ได้เห็น "จิตวิญญาณ" ของภาพ ที่ผู้ถ่ายได้บันทึกไว้ในภาพนั่นเองที่ทำให้ภาพมีความ "สวยสมบูรณ์" เต็มความหมาย กับคน "ผู้ไท"บ้านเดียวกัน

ภูพานสูงตระหง่านเทียมฟ้า                    ทาบพสุธาถิ่นอีสานนานนิรันดร์

น้าตกโขดเขินแนวเนินหน้าผาสูงชัน         กล้วยไม้ป่านานาพันธุ์อบอวลชวนฝันชื่นฉ่ำ

เพลงแคนพลิ้วกล่อมแดนอีสาน                กล่อมเขาภูพานแผ่วแว่วหวานยามพลบค่ำ

สาวเก็บผักหวานลำนำแอ่วซุ้มหมอลำ        ซาบซึ้งดั่งมนต์ลำนำสนุกสุขล้ำประสาชาวไพร

ภูพานสงบแทบซบอกธรณินทร์                   แม่โขงไหลรินโอบกอดอีสานมานานแค่ไหน

ภูพานสะอื้นแม่โขงกล้ำกลืนต้องนอนร้องไห้   เคยร่มเย็นกลับลุกเป็นไฟ....

ตัวไกลใจพี่ห่วงอีสานห่วงสาวภูพาน            ข่าวกล่าวขานเคยได้ยิน....

.................วิงวอนให้น้องยุพิน                    จงคิดกลับใจถวิลสร้างสรรค์ถิ่นเฮาเทือกเขาภูพาน

                       

นั่นเป็นบทเพลงลุกทุ่งเก่าแก่มากแล้วครับ "ภูพานสะอื้น" ก้องเพชร แก่นนคร  ร้องเอาไว้  ต่อมาก็มีหลายคนนำมาบันทึกเสียงต่อแต่ที่เพราะที่สุดก็มีของก้องเพชร แก่นนครต้นฉบับและเสียงของสนธิ  สมมาตร ซึ่งนำมาร้องในภายหลังครับ

 

ภูพานสะอื้น
ก้องเพชร แก่นนคร

http://www.youtube.com/watch?v=yiE3QwxtvGg



ภาพภูพานในความทรงจำวัยเด็กของผม  เป็นความรู้สึกประทับใจ ภาคภูมิใจและกับความรู้สึกที่ผูกพันในถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอน “คนผู้ไท”ครับ

                    

เครือญาติคน “ผู้ไท”ส่วนใหญ่จะตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนหมู่บ้านเป็นย่านๆในที่ราบเชิงเขา  ตลอดแนวทั้งสองฝากฝั่งของเทือกเขาภูพาน ตั้งแต่ อุดร สกลนคร กาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร  ร้อยเอ็ด(อ.เมยวดี) ยโสธร(อ.เลิงนกทา)   อำนาจเจริญ(อ.เสนางคนิคม)และอุบลราชธานี(อ.ชาณุมาน) คน “ผู้ไท”เป็นใคร  มาจากไหน  ทำไมจึงได้มาตั้งถิ่นฐานแถบนี้  และตั้งถิ่นฐานย่านนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่  ผมตั้งใจจะบันทึกไล่เรียงไปเรื่อยๆครับ

                   

ตลอดแนว สองฝากฝั่งของเทือกเขาภูพานหลากหลายด้วยกลุ่มชาติพันธ์นอกจากคน “ผู้ไท”แล้ว ยังมีทั้งบลู(ข่า)  กะเลิง  โส้  กุลา แสก ญ้อ ลาว คนจีนและคนเวียด(เวียดนาม) ความหลากหลายทางกลุ่มชาติพันธ์และวัฒนธรรมเป็นความงดงามอย่างยิ่งครับ  แม้ผมจะเติบโตมาในชุมชน “ผู้ไท”แต่ก็รับรู้ ซึมซับกับความหลากหลากทางชาติพันธ์เหล่านี้

                   

คน “ผู้ไทย”จะมีความผูกพันที่พิเศษกับพี่น้องชาติพันธ์ “บลู”(ข่า)ครับ คน “ผู้ไทย” “บลู”(ข่า)ว่า “อ้ายเถอะ”หมายถึงพี่ใหญ่ ตามตำนานน้ำเต้าปูง(จะเล่าในโอกาสต่อไป) คน “ผู้ไท”จึงให้เกียรติเอาใจใส่ดูแลพี่น้อง“บลู”(ข่า)เป็นพิเศษครับ

พี่น้องเครือญาติคน”ผู้ไท”มีความสัมพันธ์กันใกล้ชิด ผ่านกิจกรรมงานบุญประเพณี ที่ร่วมกันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ก็เห็นจะเป็นงานบุญ “ธาตุพนม” พี่น้องจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมาสักการะองค์พระธาตุพนมและงานบุญในหมู่บ้านที่ยิ่งใหญ่ของแต่ละหมู่บ้านที่พี่น้องต่างถิ่นต่างมาร่วมงานก็คือ “งานบุญผีฟ้า  บูชาพญาแถน”  ...นั่นเรื่องมันนานมาแล้ว         

                  

เป็นบันทึกความสุขจากการเพลิดเพลินกับการชื่นชมภาพสวยๆที่น้องแมว _วันทนีย์ “คนผู้ไท”คนบ้านเดียวกันจาก “กาฬสินธุ์” เป็นคนนำภาพมาฝาก   เคล้ากับเสียงเพลงจากบ้านเกิดเมืองนอน  ในยามคิดฮอดบ้าน

...แต่แมวว่าที่สำคัญภาพจะสวยไม่สวย  ปัจจัยที่ว่านั้นไม่ได้สำคัญอะไรมากนักหรอก   มันอยู่ที่ความรู้สึกที่เรามีเราผูกพันกับภาพนั้นต่างหาก 

ใช่แล้วน้องแมว.......

ภาพบางภาพจากบ้านเราแล้วแม้จะถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลธรรมดาๆ 

คนอื่นดูแล้วก็อาจจะอย่างนั้นๆ

แต่เรากลับชอบมัน ผูกพันกับมัน  ดูแล้วดูอีก...

โดยเฉพาะภาพจากภูพานบ้านเราแล้ว   ดูอย่างไร....

ดูเมื่อไหร่ก็สวย......

เพ่งมองภาพทีไรก็จะเห็นได้ถึงภาพซ้อนจากภาพถึงข้างหลังของภาพ

 เป็นภาพแห่งความทรงจำอันงดงาม

สำคัญที่สุดคือได้เห็น "จิตวิญญาณ" ของภาพ ที่ผู้ถ่ายได้บันทึกไว้ในภาพนั่นเองที่ทำให้ภาพมีความ "สวยสมบูรณ์" เต็มความหมาย กับคน "ผู้ไท"บ้านเดียวกัน