การบรรยายพิเศษ สุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุไทย โดย ท่านรองอธิบดีกรมอนามัย นายแพทย์ประดิษฐ์ วินิจจะกูล ค่ะ

ท่านมาพูดคุยให้ที่ประชุมฟังว่า
... อายุขัยเฉลี่ยของคนไทย ตอนนี้คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ในปี 2563 อีกประมาณ 11 ปี ผู้ชายจะอายุ 72 ผู้หญิงก็จะมีอายุ 78 ปี
สิ่งที่เราพูดกันอยู่เสมอ คือ ขณะนี้ผู้สูงอายุร้อยละ 10.7 ประมาณ 7 ล้านคน ซึ่งภายในเวลาประมาณ 2563 จะขึ้นเป็นร้อยละ 15 หรือ 11 ล้านคน เป็นอัตราการเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว จนต้องมาดูกันว่า เราเตรียมการกันพร้อมหรือยัง กับการที่จะเป็นสังคมผู้สูงอายุ
ก็จะมีการพูดคุยกันในหลายเรื่อง
-
ทางด้านสุขภาพ สำนักงานหลักประกันสุขภาพก็ได้บอกว่า ได้เตรียมการเรื่องนั้นเรื่องนี้ ต่างๆ แล้ว
-
ในส่วนของรัฐบาล พูดถึงเรื่องกองทุน ... เราจะมีกองทุนบำนาญสำหรับบุคคลทุกกลุ่มอายุ แต่ก็จะเริ่มเก็บเงินบำนาญเมื่ออายุกี่ปี หมายความว่า ต่อไปนี้ ประชาชนพลเมืองเมื่อเริ่มทำงานได้ ก็ต้องเริ่มจ่ายเงินสะสม เพื่อที่จะมีไว้ใช้ในช่วงวัยสูงอายุ
... สิ่งนี้เป็นตัวอย่างที่เกิดแล้วในหลายประเทศ รัฐบาลก็ยังจะตั้งเงินกองทุน หรือเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุโดยใช้งบประมาณ สุดท้ายแล้ว ก็ยังล้มเหลว เพราะว่าเงินที่ใช้เป็นเงินที่ค่อนข้างมาก เกินกว่าที่จะตั้งเป็นงบประมาณประจำปีได้
... ก็มีข้อสรุปว่า คนจะต้องเก็บสะสมเงินตัวเอง จนมาถึงช่วงที่เข้าสู่วัยสูงอายุ ก็จะมีเงินส่วนหนึ่งที่ได้เก็บสะสมไว้ และนำมาใช้ ในช่วงที่เราอยู่ในสภาวะที่เราพ้นจากหน้าที่การงาน ก็จะเป็นวิธีอันหนึ่งซึ่งสามารถที่จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุดีขึ้น
ผู้สูงอายุจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
-
กลุ่มที่หนึ่ง คือ กลุ่มที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ช่วยเหลือผู้อื่นได้ ไปไหนมาไหนได้ สามารถมีกิจกรรมดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เหมือนกับคนทั่วๆ ไป กลุ่มนี้อายุประมาณ 60-70 ปี จะมีอยู่ค่อนข้างเยอะ ประมาณร้อยละ 80
-
กลุ่มที่สอง คือ ผู้สูงอายุซึ่งเริ่มเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพ ไปไหนมาไหนพอได้ ช่วยเหลือตนเองได้ แต่ที่จะไปช่วยเหลือคนอื่นแทบจะลำบาก ต้องดูแลตัวเองเป็นส่วนใหญ่ อาจจะมีคนช่วยเหลือดูแลบ้างเป็นครั้งคราว กลุ่มนี้จะมีประมาณร้อย 10 และ
-
มีกลุ่มสุดท้าย ประมาณร้อยละ 1-2 เป็นผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และมีปัญหาเรื่องสุขภาพ หรือทุพพลภาพ ถ้าใช้ภาษาซึ่งฟังกันง่ายๆ แต่อาจไม่สุภาพนัก ก็คือ ติดอยู่กับเตียง ไปไหนมาไหนไม่ได้ ต้องการคนมาดูแล มีปัญหาเรื่องสุขภาพ เช่น คนที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ส่วนใหญ่ก็อายุตั้งแต่ 80-90 ปี
ก็จะเป็นสิ่งที่เราต้องมานั่งดูว่า แล้วทิศทางที่เราทำต่อไป เราจะทำอย่างไร เราคงจะไม่ปล่อยให้สัดส่วนเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีการแก้ไข เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้ว สัดส่วนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จะเพิ่มจากร้อยละ 2 คือ สะสมไปเรื่อยๆ
ทิศทางจริงๆ ที่เราต้องการก็คือ
... เราต้องการให้เป็นผู้สูงอายุกลุ่มแรก คือ ช่วยเหลือตัวเองได้ ไปไหนมาไหนเองได้ ช่วยเหลือผู้อื่นได้ พยายามคงสภาพนี้ให้นานที่สุด เช่น ขณะนี้ประมาณ 60-70 ปี ก็ต้องเริ่มขยับกลุ่มนี้ให้เป็น 60-75 ปี
... และกลุ่มที่สองช่วยเหลือ แต่ช่วยเหลือผู้อื่นไม่ได้ แต่ไม่ถึงกับติดเตียง ต้องพยายามให้ขึ้นจาก 75-85 ปี อย่างต่ำ
... และกลุ่มที่ติดเตียง ก็พยายามให้เป็นช่วงที่สั้นที่สุด คือ พูดง่ายๆ ว่า เราอยากให้มีชีวิตที่มีคุณภาพ สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ยาวนานที่สุด และลดระยะเวลาที่อยู่ติดเตียงให้สั้นที่สุด
... หลังจากนั้น อาจเป็นไปได้ว่า ช่วงสุดท้ายของชีวิตนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เป็นช่วงที่สั้นที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สั้นโดยการไม่ได้รักษา แต่ว่า เขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้ค่อนข้างยาวนาน และช่วยที่เริ่มจะมีปัญหาเป็นช่วงที่สั้นที่สุด
การที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เป็นเรื่องที่เราต้องมานั่งคุยกันทั้งระบบ
-
ทำอย่างไรคนที่เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยผู้สูงอายุ เช่น เดิมที่มีฟันครบ จะเป็น 30 หรือ 32 ซี่ ทำอย่างไรให้ฟันอยู่ยาวนาน ไม่หลุดไป
-
สุขภาพ บางคนอาจจะเป็น ไม่มีโรคเลย ทำอย่างไร ถึงจะไม่มีโรคต่อไป หรืออาจจะเบาหวาน อย่างอื่นไม่มี ทำอย่างไรให้เป็นเบาหวาน และควบคุมได้ อยู่อย่างนี้ไป 20 ปี จน 80 ถึงแม้จะเป็นเบาหวาน ก็ยังไปออกกำลังได้ ไปร่วมกิจกรรมได้
โดยเทคโนโลยีทางการแพทย์ สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องยาก และในเรื่องของการที่จะดูแล ป้องกัน ก็ไม่ถึงกับยากเย็นนัก และสิ่งที่ยาก คือ องค์ประกอบทั้งหลาย ซึ่งเราพูดถึงเรื่องของ ครอบครัว ชุมชน ... ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่เราอาจต้องมานั่งคุยกันว่า ทำอย่างไร สภาพแวดล้อม สภาพสังคมนั้น จะเอื้อต่อการให้ผู้สูงอายุ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข
สำหรับกระทรวงสาธารณสุข หรือเรื่องของสุขภาพอนามัย เราก็จะพยายามที่จะดูในส่วนที่ควรจะเป็น
ถามว่า โรคที่มาเป็นภัยคุกคามกับผู้สูงอายุ จะมีไม่มากนัก ในเรื่องของสมองเสื่อม โรคนี้พบในทางตะวันตกมากกว่า แต่ก็มีข้อพิสูจน์ว่า การทำกิจกรรมต่างๆ ทำ ช่วยป้องกันผู้สูงอายุจากโรคต่างๆ ได้เยอะ เช่น ผู้สูงอายุที่เล่นไพ่ บอกว่า ถ้าเล่นไพ่ได้ สมองก็จะดี คิดเลขได้ ไม่ถึงกับเป็นสิ่งที่เลวร้ายจนเกินไป แต่อย่าให้เล่นเป็นการพนัน หรือหมดเนื้อหมดตัว ... เพราะฉะนั้น การที่มีกิจกรรมอยู่ ก็จะเป็นสิ่งที่ดี
แต่เรามีปัญหาเรื่องโรคเรื้อรัง ซึ่งเดี๋ยวนี้ ลงไปถึงเด็กแล้ว พบว่า มีเด็กอ้วน น้ำหนักเกิน จะมีแนวโน้มที่จะเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต่อไปก็จะกลายเป็นโรคในสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ กับกลายเป็นโรคไตเรื้อรัง และคงจะมีปัญหาเรื่องของโรคกระดูก และโรคต่างๆ กว่า 70% และจะมีผลทำให้เกิดความอ่อนแอ ... แต่เรียนว่า ไม่ต้องตกใจ ถ้าเป็นโรคพวกนี้ ... เรามีผู้ป่วยอยู่หลายคน ที่เป็นทั้งเบาหวาน ทั้งความดันสูง ยังสามารถวิ่งออกกำลังกายได้ ทำกิจกรรมต่างๆ ได้
การที่เราตรวจพบก่อนว่า เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งตรวจพบระดับน้ำตาลยังไม่สูงมากนัก โรคเหล่านี้เชื่อว่า จะสามารถควบคุมให้ระดับน้ำตาลคงที่ได้ ไม่ให้สูงมากนัก สามารถป้องกันเรื่องตาบอด ไตวายเรื้อรัง ซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนได้ เพราะฉะนั้น สามารถที่จะมีอยู่เป็นปกติสุขได้ เช่นเดียวกับเรื่องความดันโลหิตสูง
เพราะฉะนั้น เรื่องเทคโนโลยี หรือพฤติกรรม ในการที่จะส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ก็ต้องเริ่มต้น เพียงแต่ว่า ต้องมีความร่วมมือของผู้ป่วย ความร่วมมือของชุมชน ที่จะต้องสร้างขึ้นมาให้เอื้อ เพราะการที่จะมีชีวิตอยู่ได้เป็นปกติสุข จะเห็นอยู่ค่อนข้างเยอะ ลำปาง เชียงใหม่ เป็นจังหวัดซึ่งได้รับการชมเชย ได้เห็นว่า มีกิจกรรมในเรื่องของการออกกำลังกายที่ชัดเจน หรือในเรื่องของการดูแลเรื่องอาหารที่ค่อนข้างดี อันนี้คือ สภาวะแวดล้อมที่จะเอื้อกับการที่จะทำให้มีสุขภาพที่ดี
แต่ถ้าสมมติว่า ยังกลายเป็นสังคมที่มีแต่ความแออัด มีแต่ความแข่งขันกันทำสิ่งต่างๆ ในเรื่องการค้า เกิดความเครียด หรือสิ่งต่างๆ ก็จะทำให้เกิดความเสื่อมของสุขภาพ เพราะฉะนั้น นอกเหนือจากเรื่องของตัวเอง ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้องแล้ว เรื่องของสภาวะแวดล้อม องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรในครอบครัว ในชุมชน ท้องถิ่น ต้องหันกลับมาดูว่า จริงๆ แล้ว สภาพแวดล้อมของเรา ขณะนี้ เอื้อต่อการมีสุขภาพดีหรือเปล่า
เรื่องใหญ่ๆ ของช่องปากนั้น เรื่องสำคัญ คือ การรับประทาน การเคี้ยว การกิน การนำอาหารมาบำรุงเลี้ยงร่างกาย ให้มีความแข็งแรง มีชีวิตที่เป็นปกติสุข แต่ถ้าปรากฎว่า ภายในปากของเรา นอกเหนือจากเรื่องที่ว่านี้ มันเป็นปัจจัยให้มีการเคี้ยว เป็นหน้าเป็นตา ถ้าฟันหายไป ก็จะไม่สวย มีกลิ่นปากก็จะเป็นที่รังเกียจ หรืออะไรต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุขภาพในช่องปากที่ไม่ดี จะเป็นแหล่งให้เกิดโรคต่างๆ ได้ค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้น เรื่องการดูแลสุขภาพช่องปาก จะมีผลกระทบในหลายๆ เรื่อง
ในทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ผมเรียนว่า เราเริ่มต้นจากการที่ดูแลเรื่อง ในช่องปาก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องป้องกัน ซึ่งไม่น่าจะยากจนเกินไป และกิจกรรมที่จะทำกันมาตอนนี้ ผมคิดว่า เป็นสิ่งที่ดี เรามีผู้สูงอายุที่สูญเสียฟัน ที่สำรวจไว้ครั้งนั้น มีอยู่ประมาณสามแสน และก็เริ่มต้นใส่ฟันเทียมในโครงการฟันเทียมพระราชาทาน ขณะที่ใส่มา 3 ปี แล้ว เราใส่ได้แค่ แสนหก แทนที่จะเหลืออยู่แสนสี่ กลายเป็นเหลืออยู่สองแสนสี่ ... แสดงว่า ยังมีลูกค้ารายใหม่เข้ามาอยู่ และถ้าเรายังปล่อยไปอย่างนี้ ให้ลูกค้ารายใหม่เข้ามาเรื่อยๆ เราก็คงต้องทำโครงการอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะฉะนั้น สิ่งที่คิดว่า เราน่าจะต้องทำ คือ การเริ่มจากการสะกัดวงจรของการสูญเสียฟัน ซึ่งขณะนี้ กองทันตฯ จังหวัดลำปาง และจังหวัดเชียงใหม่ ได้เริ่มต้นแล้ว ผมคิดว่า น่าจะเป็นวิธีที่ถูก คือ เริ่มต้นที่ภาคประชาชน คือ ผู้สูงอายุ ที่ว่า เริ่มต้นจากชมรมผู้สูงอายุ แต่ต่อไป เราต้องขยับขึ้นไปในวัยประมาณ 45 ขึ้นไป เริ่มต้นมาดูว่า ตั้งแต่อายุ 45 มีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นเหตุให้สูญเสียฟัน และเราก็ไปเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนั้น สิ่งที่ท่านทำกันอยู่ในตอนนี้ ผมคิดว่า เป็นการเริ่มต้นที่น่าสนใจ
ผู้สูงอายุหลายท่านยังมีฟันอยู่ครบ สุดยอด ฟันดี 80 ปี มีทุกปี ผมเองอยากให้ผู้สูงอายุมีฟันจนอายุ 90 ปี แต่การที่จะเป็นอย่างนั้นได้ เราก็คงจะต้องมานั่งดูว่า รูปแบบของการดูแลรักษาฟัน สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรที่จะให้เกิดสิ่งเหล่านั้น กับทุกๆ คน
ที่น่ายินดี และในนามของกรมอนามัย ก็ต้องขอขอบคุณทางชมรมผู้สูงอายุ ทั้งในลำปาง เชียงใหม่ และในอีกหลายๆ จังหวัด ที่เริ่มต้น การดูแลสุขภาพในช่องปาก ซึ่งเป้าหมายจริงๆ เลย ผมเรียนตรงๆ ว่า คือ ลดการสูญเสียฟัน และผลพลอยได้ต่างๆ
ถ้าเทียบว่า ปีนี้ เราสามารถทำได้ในระดับนี้ อีก 5 ปีข้างหน้า ก็คาดว่า จะลดลูกค้ารายใหม่ ที่จะสูญเสียฟันทั้งปากลง อย่างน้อยประมาณร้อยละ 15-20 และก็จะมีผู้สูงอายุที่สูญเสียฟันในปริมาณที่ไม่มากนัก เราจะสามารถจัดบริการได้ดี
และในขณะเดียวกัน การดูแลสุขภาพฟัน การป้องกันการสูญเสียฟัน ก็คิดว่า จะเป็นจุดเริ่มที่ต้นที่ผู้สูงอายุทั้งหลาย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้รับบทเรียนเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การสร้างองค์กร การสร้างองค์ความรู้ การสัมพันธ์เครือข่าย หรือการทำให้เกิดพลังร่วมในองค์กร และทำจุดหมายต่างๆ ให้บรรลุผล ซึ่งเริ่มตั้งแต่ ถ้าเราทำเรื่องฟันได้ เรื้องสุขภาพก็ไม่น่าจะยาก ต่อจากเรื่องของสุขภาพ ก็คือ เรื่องของสังคมผู้สูงอายุ ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง
ท้ายที่สุด ขอขอบคุณทุกท่าน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ท่านมานำเสนอในวันนี้ จะได้เป็นสิ่งที่ถูกจารึกไว้ว่า เราได้ทำงานในลักษณะนี้ และหลังจากนั้น จะได้รู้กันว่า เราเริ่มต้นกันเป็นอย่างไร และเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม
รวมเรื่อง ประสานความคิด เนรมิตผู้สูงวัยภาคเหนือฟันดี
ตามาให้กำลังค่ะ
แวะมาสวัสดีปีใหม่ครับ
ผู้สูงอายุที่ไม่มีคนดูแลน่าเห็นใจมาก....ถ้าชุมชนได้มีส่วนร่วมเค้าว่าชุมชนเราน่าอยู่ขึ้นเยอะ
เค้าเห็นคนแก่ที่โดดเดี่ยวเดินเข้ามาในห้องตรวจทุกวัน บางวันสะเทือนใจมาก อยากเห็นระบบที่ดูแลผู้สูงอายุได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ยังนึกไม่ออกนะ