ประวัติศาสตร์จังหวัดนครศรีธรรมราช

ประวัติศาสตร์จังหวัดนครศรีธรรมราช 

 

นครศรีธรรมราชเป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง  การปกครอง และศาสนามากที่สุดเมืองหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองนี้มีชื่อเสียงเป็นที่  รู้จักกันอย่างกว้างขวางมาไม่น้อยกว่า ๑,๘๐๐ ปีมาแล้ว หลักฐานทางโบราณคดีและหลักฐานทางเอกสารที่ปรากฏในขณะนี้ยืนยันได้ว่านครศรีธรรมราชมีกำเนิดมาแล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๗ เป็นอย่างน้อย

ชื่อของเมืองนครศรีธรรมราช

จากประวัติศาสตร์อันยาวนานแห่งนครศรีธรรมราช สามารถประมวลได้ว่า “นครศรี-    ธรรมราช" ได้ปรากฏชื่อในที่ต่างๆ หลายชื่อ ตามความรู้ความเข้าใจที่สืบทอดกันมาและสำเนียงภาษาของชนชาติต่าง ๆ ที่เคยเดินทางผ่านมาในระยะเวลาที่ต่างกัน  เช่น

“ตมฺพลิงฺคมฺ” หรือ “ตามฺพลิงฺคมฺ” (Tambalingam) หรือ “กมลี” หรือ “ตมลี” หรือ “กะมะลิง” หรือ “ตะมะลิง”

          เป็นภาษาบาลีที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์มหานิเทศ (คัมภีร์บาลี ติสþสเมตþเตยþยสุตþตนิทþเทศ) ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ คัมภีร์นี้เป็นวรรณคดีอินเดียโบราณกล่าวถึงการเดินทางของ     นักเผชิญโชค เพื่อแสวงหาโชคลาภและความร่ำรวยยังดินแดนต่าง ๆ อันห่างไกลจากอินเดีย คือบริเวณ  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ระบุเมืองท่าต่างๆ ในบริเวณนี้ไว้และในจำนวนนี้ได้มีชื่อเมืองท่าข้างต้น   อยู่ด้วย ดังความตอนหนึ่งดังนี้

. . เมื่อแสวงหาโภคทรัพย์  ย่อมแล่นเรือไปในมหาสมุทร  ไปคุมพะ  (หรือติคุมพะ)  ไปตักโกละ  ไปตักกสิลา  ไปกาลมุข  ไปมรณปาร  ไปเวสุงคะ  ไปเวราบถ  ไปชวา  ไปกะมะลิง  (ตะมะลิง)  ไปวังกะ  (หรือวังคะ)  ไปเอฬวัททนะ  (หรือเวฬุพันธนะ)  ไปสุวัณณกูฏ  ไปสุวัณณภูมิ  ไปตัมพปัณณิ  ไปสุปปาระ  ไปภรุกะ  (หรือภารุกัจฉะ)  ไปสุรัทธะ  (หรือสุรัฏฐะ)  ไปอังคเณกะ  (หรือภังคโลก)  ไปคังคณะ  (หรือภังคณะ)  ไป ปรมคังคณะ  (หรือสรมตังคณะ)  ไปโยนะ  ไปปินะ  (หรือปรมโยนะ)  ไปอัลลสันทะ  (หรือวินกะ)  ไปมูลบท  ไปมรุกันดาร  ไปชัณณุบท  ไปอชบถ  ไปเมณฑบท  ไปสัง     กุบท  ไปฉัตตบท  ไปวังสบท  ไปสกุณบท  ไปมุสิกบท  ไปทริบถ  ไปเวตตาจาร . . .

ศาสตราจารย์ยอร์ช  เซเดส์  (Gorge Coedes)  นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสได้กล่าวไว้ว่า  นักปราชญ์ทางโบราณคดีลงความเห็นว่าชื่อเมืองท่า  “กะมะลิง”  หรือ  “ตะมะลิง”  ข้างต้นนี้ตรงกับชื่อที่บันทึกหรือจดหมายเหตุจีนเรียกว่า  “ตั้ง-มา-หลิ่ง”  และในศิลาจารึกเรียกว่า  “ตามพþรลิงค์”  คือ  นครศรีธรรมราช

นอกจากนี้ในคัมภีร์มิลินทปัญหา  ซึ่งพระปิฎกจุฬาภัยได้รจนาขึ้นเป็นภาษาบาลีซึ่งบางท่านมีความเห็นว่ารจนาเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ แต่บางท่านมีความเห็นว่ารจนาเมื่อราว พ.ศ. ๕๐๐ ก็ได้กล่าวถึงดินแดนนี้ไว้ในถ้อยคำของพระมหานาคเสน  ยกมาเป็นข้ออุปมาถวายพระเจ้ามิลินท์  (หรือเมนันเดอร์ พ.ศ. ๓๙๒-๔๑๓) ดังความตอนหนึ่งว่าดังนี้

. . . เหมือนอย่างเจ้าของเรือผู้มีทรัพย์  ได้ค่าระวางเรือในเมืองท่าต่างๆ แล้วได้ชำระภาษีที่ท่าเรือเรียบร้อยแล้ว  ก็สามารถจะแล่นเรือเดินทางไปในทะเลหลวง  ไปถึงแคว้นวังคะ     ตักโกละ  เมืองจีน  (หรือจีนะ)  โสวีระ  สุรัฏฐ์  อลสันทะ  โกลปัฏฏนะ-โกละ  (หรือท่าโกละ)  อเล็กซานเดรีย  หรือฝั่งโกโรมันเดล  หรือ สุวัณณภูมิ  หรือที่ใดที่หนึ่งซึ่งนาวาไปได้  (หรือสถานที่ชุมนุมการเดินเรือแห่งอื่นๆ ). . .

ศาสตราจารย์ซิลแวง  เลวี  (Sylvain  levy)  นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสมีความเห็นว่า คำว่า  “ตมะลี” (Tamali) ที่ปรากฏในคัมภีร์มหานิทเทศนั้นเป็นคำเดียวกับคำว่า “ตามพรลิงค์” ตามที่    ปรากฏในที่อื่นๆส่วนศาสตราจารย์ ดร. ปรนะวิธานะ (Senarat  Paranavitana)  นักปราชญ์ชาวศรี-ลังกา (ลังกา) มีความเห็นว่า  คำว่า “ตมะลี” (Tamali) บวกกับ “คมฺ” (gam) หรือ “คมุ” (gamu-ซึ่งภาษาสันสกฤตใช้ว่า “ครฺมะ”  (grama)  จึงอาจจะเป็น  “ตมะลิงคมฺ”  (Tamalingam)  หรือ  “ตมะลิงคมุ”  (Tamalingamu)ในภาษาสิงหล  และคำนี้เมื่อแปลเป็นภาษาบาลีก็เป็นคำว่า  “ตมฺพลิงคะ”  (Tambalinga)  และเป็น  “ตามพรลิงคะ”(Tambralinga)  ในภาษาสันสกฤต

“ตัน-มา-ลิง” (Tan-Ma-ling) หรือ ตั้ง-มา-หลิ่ง” 

เป็นชื่อที่เฉาจูกัว  (Chao-Ju-Kua)  และวังตาหยวน  (Wang-Ta-Yuan)  นักจดหมายเหตุจีนได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ  เตา-อี-ชี-เลี้ยว  (Tao-i Chih-lioh)  เมื่อ  พ.ศ. ๑๗๖๙  ความจริงชื่อตามพรลิงค์นี้นักจดหมายเหตุจีนรุ่นก่อน ๆ ก็ได้เคยบันทึกไว้แล้วดังเช่นที่ปรากฏอยู่ในหนังสือสุงชี  (Sung-Shih)  ซึ่งบันทึกไว้ว่าเมืองตามพรลิงค์ได้ส่งฑูตไปติดต่อทำไมตรีกับจีน เมื่อ พ.ศ. ๑๕๔๔ โดยจีนเรียกว่า “ต้น-เหมย-หลิว”  (Tan-mei-leou)  ศาสตราจารย์พอล  วิทลีย์  (Paul  Wheatley)  นักปราชญ์ชาวอังกฤษได้กล่าวไว้ว่า  Tan-mei-leou”  นั้นต่อมานักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญภาษาจีนชาวฝรั่งเศสและอังกฤษได้ลงความเห็นคำนี้ที่ถูกควรจะออกเสียงว่า  “Tan-mi-liu”  หรือ  “Tan-mei-liu”

“มัทมาลิงคัม”  (Madamalingam)

เป็นภาษาทมิฬปรากฏอยู่ในศิลาจารึกที่พระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ ๑ ในอินเดียภาคใต้โปรดให้สลักขึ้นไว้ที่เมืองตันชอร์  (Tanjore)  ในอินเดียภาคใต้ระหว่าง พ.ศ. ๑๕๗๓-๑๕๗๔  ภายหลังที่พระองค์ได้ทรงส่งกองทัพเรืออันเกรียงไกรมาปราบเมืองต่าง ๆ บนคาบสมุทรมลายูจนได้รับชัยชนะหมดแล้ว  ในบัญชีรายชื่อเมืองท่าต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงตีได้และสลักไว้ในศิลาจารึกดังกล่าวนั้นมีเมืองตามพรลิงค์อยู่ด้วย  แต่ได้เรียกชื่อเพี้ยนไปเป็นชื่อ  “มัทมาลิงคัม”๑๐

“ตามพฺรลิงค์” (Tambralinga)

เป็นภาษาสันสกฤต คือเป็นชื่อที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๒๔ ซึ่งพบที่วัดหัวเวียง (ปัจจุบันเรียกว่าวัดเวียง) ตำบลตลาด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี สลักด้วยอักษรอินเดียกลาย ภาษาสันสกฤต เมื่อ พ.ศ. ๑๗๗๓

ศิลาจารึกหลักนี้พันตรี de Lajonauiere Virasaivas ได้กล่าวไว้ว่าสลักอยู่บนหลืบประตูสมัยโบราณมีขนาดสูง ๑.๗๗ เมตร (ไม่รวมเดือยสำหรับฝังเข้าไปในธรณีประตูด้านล่างและทับหลังด้านบน) กว้าง ๔๕ เซนติเมตร หนา ๑๓ เซนติเมตร ศิลาจารึกหลักนี้มีข้อความ ๑๖ บรรทัด ในปัจจุบันนี้ศิลาจารึกหลักนี้เก็บรักษาไว้ที่หอวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร ศาสตราจารย์ ยอร์ช  เซเดส์  ได้อ่านและแปลศิลาจารึกหลักนี้ไว้ดังนี้๑๑

คำอ่าน

๑. สฺวสฺติ  ศฺรีมตฺศฺรีฆนสาสนาคฺรสุภทํ  ยสฺ  ตามฺพฺรลิงฺ

๒. เคศฺวระ  ส - - นิว  ปตฺมวํสชนตำ  วํศปฺรทีโปตฺภวะ  สํรู

๓. เปน  หิ  จนฺทฺรภานุมทนะ  ศฺรีธรฺมฺมราชา  ส  ยะ  ธรฺมฺมสาโสกสมานนี  

๔. ตินิปุนะ  ปญฺจาณฺฑวํสาธิปะสฺวสฺติ  ศฺรี  กมลกุลสมุตฺภฤ  (ตฺ)  ตามฺ      

๕. พฺรลิงฺเคศฺวรภุชพลภิมเสนาขฺยายนสฺ  สกลมนุสฺยปุณฺยา 

๖. นุภาเวน  พภุว  จนฺทฺรสูรฺยฺยานุภาวมิห  ลโกปฺรสิทฺธิกีรฺตฺติ       

๗. ธรจนฺทฺรภานุ-ติ  ศฺรีธรฺมฺมราชา  กลิยุคพรฺษาณิ  ทฺวตริงศาธิกสฺ  ตฺรีณิ   

๘. สตาธิกจตฺวารสหสฺรานฺยติกฺรานฺเต  เศลาเลขมิว  ภกฺตฺยามฺฤตวรทมฺ - - -               

    ต่อนั้นไปอีก ๗ หรือ ๘ บรรทัด  อ่านไม่ใคร่ออก  สังเกตเห็นได้แต่เพียง

๙. - - - - นฺยาทิ  ทฺรพฺยานิ - - - - - - มาตฺฤปิตฺฤ

            ๑๐  - - - - - - - - - - สปริโภคฺยา - - - - - - - -

        ๑๑.-๑๒  - - - - - โพธิวฺฤกฺษ

คำแปล

สวสฺติ

พระเจ้าผู้ปกครองเมืองตามพรลิงค์  ทรงประพฤติประโยชน์เกื้อกูลแก่พระพุทธศาสนา  พระองค์สืบพระวงศ์มาจากพระวงศ์อันรุ่งเรือง  คือ  ปทุมวงศ  มีรูปร่างงามเหมือนพระกามะ  อันมีรูปงามราวกับพระจันทร์  ทรงฉลาดในนิติศาสตร์เสมอด้วยพระเจ้าธรรมาโศกราช  เป็นหัวหน้าของพระราชวงศ์……………ทรงพระนาม  ศรีธรรมราช

ศรีสวสฺติ

พระเจ้าผู้ปกครองเมืองตามพรลิงค์  เป็นผู้อุปถัมภ์ตระกูลปทุมวงศ  พระหัตถ์ของพระองค์มีฤทธิมีอำนาจ……………ด้วยอานุภาพแห่งบุญกุศลซึ่งพระองค์ได้ทำต่อมนุษย์ทั้งปวง  ทรงเดชานุภาพประดุจพระอาทิตย์  พระจันทร์  และมีพระเกียรติอันเลื่องลือในโลกทรงพระนาม  จันทรภานุ  ศรีธรรมราช  เมื่อกลียุค ๔๓๓๒ - - - -

คำว่า “ตามพรลิงค์” นี้  ศาสตราจารย์ ร.ต.ท.แสง มนวิทูร แปลว่า “ลิงค์ทองแดง” (แผ่นดินผู้ที่นับถือศิวลึงค์),๑๒ นายธรรมทาส พานิช แปลว่า “ไข่แดง” (ความหมายตามภาษาพื้นเมืองปักษ์ใต้),๑๓ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียกเพี้ยนเป็น  “ตามรลิงค์”  (Tamralinga) สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงประทานความเห็นว่า “ตามพรลิงค์” แปลว่า “นิมิตทองแดง” จะหมายเอาอันใดที่ในนครศรีธรรมราชน่าสงสัยมาก พบในหนังสือพระมาลัยคำหลวง เรียกเมืองลังกาว่า “ตามพปณยทวีป” แปลว่า “เกาะแผ่นทองแดง” เห็นคล้ายกับชื่อนครศรีธรรมราชที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียกว่า “ตามพรลิงค์” จะหมายความว่าสืบมาแต่ลังกาก็ได้กระมัง,๑๔ ไมตรี ไรพระศก  ได้แสดงความเห็นว่า  “ตามพรลิงค์”  น่าจะหมายความว่า “ตระกูลดำแดง”  คือ  หมายถึงผิวของคนปักษ์ใต้ซึ่งมีสีดำแดงและอาจจะหมายถึงชนชาติมิใช่ชื่อเมือง๑๕  และศาสตราจารย์โอ,  คอนเนอร์  (Stanley  J. OConnor)  มีความเห็นว่าชื่อ  “ตามพรลิงค์”  นี้ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าสืบเนื่องมาจากศาสนาพราหมณ์  เพราะศาสนาพราหมณ์เจริญสูงสุดในนครศรีธรรมราช  จึงได้ค้นพบโบราณวัตถุสถานมากกว่าที่ใดในประเทศไทย  และหลักฐานทางโบราณวัตถุในลัทธิไศวนิกาย  (Virasaivas)  ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือแพร่หลายในอินเดียภาคใต้ก็พบเป็นจำนวนมากในเขตนครศรีธรรมราชก็รองรับอยู่แล้ว๑๖

“ตมะลิงคาม” (Tamalingam) หรือ“ตมะลิงโคมุ” (Tamalingomu)

เป็นภาษสิงหล  ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อักษรสิงหลชื่อ  Elu-Attanagalu  vam-sa  ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๕๑๗

นอกจากนี้ในเอกสารโบราณประเภทหนังสือของลังกายังมีเรียกแตกต่างกันออกไปอีกหลายชื่อ  เช่น  “ตมะลิงคมุ”  (Tamalingamu)  ปราฏอยู่ในคัมภีร์ชื่อ  ปูชาวลี  (Pujavali), “ตมฺพลิงคะ” (Tambalinga) ปราฏอยู่ในหนังสือเรื่องวินยะ-สนฺนะ (Vinay-Sanna)๑๘ และในตำนานจุลวงศ์๑๙ (Cujavamsa)  ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า  “. . . พระเจ้าจันทภานุบังอาจยกทัพจาก  “ตมฺพลิงควิสัย” (Tambalinga – Visaya)  ไปตีลังกา . . .”  เป็นต้น  ชื่อเหล่านี้นักปราชญ์โดยทั่วไปเข้าใจกันว่าเป็นชื่อเดียวกันกับชื่อ “ตามพรลิงค์” ที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๒๔ ของไทย

“กรุงศรีธรรมาโศก”

ปรากฏในจารึกหลักที่ ๓๕ คือศิลาจารึกดงแม่นางเมือง พบที่แหล่งโบราณคดีดงแม่นางเมือง  ตำบลบางตาหงาย  อำเภอบรรพตพิสัย  จังหวัดนครสวรรค์  จารึกขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๗๑๐

ศิลาจารึกหลักนี้เป็นหินชนวนสีเขียว  สูง ๑.๗๕  เมตร  กว้าง  ๓๗  เซนติเมตร  หนา  ๒๒  เซนติเมตร  จารึกด้วยอักษรอินเดียกลายทั้งสองด้าน  ด้านหน้าเป็นภาษามคธ  มี ๑๐ บรรทัด  ตั้งแต่บรรทัดที่ ๖ ถึงบรรทัดที่ ๑๐ ชำรุดอ่านไม่ได้ ด้านหลังเป็นภาษาขอม มี ๓๓ บรรทัด ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่หอวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร

                ศาสตราจารย์ฉ่ำ  ทองคำวรรณ  ได้อ่านและแปลศิลาจารึกหลักที่ ๓๕  ดังนี้๒๐

ด้านที่ ๑
คำจารึกภาษามคธ                                        คำแปลภาษามคธ

๑. ๐  อโสโก  มหาราชา  ธมฺเตชพสี                    ๐  อโศกมหาราช  ทรงธรรม  เดชะ

๒. วีรอสโม  สุนตฺตํ  สาสนำ  อโว-             อำนาจ  และมีความกล้าหาผู้เสมอมิได้  มีรับสั่ง

๓. จ  ธาตุปูชเขตฺตํ  ททาหิ  ตฺวํ  ๐              มายังพระเจ้าสุนัตต์ว่า  ท่านจงให้ที่นาบูชา

๔. สุนตฺโต  นาม  ราชา  สาสนํ  สญฺชา-         พระธาตุ ฯ  พระเจ้าสุนัตต์จึงประกาศกระแส

๕. เปตฺวา……..(ต่อไปนี้ชำรุด)……..          พระราชโองการให้ประชาชนทราบ ฯ ……..

๖. ……………………………………            ………………………………………………

๗. ……………………………………           ……………………… (ชำรุด) …………….

๘. ……………………………………            ………………………………………………

๙. ……………………………………

๑๐. ………………………………….

ด้านที่

         คำจารึกภาษาขอม                          คำแปลภาษาขอม

๑. ๐  พฺระชํนฺวนมหาราชาธิราชดพฺระ                  สิ่งสักการที่มหาราชาธิราชผู้มีพระนามว่า

๒. นามกุรุงศฺรีธรฺมฺมาโศก  ๐  ด                 กรุงศรีธรรมาโศก()  ถวายแด่พระสรีร

๓. พฺระศรีรธาตุ  ๐  ดพฺระนามกมฺรเต            ธาตุ()  ซึ่งมีพระนามว่ากมรเตงชดตศรี-

๔. งชคตศฺรีธรฺมฺมาโศก  ๐  นาวิษย             ธรรมาโศก()  ณ  ตำบลธานยปุระ  เช่นใน

๕. ธานฺยปุร  ๐  เราะดบาญชียเนะ  ๐  บาท     บัญชีนี้  ข้าบาทมูล()  ผู้มีวรรณทุกเหล่า()

๖. มูลอฺนกพรฺณฺณสบภาคสฺลิกปฺรำ               ๒๐๑๒,  พาน ๒๒,  ถ้วยเงิน ๒๒,  ช้าง ๑๐๐,

๗. ดบพฺยร  ๐  พานภยพฺยร  ๐  เพงปฺรา        ม้า ๑๐๐,  นาค ๑๐,  สีวิกา()  สอง  เป็น

๘. กภยพฺยร  ๐  ตมฺรฺย  สตมฺวย                 พระบูชา,  วันหนึ่งข้าวสาร ๔๐ ลิ ฯ() 

๙. ๐  เอฺสะสตมฺวย  ๐  นาคสตมฺว                     มหาเสนาบดีผู้หนึ่งชื่อศรีภูวนาทิตย์

๑๐. ย  ๐  ศีวิกาพฺยร  พฺระบูชา  ๐              อิศวรทวีป  นำกระแสพระราชโองการราชา

๑๑. มวยทินองþกรลิบวนดบ  ๐               ธิราช()  มายังกรุงสุนัต()  ผู้ครอบครอง

๑๒. มหาเสนาบดีมþวยเชþมาะ              ณ  ธานยปุระ  บัณฑูรใช้ให้ถวายที่นาซึ่ง

๑๓. ศรีภูพนาทิตþยอิศþวรทþวีป  ๐  นำศาสนรา  ได้กำหนดเขตไว้แล้ว  เป็นพระบูชากมรเตง

๑๔. ชาธิราชโมกþดกุรุงสุนต  ด  ปþรภู              ชคต(๑๐)  ใน  (มหา)  ศักราช(๑๑)  ๑๐๘๙  ขึ้น ๑๕

๑๕. ตþรนาธานþยปþร  ๐  บนþทþวลเปþรชþวนภูมิ       ค่ำเดือนสาม  วันอาทิตย์  บูรพาษาฒ(๑๒)

๑๖. เสþรนิพนธพþระบูชากมþรเตงช               ฤกษ์  เพลา  ๑  นาฬิกา ฯ

๑๗. คต  ๐  ดนวอศþฏศุนþยเอกศกบู                     อนึ่ง  ความสวัสดีจงมี,  เวลาเที่ยง ฯ

๑๘. รþณþณมีเกตมาฆอาทิตþยพารบู             กรุงสุนัตทำบูชากมรเตงชคต  ถวายที่นา

๑๙. รพþพาสาธมþวย  อนþดþวงทิกมþวย             ซึ่งได้กำหนดเขตไว้แล้ว  เช่นในบัญชีนี้นา

๒๐. ๐  ศþรีจมทþยาหนþ  ๐  กุรุงสุนต            ……..บูรพาจดฉþทิง  (=คลอง)  ปัศจิมจด

๒๑. เถþวบูชากมþรเต  (ง)  ชคตชþวนภูมิ                ภูเขา……..ทักษิณจดบางฉþวา……..อุดร

๒๒. เสþรนิพนþธเราะดบาญชียเนะเสþร           จดฉþทิงชþรูกเขþวะ  (=คลองหมูแขวะ)  นา

๒๓. …………………………………            โสþรงขþยำ  นาตþรโลม  นาทþรกง  บูรพาจด

๒๔. . . . ๐  บูรþพþพตรบฉþทิง  ๐  บศþจิมตรบพþนํ        คลองเปþร  ปัศจิมจดศþรก  ทักษิณจดบึงสþดก

๒๕. . . . ๐  ทกþษิณตรบบางฉþวา                 อุดรจดคลองนาพระชคต  บูรพาจดกํติง

๒๖. . . . ๐  อุตþตรตรบฉþทิงชþรูกþเขþวะ           อาคเนย์จด……..อุดรจดศþรุก……..ผสมนา

๒๗. เสþรโสþรงขยำเสþรตþรโลมเสþร                 ซึ่งได้กำหนดเขตไว้แล้วเป็นห้าอเลอ ฯ(๑๓) 

๒๘. ทþรกงบูรþพþพตรบฉþทิงเปþรบศþจิม[ศ1] 

๒๙. ตรบศþรก  ๐  ทกþษิณตรบบิงสþดก

๓๐. อุตþตรตรบฉþทิงเสþรพþระชคต  ๐  บูรþพþพ

๓๑. ตรบกํติง  ๐  อเคþนยตรบ.

๓๒. . . . ๐  อุตþตรตรบศþรุก . . .

๓๓. . . . ๐  ผþสํเสþรนิพนþธอนþเลปþราม

อธิบายคำโดยผู้อ่านและแปล

(๑) กรุงศรีธรรมาศก, คำว่า “กรุง” ในภาษขอม เป็นกริยา แปลว่า ครอบ, รักษา,     ป้องกัน เป็นนามแปลว่านคร, ราชธานี, บุรี ในภาษาหนังสือหรือในวรรณคดีใช้แทนคำว่าพญา หรือราชา ก็มี เช่น กรุงศรีธรรมาโศก ในศิลาจารึกนี้คือพญาศรีธรรมาโศกหรือพระเจ้าศรีธรรมาโศกนั่นเอง

เรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าศรีธรรมาโศกทั้งสองพระองค์ปรากฏอยู่ในหนังสือเอกสารประวัติศาสตร์เมืองพัทลุง ซึ่งแต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๒ สมัยกรุงศรีอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระภูมินทรราชา (ขุนหลวงท้ายสระ) เล่าเรื่อง “นางเลือดขาว” มีใจความตอนหนึ่งเกี่ยวกับพระเจ้าศรีธรรมาโศกทั้งสองพระองค์ว่า

“นางและเจ้าพญา (คือนางเลือดขาว และกุมารผู้เป็นสามี) กรีธาพลกลับหลังมายังสทัง  บางแก้วเล่าแล กุมารก็เลียบดินดูจะสร้างเมือง ก็มาถึงแขวงเมืองนครศรีธรรมราชและก็สร้างพระพุทธรูปเป็นหลายตำบล จะตั้งเมืองบมิได้ เหตุน้ำนั้นเข้า หาพันธุ์สักบมิได้ ก็ให้มาตั้ง ณ เมืองนครศรีธรรมราช แลญังพระศพธาตุแลเจ้าพระญา(แลเจ้าพระญา = คือเจ้าพระญา) ศรีธรรมาโศก ลูกเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราชนั้น” สำหรับข้อความที่ขีดเส้นใต้นั้นหมายความว่า “ซึ่งมีพระบรมอัฐิของพระเจ้าพระญาศรีธรรมาโศกราช ผู้เป็นพระราชโอรสของเจ้าพระญาศรีธรรมาโศกราชประดิษฐานอยู่ในที่นั้น” ตามข้อความที่ยกมานี้พอจะทราบได้ว่า เมืองนครศรีธรรมราชในสมัยนั้นมีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงพระนามว่าพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชอยู่สองพระองค์ คือ พระชนกกับพระราชโอรส แต่กระนั้นก็ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า ข้อความที่กล่าวมานี้จะตรงกับข้อความในศิลาจารึกหลักนี้หรือไม่ ขอให้นักประวัติศาสตร์ช่วยกันพิจารณาต่อไป

(๒) พระสรีรธาตุในที่นี้ หมายเอาพระบรมอัฐิของพระเจ้าศรีธรรมโศกในพระบรมโกศ

(๓) กมรเตงชคตศรีธรรมาโศก, คำว่า “กมรเตง” เป็นภาษาขอมแปลว่า “เป็นเจ้า” โดยปริยายหมายว่าเป็นที่เคารพนับถือเช่นพระเจ้าแผ่นดินและครูบาอาจารย์เป็นต้น ส่วนคำว่า “ชคต” นั้นเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า “สัตวโลกหรือปวงชน” กมรเตงชคต แปลว่า เป็นเจ้าแห่งสัตวโลกหรือเป็นเจ้าแห่งปวงชน เพระฉะนั้นคำว่า “กมรเตงชคตศรีธรรมาโศก” จึงอาจแปลได้ว่าพระเจ้าศรีธรรมาโศก เป็นเจ้าแห่งสัตวโลกหรือเป็นที่เคารพนับถือของปวงชน อนึ่ง พึงสังเกตว่า คำว่า “กมรเตง” นั้น ใช้สำหรับนำหน้านามของบุคคลซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ ทั้งที่ยังดำรงชีวิตอยู่หรือสิ้นชีวิตไปแล้วก็ได้ แต่   คำว่า “ชคต” เช่นในศิลาจารึกนี้ ใช้เฉพาะผู้ที่สิ้นชีวิตไปแล้ว, ความหมายของคำว่า “ชคต” นอกจากนี้โปรดดูในพจนานุกรมสันสกฤต

(๔) ข้าบาทมูล = ข้าราชการในพระราชสำนัก

(๕) วรรณทุกเหล่า = วรรณทั้ง ๔ คือ กษัตริย์, พราหมณ์, แพศย์, ศูทร

(๖) สีวิกา = วอ, เสลี่ยง, คานหาม

(๗) ลิ = เป็นมาตราชั่งตวงของขอมในสมัยโบราณ

(๘) ราชาธิราชในที่นี้ = กรุงศรีธรรมาโศกหรือพระเจ้าศรีธรรมาโศกในบรรทัดแรก

(๙) กรุงสุนัต = พระเจ้าสุนัต

(๑๐) กมรเตงชคต, คำว่า “กมรเตงชคต” ในศิลาจารึกนี้ เป็นคำเรียกแทนพระนาม พระเจ้าศรีธรรมาโศกในพระบรมโกศ

(๑๑) (มหา) ศักราช ๑๐๘๙ = พ.ศ. ๑๗๑๐

(๑๒) บูรพาษาฒ ชื่อฤกษ์ที่ ๒๐ ได้แก่ ดาวแรดตัวผู้ หรือดาวช้างพลาย

(๑๓) อเลอ = แปลง, ห้าอเลอ = ห้าแปลง.

จากศิลาจารึกหลักนี้จะเห็นได้ว่ามีความตอนหนึ่งกล่าวถึงพระราชาจากกรุงศรีธรรมาโศกถวายที่ดิน หรือกัลปนาอุทิศให้ผู้ซึ่งเป็นที่เคารพ ดังความตอนหนึ่งว่า “. . . สิ่งสักการที่มหาราชาธิราชผู้มีพระนามว่ากรุงศรีธรรมาโศกถวายแด่พระสรีรธาตุซึ่งมีพระนามว่ากมรเตงชคตศรีธรรมาโศก . . . มหาเสนาบดีผู้หนึ่งชื่อศรีภูวนาทิตย์อิศวรทวีปนำกระแสพระราชโองการราชาธิราชมา . . .” แม้ศิลาจารึกหลักนี้จะไม่ได้ระบุที่ตั้งของกรุงศรีธรรมาโศกไว้อย่างชัดเจน แต่คำว่า “ศรีธรรมาโศก” ในศิลาจารึกนี้สัมพันธ์กับเรื่องราวของนครศรีธรรมราช ซึ่งพบหลักฐานเอกสารสนับสนุนในสมัยหลังอย่างไม่มีปัญหา๒๑ เช่น ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช และตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช อันเป็นเอกสารโบราณของไทยเป็นต้น

ส่วนเอกสารโบราณของต่างชาติก็ได้พบชื่อนี้เช่นเดียวกัน อย่างในเอกสารโบราณของลังกาที่เป็นรายงานของข้าราชการสิงหลที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ บังเอิญในตอนกลับจากกรุงศรีอยุธยาเรือเสียไปติดอยู่ที่ตลิ่งหน้าเมืองนครศรีธรรมราช ข้าราชการผู้นั้นชื่อ วิลพาเค (Lilbage) ได้กล่าวถึงเมืองนครศรีธรรมราชในขณะนั้นไว้อย่างน่าสนใจหลายประการ ตอนหนึ่งได้เขียนไว้ เมื่อว้นอังคารที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๙๔ ว่าดังนี้๒๒

“. . . ในใจกลางของเมืองนี้มีพระสถูปเจดีย์องค์หนึ่งใหญ่ทัดเทียมกับพระสถูปเจดีย์รุวันแวลิ (Ruvanvali) แห่งเมืองโปโลพนารุวะ (Polonnaruva) ในลังกา พระสถูปเจดีย์องค์นี้กษัตริย์ศรีธรรมาโศก (King Sri Dharmasoka) เป็นผู้ทรงสร้างโดยทรงประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายในพระสถูปเจดีย์องค์นี้ด้วย . . .”

“ศรีธรรมราช”

เป็นชื่อที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ ๒๔ ซึ่งพบที่วัดหัวเวียง (วัดเวียง) อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดังกล่าวมาแล้ว ศิลาจารึกภาษาสันสกฤตหลักนี้สลักขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๗๗๓ และได้กล่าวไว้ว่าสลักขึ้นในรัชสมัยของเจ้าผู้ครองแผ่นดินทรงมีอิสริยยศว่า “ศรีธรรมราช” ผู้เป็นเจ้าของ “ตามพรลิงค์ (ตามพรลิงคศวร)”

ต่อมาชื่อ “ศรีธรรมราช” นี้ได้ปรากฏอีกในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งสลักด้วยอักษรไทยและภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๕ ดังความบางตอนในศิลาจารึกหลักนี้  เช่น๒๓

       “. . . เบื้องตะวันตกเมืองสุโขทัยนี้มีอรัญญิก พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทานแก่ มหาเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฎกไตรย หลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ทุกคนลุกแต่เมืองนครศรีธรรมราชมา . . .” และ “. . . มีเมืองกว้างช้างหลายปราบเบื้องตะวันออกรอดสระหลวง สองแคว ลุมบาจาย สคา เท้าฝั่งของเถีงเวียงจันทน์เวียงคำเป็นที่แล้ว เบื้องหัวนอน รอดคนที พระบาง แพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว เบื้องตะวันตก รอดเมืองฉอด เมือง . . .น หงสาวดี สมุทรหาเป็นแดน เบื้องตีนนอน รอดเมืองแพร่ เมืองม่าน เมืองน . . .เมืองพลัว พ้นฝั่งของ เมืองชวาเป็นที่แล้ว . . .” เป็นต้น

“สิริธรรมนคร” หรือ “สิริธัมมนคร”

ชื่อนี้พบว่าใช้ในกรณีที่เป็นชื่อของสถานที่ (คือเมืองหรือนคร) เช่นเดียวกับชื่ออื่นๆ ที่กล่าวมาแต่หากเป็นชื่อของกษัตริย์มักจะเรียกว่า “พระเจ้าสิริธรรม” หรือ “พระเจ้าสิริธรรมนคร” หรือ “พระเจ้าสิริธรรมราช”

ชื่อ “สิริธรรมนคร” ปรากฏในหนังสือบาลีเรื่องจามเทวีวงศ์ ซึ่งพระโพธิรังสีพระเถระชาวเชียงใหม่เป็นผู้แต่งขึ้นในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ นอกจากนี้ยังปรากฏอยู่ในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ ซึ่งพระรัตนปัญญา พระเถระชาวเชียงใหม่เป็นผู้แต่งขึ้นเป็นภาษาบาลีเมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๐ และเมื่อมีผู้อื่นแต่งต่ออีก จนแต่งเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๐๗๑๒๔

ส่วนในหนังสือสิหิงคนิทานซึ่งพระโพธิรังสีพระเถระชาวเชียงใหม่ได้แต่งขึ้นเป็นภาษาบาลีเมื่อราว พ.ศ. ๑๙๔๕-๑๙๘๕ (ในรัชกาลพระเจ้าสามฝั่งแกนหรือพระเจ้าวิไชยดิสครองราชย์ในนครเชียงใหม่ แห่งลานนาไทย) เรียกว่า “พระเจ้าศรีธรรมราช”๒๕

โลแค็ก”  หรือ  “โลกัก”  (Locae, Loehae)

เป็นชื่อที่มาร์โคโปโลเรียกระหว่างเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๕ โดยออกเดินทางจากเมืองท่าจินเจาของจีน แล่นเรือผ่านจากปลายแหลมญวนตัดตรงมายังตอนกลางของแหลมมลายู แล้วกล่าวพรรณนาถึงดินแดนในแถบนี้แห่งหนึ่ง ชื่อ “โลแค็ก” ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นลิกอร์หรือนครศรีธรรมราช๒๖

“ปาฏลีบุตร”  (Pataliputra)

เป็นชื่อที่ปรากฏในเอกสารโบราณของลังกาที่เป็นรายงานของข้าราชการสิงหลที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งได้กล่าวถึงเมืองนี้ไว้ในตอนเที่ยวกลับเพราะเรือเสียที่ตลื่งหน้าเมืองนี้ โดยเรียกคู่กันในเอกสารชิ้นนี้ว่า “เมืองปาฏลีบุตร” ในบางตอน และ “เมืองละคอน” (Muan  Lakon)๒๗ ในบางตอน  เช่น

“. . . ในวันอังคารที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๙๔ ในขณะที่เขากำลังมาถึงเมือง      ละคอน (Muan Lakon) ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งของสยาม เรือก็อับปางลงแต่ไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายและทุกคนได้ขึ้นฝั่งยังดินแดนที่เรียกกันว่าเมืองละคอน ในดินแดนนี้มีเมือง (City) ใหญ่เมืองหนึ่งเรียกกันว่า “ปาฏลีบุตร” (Pataliputra) ซึ่งมีกำแพงล้อมรอบ  ทุกด้าน . . .”๒๘

          ในโครงยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีของนายสวนมหาดเล็กก็เรียกตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราชว่า “ปาตลีบุตร” เช่นกัน ดังที่ปรากฏในโคลงบางบทว่าดังนี้๒๙

 (๓๗) ปางปาตลีบุตรเจ้า                  นัครา

แจ้งพระยศเดชา                  ปิ่นเกล้า

ทรนงศักดิ์อหังกา                เกกเก่ง  อยู่แฮ

ยังไม่ประนตเข้า                  สู่เงื้อมบทมาลย์ ฯ

“ลึงกอร์”

เป็นชื่อที่ชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ๓ จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสใช้เรียกชื่อเมืองตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช  นอกจากนี้ชื่อลึงกอร์นี้ชาวมาเลย์ในรัฐกลันตันและเมืองใกล้เคียงใช้เช่นเดียวกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าชาวไทยมุสลิมในบริเวณดังกล่าวนี้ไม่เคยเรียกชื่อตามพร-ลิงค์ว่า “นครศรีธรรมราช” เลยมาแต่สมัยโบราณยิ่งกว่านั้นแม้แต่คำว่า “นคร” เขาก็ไม่ใช้ เพราะเขามีคำว่า “เนการี” หรือ “เนกรี” (Nigri) อันหมายถึงเมืองใหญ่หรือนครใช้อยู่แล้ว ปัจจุบันนี้ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง ๓ จังหวัดยังคงเรียกตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราชว่า

“ลึงกอร์” อยู่บ้างด้วยเหตุนี้ชื่อ “ลิกอร์” ที่ชาวโปรตุเกส ฮอลันดา และยุโรปชาติอื่นๆ ใช้เรียกชื่อตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช อาจจะเรียกตามที่ชาวมาเลย์และชาวพื้นเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยทั้ง ๓ จังหวัดใช้ก็ได้ เพราะชาวยุโรปคงจะอาศัยชาวมาเลย์เป็นคนนำทางหรือเป็นล่ามในการแล่นเรือเข้ามาค้าขายกับเมืองท่าต่างๆ บนแหลมมลายูตอนเหนือหรือคาบสมุทรไทย๓๐

“ลิกอร์”  (Ligor)

เป็นชื่อที่พ่อค้าชาวโปรตุเกสซึ่งเข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น คือในสมัยรัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดีที่สอง หรือเมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๑ อันเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่ได้เข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยใช้เรียกตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช และพบว่าที่ได้เรียกแตกต่างกันออกไปเป็น “ละกอร์” (Lagor) ก็มี

นักปราชญ์สันนิษฐานว่า คำว่า “ลิกอร์&r