล อิงจากการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสังเกตและการสัมภาษณ์ครับ

 

3. เรียนชาว Gotoknow ตอนนี้มีคุณครูต้องการได้รับทราบเทคนิคการสอนเด็กที่อ่านหนังสือไม่ออก (อ่านได้ช้ากว่าคนอื่น) ถ้าท่านทราบวิธีการหรือมีประสบการณ์การสอนเด็กที่อ่านได้ช้า หรืออ่านไม่ออกตอนโต (ม.ต้น) ฝากเล่าประสบการณ์ หรือแนะนำผู้รู้ให้ด้วยครับ