บทที่ 3 สุขภาวะ
นอกจากผมถามตัวเองเสมอว่า “ความสุข” คืออะไร? ผมจะถามคำถามนี้กับคนที่ผมรู้จักเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เสมอ เช่นเดียวกับเด็กและเยาวชนกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกผมถามว่า ”ความสุข” คืออะไร? ผมได้รับคำตอบว่า
“ ความสุข คือ การได้ทำอะไรเต็มที่และสุดๆ ในชีวิต ตั้งใจ เต็มใจ ไม่ถูกบังคับ อารมณ์ดี หัวเราะ รอยยิ้ม สุขใจเมื่อได้รับ รู้จักการให้ อิสระ อยู่กับคนที่เรารัก อยู่กับพ่อแม่และครอบครัว ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ ทำแล้วสบายใจ คนรอบข้างมีมิตรภาพต่อกัน การได้ผ่อนคลาย ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน”
“ความทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เครียดเพราะอกหัก เครียดจากการเรียน ถูกบังคับ ด้วยข้อห้าม กฎ ระเบียบ การบังคับให้ตัดผมสั้น ต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ การถูกเลือกปฏิบัติ อารมณ์ไม่ดี ไม่เป็นตัวของตัวเอง ทำไม่สำเร็จ ไม่เข้าใจกันระหว่างเพื่อนหรือครอบครัว ทำให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อน ความเก็บกด ไม่ได้ระบาย ไม่มีใครรับฟังปัญหา”
ผมถามต่อไปว่า “การได้ทำอะไรเต็มที่และสุดๆ ในชีวิตคืออะไร” เมื่อได้คำตอบ ผมพยายามจับประเด็น จึงพบว่า กลุ่มแรกตอบเกี่ยวกับ ตั้งใจเรียนเต็มที่ สอบได้ที่ 1 สอบเข้าเรียนต่อได้ ชนะการประกวด อีกกลุ่มตอบว่า การได้บ้าสุดๆ กรี๊ดดังๆ ตะโกนดังๆ ทำอะไรที่หลุดโลก หากคิดแบบผู้ใหญ่ “นิยามความสุข” ของเด็กมีขอบเขตกว้างและอยู่คนละขั้วเหลือเกิน
ความจริงแล้วความสุขของเด็กคืออะไร?
เด็กเรียนเก่ง ไม่มีเพื่อน ไม่สนใจสังคมรอบข้าง มีความสุขจริงหรือ?
ผู้ใหญ่ที่ตั้งความหวังในตัวเด็กสูง เมื่อเด็กทำได้ ผู้ใหญ่หรือเด็กมีความสุขมากกว่ากัน?
ทำไมยังมีข่าวนักศึกษาฆ่าตัวตาย?
เวลาขับรถซิ่ง มีความสุขจริงหรือ?
ตบตี ชกต่อยกัน เพื่ออะไร หรือเพื่อแย่งชิงความสุข?
ทำไมเด็กคิดว่า “กฏ ระเบียบ” สร้างความทุกข์ และให้ความหมายแค่ “การบังคับ” เป็นไปได้หรือไม่ที่จะสอนเด็กให้เรียนรู้ความหมายกว้างกว่านั้น เช่นหมายถึง “เครื่องมือที่ทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข” ดังนั้นหากทุกคนรักษากฏ ระเบียบ จะไม่มีการก้าวก่ายสิทธิและทำลายความสุขของผู้อื่น ผมว่าไม่แปลกที่เด็กคิดเช่นนี้ เพราะเด็กอาจซึมซับพฤติกรรมจากผู้ใหญ่ เช่น พฤติกรรมขับรถฝ่าไฟแดง พฤติกรรมไม่เข้าคิวขึ้นรถโดยสาร หรือพฤติกรรมจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่เมื่อทำความผิด เป็นต้น
ความพยายามแหกกฏถูกปฏิบัติจนคุ้นชิน ทำให้เด็กเห็นเป็นเรื่องปกติ ผมนึกน้อยใจเสมอเมื่อได้ยินคนไทยพูดว่า “เมืองไทยก็เป็นอย่างนี้แหละ” เรื่องดูแลและรักษากฏระเบียบของคนไทยกลายเป็นเรื่องธรรมดา ในขณะที่การได้แหกกฏเป็นเรื่องไม่ธรรมดาและได้รับการชมเชยจากคนในกลุ่มด้วยซ้ำ เด็กจึงกล้าในสิ่งที่ไม่ควรกล้าและกลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว
ความสุขของเด็ก เกี่ยวพันเชื่อมโยงกับหลายประเด็นเหลือเกิน ความสุขของเด็กหาได้จากไหน? หรือทุกวันนี้เด็กมีความสุขอยู่แล้ว? หรือผมเองต่างหากที่เป็นทุกข์แทนเด็ก?
เช้าวันหนึ่ง ผมรอรถโดยสารปรับอากาศเพื่อเดินทางไปมหาวิทยาลัย ผู้หญิงวัยกลางคน จูงมือเด็กชายในชุดนักเรียน น่าจะอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ขึ้นรถคันเดียวกับผม ระหว่างการเดินทาง ผู้หญิงคนนั้นก็หยิบกรรไกรตัดเล็บขึ้นมาตัดเล็บให้เด็กชายในชุดนักเรียน โดยไม่ได้รองเศษเล็บ และปัดเศษเล็บลงพื้นด้วยซ้ำ ผมคิดว่าไม่ควรตัดเล็บบนรถโดยสารสาธารณะ เพราะเศษเล็บอาจกระเด็นไปโดนคนอื่น แม้เศษเล็บที่ปัดลงบนพื้นชิ้นไม่ใหญ่โตจนทำให้เห็นความสกปรกชัดเจน แต่สิ่งที่ผมกำลังคิดคือ หากเด็กรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องปกติ เด็กจะซึมซับความมักง่ายโดยไม่รู้ตัว
ระหว่างเดินลงบันไดจากรถไฟฟ้า ผมเห็นผู้ชายชาวต่างชาติ อายุประมาณ 30-35 ปี อุ้มเด็กหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง อายุประมาณ 2 ขวบ ไม่แน่ชัดว่าเป็นเด็กผู้หญิงหรือผู้ชาย ผมตกใจมากที่เห็นเด็กใส่ต่างหูหนึ่งข้าง เช่นเดียวกับผู้ชายที่อุ้มเด็กคนนั้น ผมคิดว่าเด็กโดนเจาะหูตั้งแต่ยังพูดไม่ได้เลยหรือ? กลับมาคิดดูอีกทีอาจเป็นวัฒนธรรมของเขา แต่อย่างไรก็ตามไม่ยุติธรรมสำหรับเด็กเลย เด็กไม่มีทางเลือกเลยหรือ?
เป็นไปได้หรือไม่ว่า ทุกวันนี้เด็กมีความสุขอยู่แล้ว เพราะเด็กเชื่อว่าสิ่งที่ทำอยู่คือความสุข? (ผู้ใหญ่อาจคิดว่าไม่ใช่ความสุข) ผมหมายความว่าความเชื่อของคนแต่ละรุ่นอาจเปลี่ยนแปลงไป เช่น คนรุ่นก่อนเชื่อว่าต้องมีครอบครัวใหญ่ ลูกหลานเยอะ นั่งทานข้าวด้วยกันทุกมื้อ คนรุ่นต่อมา ส่วนใหญ่เชื่อว่าควรมีลูกเพียง 2 คน ส่งผลให้ขนาดของครอบครัวเล็กลง คนรุ่นต่อมาอาจเชื่อว่าการมีครอบครัวหรือมีลูกกลายเป็นภาระของตัวเอง
ความเชื่อเปลี่ยนแปลงได้คู่กับความคุ้นชินที่เปลี่ยนแปลงไปตามความเชื่อ ดังนั้นเด็กที่อาศัยอยู่บนคอนโดตั้งแต่แรกเกิดก็จะคุ้นชิน ทำให้กลายเป็นเรื่องธรรมดา และอาจเชื่อว่าการอาศัยอยู่บนคอนโดมีความสะดวกสบายด้วยซ้ำ มีพร้อมทุกอย่าง ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ ในช่วงชีวิตของเขาและเด็กรุ่นต่อไปก็คงใช้ชีวิตอยู่บนคอนโด
ดังนั้น การทิ้งขยะไม่ลงถังของเด็ก จึงอาจเป็นความสุขเพราะความคุ้นชิน หรือเป็นเรื่องปกติธรรมดาเพราะทำเป็นประจำ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีกฏ ระเบียบเรื่องการทิ้งขยะให้ถูกที่ถูกทาง เด็กจะรู้สึกอึดอัด รู้สึกว่าโดนบีบบังคับ เกิดความทุกข์ ไม่มีความสุขขึ้นมาทันที สุขภาวะจึงไม่ควรเป็นเพียงสุขอารมณ์
แม้ที่บ้านของผม เดิมเคยเชื่อว่าการดื่มน้ำอัดลมและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นสิ่งไม่ดี แต่ตอนนี้ผมเห็นวางอยู่ที่บ้าน แสดงว่าความเชื่อของคนที่บ้านเปลี่ยนแปลงไป อาจเป็นเพราะการโฆษณาชวนเชื่อ หรือการเปลี่ยนแปลงกระแสสังคม ไปที่ไหนก็เห็นน้ำอัดลมและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลง “ความเชื่อ” ของ “นิยามความสุข” จาก “สุขอารมณ์” ให้กลายเป็น “สุขภาวะ” ได้
ผมไม่แน่ใจว่า นิยาม “ความสุข” ของคนแต่ละรุ่นเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน? เมื่อก่อนความสุขอาจจะแค่ได้กินอิ่มนอนหลับ ต่อมาความสุขอาจหมายถึงเงินทองมากมาย ต่อมาคนที่มีอำนาจคือผู้ครอบครองความสุข ต่อมาผู้ชนะเท่านั้นที่มีความสุขได้ ผมคงไม่มีชีวิตอยู่จนกระทั่งถึงวันที่ “การเอาชีวิตผู้อื่นคือความสุข” หรือทุกวันนี้ก็มีอยู่บ้าง?
เวลาผ่านไป นิยามความสุขของเด็กเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน? ทิศทางสู่สุขภาวะหรือเพียงแค่สุขอารมณ์?
ขับรถซิ่ง เป็นสุขภาวะหรือสุขอารมณ์?
หักโหมอ่านหนังสืออย่างหนักในช่วงสอบ เป็นสุขภาวะหรือสุขอารมณ์?
ลอกการบ้าน เป็นสุขภาวะหรือสุขอารมณ์?
ดื่มน้ำอัดลม เป็นสุขภาวะหรือสุขอารมณ์?
โดดเรียน เป็นสุขภาวะหรือสุขอารมณ์?
ทะเลาะ ตะหวาดหรือพูดจาไม่สุภาพกับพ่อแม่ เป็นสุขภาวะหรือสุขอารมณ์?
ไม่ทานผัก ผลไม้หรือไม่ดื่มนม เป็นสุขภาวะหรือสุขอารมณ์?
เที่ยวผับ เทค เป็นสุขภาวะหรือสุขอารมณ์?
พนันบอล เป็นสุขภาวะหรือสุขอารมณ์?
ไม่ปฏิบัติตามกฏ ระเบียบ เป็นสุขภาวะหรือสุขอารมณ์?
สูบบุหรี่ เป็นสุขภาวะหรือสุขอารมณ์?
เล่นเกมส์ไม่เป็นเวลา เป็นสุขภาวะหรือสุขอารมณ์?
เล่นดนตรีอย่างเดียวไม่สนใจการเรียน เป็นสุขภาวะหรือสุขอารมณ์?
ฯลฯ
โปรดอย่าเข้าใจผิด ผมไม่ได้ตั้งใจยกตัวอย่างเพียงพฤติกรรมสุขอารมณ์เท่านั้น เพราะการพิจารณาว่าพฤติกรรมใดเป็นสุขภาวะหรือสุขอารมณ์ ต้องพิจารณาด้วยตัวคุณเองภายใต้บริบทของคุณเท่านั้น โดยพฤติกรรมสุขภาวะมีเกณฑ์เพื่อประกอบการพิจารณา 3 ประเด็น ต่อไปนี้ (หากผ่านเกณฑ์ 1-2 ประเด็น ไม่จัดว่าเป็นพฤติกรรมสุขภาวะ)
- พฤติกรรมนั้นไม่ทำให้เกิดโทษต่อตัวเอง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
- พฤติกรรมนั้นไม่ทำให้เกิดโทษต่อผู้อื่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนพ้อง คนรอบข้าง คนในสังคม
- พฤติกรรมนั้นไม่ทำให้เกิดโทษต่อสภาวะแวดล้อม
ผมคิดว่า “การสูบบุหรี่” ทำให้เกิดโทษต่อตัวเอง ดังนั้นการพิจารณาด้วยเกณฑ์ข้อแรก สรุปได้ว่าการสูบบุหรี่ไม่ใช่พฤติกรรมสุขภาวะโดยไม่ต้องพิจารณาข้ออื่น ดังนั้น หากคนในสังคมใช้เกณฑ์เดียวกันเพื่อพิจารณาพฤติกรรมสุขภาวะ นิยามความสุขของคนในสังคมจะคล้ายคลึงกัน
“สุขภาวะ” จึงมีขอบเขตแคบกว่า “สุขอารมณ์”
“ความเชื่อ” และ “นิยามความสุข” ของคนในสังคม จึงมีทิศทางเดียวกัน
สุขในภาวะที่เป็นค่ะ
ครับผม
ขอบคุณครับ
ที่ช่วยอ่าน