สิ่งใดมีประโยชน์ย่อมมีโทษเช่นกัน และหากเราไม่ยึดทางสายกลางไว้ ก็ย่อมมีผลเสียตามมาอย่างแน่นอน เพราฉะนั้น ทำงานแต่พอดี เล่นเน็ตแต่พอควร และเล่นเกมแต่พอประมาณ กันดีกว่าไหมครับ

       บทความในคอลัมน์หนึ่งของ นสพ.เดลินิวส์ นำเสนอเรื่องราวที่เป็นเรื่องใกล้ตัวเรา ๆ ทุกท่านกันมากที่สุด นั่นก็คือ การใช้งานคอมพิวเตอร์แล้วทำให้เกิดอาการป่วย…
   
       ไม่ปฏิเสธกันนะครับว่าคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ทั้งงาน  บันทึก การศึกษา ค้นคว้าข้อมูลและการติดต่อสื่อสาร ฉะนั้นคงจะหนีไม่พ้นอาการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับร่างกายเรา และในบทความนี้ได้นำเสนอว่า เราจะมีโอกาสป่วยด้วยคอมพิวเตอร์ได้ตรงส่วนไหนของร่างกายได้บ้าง     

        เริ่มต้นที่  “ดวงตา”  เมื่อต้องจ้องหน้าจอดูข้อมูลเป็นเวลานาน ส่วนของนัยน์ตาอย่างน้อย 2 ส่วนคือ กล้ามเนื้อตาที่จะต้องคอยหดตัวเกร็งตัว เพื่อปรับเลนส์ตาให้มีความหนาที่เหมาะสมเพียงพอให้แสงจากจอไปตกบนฉากรับภาพด้านหลังของตาที่เรียกว่า เรตินา ทำให้เกิดภาพคมชัด ซึ่งหากมองจอมอนิเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ กล้ามเนื้อตาจะต้องทำงานหนัก จนทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการล้าได้ เมื่อใช้สายตานานวันเข้าก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของสายตาได้ ทั้งสายตาสั้นหรือสายตายาว อีกส่วนหนึ่งคือ จอรับภาพด้านหลังตาหรือ เรตินา ซึ่งประกอบไปด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นแท่ง ทำหน้าที่รับแสงที่ไม่สว่างมาก เช่น ภาพขาวดำ อีกชนิดหนึ่งเป็นรูปโคน ทำหน้าที่รับแสงที่สว่าง เช่น ภาพสีต่าง ๆ แล้วส่งสัญญาณไปที่สมอง ถ้าจำเป็นต้องจ้องหน้าจอมอนิเตอร์ที่เป็นภาพสีเป็นเวลานาน ๆ ในระยะห่างใกล้ ๆ เซลล์รูปโคนจะทำงานหนักเป็นเวลานาน จนอาจทำให้เกิดความเสื่อมของเรตินาก่อนเวลาอันสมควรได้ ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องจึงควรจ้องมองภาพผ่านจอมอนิเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลาไม่เกิน 1-2 ชั่วโมง แล้วควรมีการพักสายตา โดยการเปลี่ยนไปมองระยะไกล ๆ บ้างสัก 10-15 นาที จึงค่อยกลับมาใช้คอมพิวเตอร์อีกครั้ง
   
         ถัดมาคือ “สมอง” การใช้สมองต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ย่อมเกิดอาการอ่อนล้าได้ อาการส่วนมากที่พบก็คือ มึนศีรษะ ปวดศีรษะ บางครั้งเราอาจไม่รู้ตัวเนื่องจากกำลังทำงานหรือกำลังใช้อินเทอร์เน็ต เล่นเกม ทำให้อาการ เตือนของสมองไม่ว่าจะเป็นอาการมึนหรือปวดศีรษะนั้นไม่ได้รับการรับรู้ อันจะทำให้เกิดผลเสียต่อสมองได้ในภายหลัง ดังนั้นจึงไม่ควรใช้สมองทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกินไป
   
         ถัดลงมาที่ “คอ”  การใช้งานคอมพิวเตอร์นาน ๆ ศีรษะจะอยู่ในตำแหน่งเดิม  มุมเดิมเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อคอก็จะต้องเกร็งตัวเอาไว้เพื่อรักษาท่าและตำแหน่งของศีรษะเอาไว้เป็นเวลานาน รู้ตัวอีกทีก็มีอาการปวดเมื่อยคอ คอตึงจากอาการเกร็งของกล้ามเนื้อคอ หากไม่มีการบริหารคอที่เหมาะสม อาจทำให้กระดูกคอเสื่อมก่อนเวลาอันควรได้ เพราะฉะนั้นจึงควรขยับศีรษะและคอไปมา และขยับกล้ามเนื้อคอหรือหมุนศีรษะไปมาในขณะทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์จะทำให้อาการปวดเมื่อยคอหรือโอกาสเกิดกระดูกคอเสื่อมน้อยลงไป
   
        ตามมาด้วย “ไหล่” สำหรับท่านที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่ต้องพกพาโดยการสะพายไหล่เป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้เกิดอาการปวดไหล่จากกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นบริเวณไหล่อักเสบ รวมไปถึงกล้ามเนื้อหลังที่ต้องเกร็งตัวตลอดเวลาด้วย ดังนั้น ควรเปลี่ยนมาใช้ในกระเป๋าโน้ตบุ๊กที่มีล้อลากได้หรือพยายามให้มีน้ำหนักเบาลง นำของไปด้วยเท่าที่จำเป็น และสะพายไหล่เท่าที่จำเป็น ก็จะทำให้หลีกเลี่ยงการอักเสบของไหล่ได้ และกล้ามเนื้อหลังได้
   
         สุดท้าย “การนอน”  การทำงานหรือเล่นเกมจนทำให้นอนดึก อดนอน และร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้สมองไม่แจ่มใส ถ้าทำติดต่อกันหลายวัน อาจส่งผลให้การเรียนหรือการทำงานขาดประสิทธิภาพ หรือเสียการเรียน หรือเสียการเสียงานได้

         ผมคิดว่ายังมีอีกเยอะ หรืออีกหลากหลายอาการที่เป็นผลกระทบอันเกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ที่มาก (เกิน) ไป อย่างที่พูดกันว่า สิ่งใดมีประโยชน์ย่อมมีโทษเช่นกัน และหากเราไม่ยึดทางสายกลางไว้ ก็ย่อมมีผลเสียตามมาอย่างแน่นอน เพราฉะนั้น ทำงานแต่พอดี เล่นเน็ตแต่พอควร และเล่นเกมแต่พอประมาณ กันดีกว่าไหมครับ

ด้วยความห่วงใยจึงนำเสนอมาให้รับทราบกันนะครับ
   
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.นพ.กิตติโตเต็มชัยการ
อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล 

ที่มาของข้อมูล