อาจารย์พงษ์ศิริ ยกตัวอย่างเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ และให้ข้อคิด ก็คือ
ที่เชียงใหม่ มี รพ.แม่ทะ เป็นตัวอย่างของโรงพยาบาลชุมชน ที่มีการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในวาระสุดท้าย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ทะ เป็นคนธรรมะธรรมโมตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ เขามองเห็นปัญหา เมื่อมาอยู่ รพช. เขาไปสร้างตึกต่างหาก โดยอาศัยเงิน พมจ. นำคนที่เป็นมะเร็ง รักษาไม่หาย อยู่วาระสุดท้าย ไปดูแล ... ต้องอาศัยความเมตตาของผู้ดูแลเป็นหลัก แทนที่จะไปอยู่ รพ. ธรรมดา เพราะว่า หมอก็จะให้การดูแลแบบการรักษา เช่น การเจาะคอ หรืออื่นๆ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยได้รับความทรมาน
สมัยนี้ จะเห็นว่าการดูแลสำคัญมาก ไม่ใช่ว่า เรามีญาติอายุ 90 เกิดเจ็บป่วย รีบส่ง รพ. เลย เราดูซิว่า อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอายุเท่าไร อยู่ถึง 90 ก็บุญแล้ว เพราะฉะนั้นให้ท่านไปอย่างสบายๆ ไปหาหมอหน้าที่ของเขาก็ต้องช่วยชีวิต เขาใส่เครื่องมือช่วยเต็มไปหมด ผลที่สุดหนีไม่พ้น ก็ต้องตายอยู่ดี นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ
ปัจจุบัน สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ กำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ ว่าการตายโดยความยินยอมของญาติ จะถือว่า ถูกต้องหรือไม่ เพราะว่าตอนนี้ สมัยนี้ ยังทำไม่ได้
เรามีวัดทุ่งบ่อแป้น ที่หลวงพ่อ ตอนนี้ใช้โครงการอาสาสมัครออกเยี่ยมสมาชิกในตำบลทั่วไปหมด ทั้งคนดีคนไม่ดี เรียกว่า มีการเฝ้าระวังเป็นอย่างดี ถ้าเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ก็จัดการ มีปัญหา อาจรีบส่งโรงพยาบาล ถ้าเกิดมีความพิการก็ส่งศูนย์ฟื้นฟู ซึ่งผมคิดว่า ดีที่สุดในประเทศไทย
ถ้ายังไม่เจ็บป่วย ก็ส่งเสริมสุขภาพ ให้อาสาสมัครที่เป็นพยาบาลก็มี มาจาก รพศ. รพ.ห้างฉัตร เพราะว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้ ได้รับความสนใจจากคนในชุมชน จนกระทั่งตำบลอื่น ขอให้ไปทำต่อ ... ผมคิดว่า แต่ละตำบลมีผู้ขับเคลื่อนที่ดีอย่างท่านพระครู ก็จะไปโลด แทบจะไม่ต้องไปโรงพยาบาล มีคนไปดูแลตลอด
สิ่งที่เป็นจุดอ่อนนิดเดียว คือ อาสาสมัครมากเหลือเกินจนกระทั่งไม่มีวันให้ลง เพราะฉะนั้น คนหนึ่งไปออกเยี่ยม ปีหนึ่งได้หนเดียว หรือสองหน
ฝากไว้ด้วยว่า ของดีดีที่อยู่ในลำปาง ที่หลายแห่งน่าจะนำไปใช้ เพราะว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพผู้สูงอายุได้อย่างชัดเจน
อยากฝากไว้ว่า การที่จะพัฒนางานผู้สูงอายุได้ ต้องมาจากพื้นที่เป็นหลัก พื้นที่ต้องมีส่วนร่วมให้ความเห็น เพราะท่านรู้จักพื้นที่ดีอยู่แล้ว ว่าในพื้นที่ของท่านมีทรัพยากรอะไรบ้างที่เราสามารถนำมาใช้ ... เราต้องลบภาพเก่าๆ ที่ว่า เป็นหนุ่มขึ้นมาต้องกินเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวหญิง ก็เป็นโรคที่หามาเองทั้งนั้น เราจะต้องลบภาพตรงนี้ออก ให้เกิดเป็นนโยบายสาธารณะให้ได้ว่า ถ้าเราเป็นครอบครัว ชุมชน เราต้องดูแลเรื่องนี้อย่างไร และผมคิดว่า การสร้างโรงพยาบาลมากๆ ขึ้น จะต้องลดลง
ตอนนี้ผมสอนนักศึกษาแพทย์ เชียงใหม่ พอช่วงเวลาที่เลือกวิชา จะมีนักศึกษาแพทย์จากต่างประเทศมาที่เมืองไทย กลุ่มหนึ่ง 8 อาทิตย์ ผมถามว่า You มาทำไม ประเทศ You ก็เจริญเต็มที่อยู่แล้ว เขาบอกว่า อยู่ที่นั่น ที่โรงพยาบาลไม่ค่อยมีผู้ป่วยให้เรียน เพราะว่าเขามาหาหมอตอนที่ยังไม่มีอาการเลย เป็นมะเร็งก็ระยะแรกๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่นักศึกษาได้เรียนรู้ ไม่ได้เรียนรู้เรื่องโรคจริงๆ เพราะว่า อาการจริงๆ ยังไม่ได้เกิดขึ้นเท่าไร ... แต่ที่บ้านเรา เป็นมากแล้วถึงมา เพราะฉะนั้น โรคก็ได้เรียนรู้จากผู้ป่วย
นี่เป็นตัวอย่างว่า ถ้าบ้านไหนเมืองไหน ที่เขาพัฒนาดีแล้ว คนที่เป็นโรคมากมายอย่างบ้านเรา หาไม่ค่อยได้ เพราะว่า เขาทำให้คนของเขาเข้าใจเรื่องสุขภาพดีแล้ว ไม่ได้ปล่อยตามบุญตามกรรมให้เกิดโรค ถ้าเป็นมะเร็งก็ระยะที่สามสี่แล้ว ก็ช้าที่จะรักษาแล้ว และเราก็เอายาเคมีบำบัดไปรักษา ก็สิ้นเปลืองมหาศาล
เพราะฉะนั้น เราจะต้องให้คนในชุมชนของเรามีความเข้าใจว่า เมื่อถึงอายุที่สมควร ควรตรวจร่างกายอย่างไร เราถึงจะรู้ว่า เราเป็นมะเร็งตับ มีอะไรที่จะตรวจบ่งชี้บ้าง และคนในชุมชนของเรา ถ้าเรามีผู้นำที่เข้าใจเรื่องสุขภาพดีแล้ว คนในชุมชนของเราก็จะแข็งแรง ไม่เป็นโรคภัย

รวมเรื่อง ประสานความคิด เนรมิตผู้สูงวัยภาคเหนือฟันดี
มาให้กำลังใจค่ะ คนทำงานด้านสุขภาพค่ะ
โรคภัยไข้เจ็บของคนในประเทศกำลังพัฒนา คือความยากจน และโอกาสเข้าถึงบริการด้านสุขภาพไม่ทั่วถึง ต้องยอมรับความจริงว่าไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะคนยากไร้ที่ห่างไกล หมดหนทางรักษากันเอง ถึงต้องหอบหิ้วมาโรงพยาบาลอย่างยากลำบาก ซึ่งก็อาการก็ย่ำแย่เสียแล้ว โชคร้ายบางรายไม้ได้รับการรักษาได้ทันท่วงที่ เพราะระบบบางอย่างไม่เอื้อ ต้องคอย หรือต้องขนกันกลับ ไม่อยากเห็นภาพแบบนี้ในยุคนี้สมัยนี้แล้วค่ะ โดยเฉพาะชีวิตผู้ยากไร้ที่สูงวัยต้องผจญโรคภัยไข้เจ็บ พิกลพิการ แล้วยังต้องเลี้ยงลูกหลาน ที่พิการ ไม่พิการ ที่น่ารัดทดยิ่ง มันปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไรในสังคมชาวพุทธ ในชุมชน ทั้งๆที่มีการกระจายอำนาจบริหารส่วนท้องลงไปถึงระดับตำบล ผู้บริหารไม่มีข้อมูลเลยหรือ ทั้งๆที่ชาวบ้านเขารู้ และช่วยกันเอง พอข่าวออกเผยแพร่สู่สาธารณะแล้ว จะมีสารพัดราชการเข้ามา.........
สวัสดีปีใหม่ค่ะ
ขอบคุณสำหรับบันทึกเรื่องราวดีๆที่ลำปางนะคะ
(แอบอมยิ้มเป็นพิเศษกับเรื่องราวดีๆ ที่แม่ทะค่ะ)