หัวใจของการเป็น “ครูเพื่อศิษย์” คือเด็กต้องเรียนอย่างมีความสุข และสนุก ที่จริงน่าจะมีการทำวิจัยสร้าง “ดัชนีความสุขในชั้นเรียน” ขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับปฏิรูปการเรียนรู้
ในจดหมายฉบับที่ ๙ Jonathan Kozol เขียนถึงการใช้ศิลปะสร้างความรื่นเริงในชั้นเรียน ซึ่งทำได้หลากหลายมาก และเปิดช่องให้ครูใช้ความสร้างสรรค์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด หรือถ้าจะมีเงื่อนไข ก็คือต้องไม่เกินเลยไปมีแต่ความรื่นเริง ไม่เกิดการเรียนรู้
ที่ผมประทับใจมากคือ Jonathan Kozol เล่าประสบการณ์ในชั้น ป. ๓ ที่ตนไปเยี่ยม และไปชวนคุยแบบถกเถียงจนเด็กเถียงกันแบบเซ็งแซ่หลากหลายกลุ่ม เกิดความไร้ระเบียบขึ้นในห้องเรียน และ Kozol ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรให้เด็กกลับเข้าสู่ระเบียบ
ทันใดนั้น ครูประจำชั้น ชื่อ April Gamble ก็ลุกขึ้นยืน มือข้างหนึ่งงออยู่ใกล้ๆ ปาก อีกมือหนึ่งงอคล้ายๆ กัน อยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งฟุต นักเรียนทั้งชั้นต่างก็ลุกขึ้นยืนพรึ่บ และทำมือแบบเดียวกัน แล้วครู April ก็เปล่งเสียงร้องเพลงด้วยเสียงโซปราโน นักเรียนต่างก็ร้องประสานเสียง Kozol จึงเข้าใจว่าท่าที่ครูและนักเรียนทำคือคือท่าเป่าขลุ่ย นี่คือกลุ่มเล่นขลุ่ยของวง ออร์เคสตร้า แล้วครู April ก็โยกตัวไปตามจังหวะเพลง เด็กๆ ก็โยกตัวด้วย ครูเต้นขยับเท้า นักเรียนก็เต้นด้วย ครู่หนึ่งก็จบเพลง นี่คือศิลปะของการใช้ศิลปะสยบความวุ่นวาย ไม่ใช่ใช้อำนาจสยบ
อ่านตรงนี้แล้วผมนึกถึงวันที่ผมไปสอน นศพ. ปี ๑ ที่ มวล. แล้วช่วงหนึ่ง นศ. ส่งเสียงอภิปรายแยกกันเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจ อาจารย์หมอมยุรี วศินานุกร จึงส่งเสียงดังว่า “วลัยลักษณ์” นักศึกษาทุกคนรับทันที ด้วยวลีสัญญลักษณ์แสดงความเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งผมจำไม่ได้เสียแล้ว รวมแล้วอาจจะทำนองนี้ “วลัยลักษณ์ ... สู้ สู้ วลัยลักษณ์ ... สู้ตาย วลัยลักษณ์ ... สู้ สู้” เป็นวิธีทำลายความไร้ระเบียบในชั้นเรียนของมหาวิทยาลัยที่แยบยลที่สุดที่ผมเคยเห็น ผมบันทึกบรรยากาศการสอนในวันนั้นไว้ที่นี่ แต่ไม่ได้บันทึกเรื่องวิธีระงับความไร้ระเบียบในชั้นเรียนไว้
คิดให้ลึกๆ การใช้ศิลปะสยบความวุ่นวายแบบนี้มีความลึกซึ้งมากในด้านความสัมพันธ์ ศิษย์-ครู ผมคิดว่าเมื่อไรเราเห็นเหตุการณ์แบบนี้ บอกได้เลยว่า ครูคนนั้นเป็น “ครูเพื่อศิษย์” ที่ศิษย์ถือว่าครูเป็นพวกเดียวกันกับเขา
ครูที่ผมประทับใจในศิลปะการใช้การร้องเพลงเป็นตัวสร้างความครึกครื้นสนุกสนานในชั้นเรียน ชื่อครูอุปกรณ์ เป็นครูโรงเรียนชั้นประถมที่จังหวัดอุบลราชธานี
ผมว่าเราต้องพัฒนานักศึกษา
ที่เรียนครุศาสตร์ตั้งแต่เนินๆเลยครับ
เพื่อที่จะให้เข้าถึงสภาพจิตใจของเด็กว่าต้องการอะไร ต้องการครูประเภทไหน
แต่การเรียนในห้องเรียนก็ต้องมีการทำกิจกรรมเพื่อจะให้เด็กไม่เบื่อกับการเรียนหนังสือ
ครูต้องหาอะไรใหม่ๆเข้ามาช่วยในการสอนไม่ใช่ได้แต่สอนจนเด็กเบื่อการเรียนวิชานั้นๆ
ทำให้เด็กไม่ได้รับการพัฒนาความรู้จากวิชานั้นจนเด็กด่อยวิชาการไปเลยก็เป็นได้
ขอบคุณครับ
ศ.สินธร