อิสลามาภิวัฒน์ท่ามกลางวาทกรรมการปะทะกันของอารยธรรม
อานนท์ บุญมาศ
กระแสการฟื้นฟูอิสลาม(Islamic Revivalism)เกิดขึ้นหลังจากความเสื่อมถอยและความล้าหลังของอิสลามในด้านศาสนา ศีลธรรม ซึ่งเกิดขึ้นในคริสตศรรตวรรษที่ 18 (หรือฮิจเราะศักราชที่ 12) มุสลิมในยุคนี้มีความศรัทธาที่ปนเปื้อนไปด้วยการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้า กระแสการฟื้นฟูอิสลามเริ่มต้นขึ้นโดย มุฮัมมัด บิน-อับดุลวะฮาบ ในปี 1703 ซึ่งในเวลาต่อมาขบวนการนี้ถูกเรียกว่า Wahabism (ในประเทศไทยถูกเรียกว่าเป็นพวกแนวทางใหม่ซึ่งเป็นการเข้าใจอย่างผิดๆ) หลังจากนั้นก็มีขบวนการอิควาน อัลมุสลิมูน(Muslim Brotherhood ) ในปี 1928 ซึ่งนับว่าเป็นขบวนการฟื้นฟูอิสลามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศรรตวรรษที่ 20 ขบวนการอิควาน อัลมุสลิมูน เป็นขบวนการที่มีแนวคิดที่จะนำสังคมไปสู่ความเป็นอิสลามที่บริสุทธิ์โดยการเรียกร้องให้กลับไปหาอัลลอฮ กลับไปหารอซูลดังเช่นชาวสลัฟฟุซซอและฮ(กลุ่มชนในยุคสามร้อยปีแรกของอิสลาม) กลุ่มอิควานอัลมุสลิมูนมีอุดมการณ์อิสลามทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและทุกย่างก้าวในการดำเนินชีวิต ผู้นำคนสำคัญของขบวนการณ์นี้ได้แก่ หะซัน อัลบันนา และซัยยิด คุตบ์ ซึ่งก่อนหน้าพวกเขาได้มีนักคิด นักฟื้นฟูคนสำคัญคือ ญะมาลุดดีน อัลอัฟกอนี มุฮัมมัด อับดุฮ รอชีด ริฎอ เป็นต้น ส่วนกระแสฟื้นฟูอิสลามในภูมิภาคอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลางแล้วยังมีในแถบอินเดียและปากีสถานได้แก่ขบวนการญะมาอะ อิสลามี ซึ่งมีผู้นำคือ อบุล อะลา เมาดี นอกจากนี้ขบวนการปฎิวัติอิสลามอิหร่านในปี1979 ซึ่งนำโดย อะลี อะหมัด โคมัยนี(อยาตลเลาะ โคมัยนี)ก็ถือเป็นขบวนการฟื้นฟูอิสลามที่สำคัญอีกขบวนการหนึ่งและอาจกล่าวได้ว่าเป็นขบวนการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในแง่ที่สามารถสร้างและจัดรูปแบบรัฐอิสลามขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งหลังการล่มสลายของออตโตมันในปี1924 แม้โดยเนื้อหาสาระแล้วจะเป็นไปรูปแบบของอิสลามสายชีอะอ์ก็ตาม
แนวทางการฟื้นฟูอิสลามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีมากมายหลายกลุ่มหลายสมัย จอห์น แอล เอสโปสิโต (John L. Esposito) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูอิสลามดังนี้
- อิสลามเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุด
- ความล้มเหลวของมุสลิมมีสาเหตุมาจากการละทิ้งแนวทางแห่งอิสลามและเดินตามแนวทางโลกียะตะวันตก
- การฟื้นฟูสังคมจำเป็นต้องกลับไปสู่อิสลามและปฎิรูป(Reforming) หรือปฎิวัติ(Revolution) ให้สังคมปรับเปลี่ยนไปสู่อิสลามทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
- ต้องนำกฎหมายชะรีอะ(กฎหมายอิสลาม)มาแทนกฎหมายของตะวันตก
- แม้ว่าการทำให้เป็นตะวันตก(Westernization) จะถูกประณาม แต่การปรับเปลี่ยนสู่ความทันสมัย(Modernization)โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่รับได้แต่ต้องไม่ขัดกับหลักการของอิสลาม
- กระบวนการปรับเปลี่ยนไปสู่อิสลามจำเป็นต้องอาศัยองค์กรหรือสมาคมของมุสลิมที่ได้รับการฝึกฝนและเสียสละ
กระแสที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นการนำสังคมไปสู่ความเป็นอิสลามซึ่งถูกเรียกว่า อิสลามาภิวัฒน์(Islamization) กระแสอิสลามมาภิวัฒน์ที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในทุกส่วนของโลกที่มีมุสลิมอาศัยอยู่นั้นถูกจำแนกให้อยู่ในกระบวนการกล่อมเกลาทางศาสนา(Religious Socialization) เป็นวาทกรรมที่ปัญญาชนมุสลิมสมัยใหม่สร้างขึ้นเพื่อเป็นคำที่ใช้เรียกกระบวนการที่จะนำสังคมไปสู่อิสลามทั้งโดยวิธีการและเป้าหมาย ซึ่งในปัจจุบันปัญญาชนมุสลิมสมัยใหม่เหล่านี้ได้สร้างขึ้นโดยทำการสังเคราะห์ (Synthesis) วิธีการต่างๆบนพื้นฐานที่ต้องไม่ขัดแย้งกับหลักการอิสลาม
กระแสอิสลามาภิวัฒน์ที่สำคัญกระแสหนึ่งในปัจจุบันคือกระแสอิสลามาภิวัฒน์องค์ความรู้(Islamization of knowledge) กล่าวคือเป็นการนำองค์ความรู้ที่มีมาพัฒนาโดยมรรควิธีที่เป็นไปตามหลักการอิสลาม หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์อย่างเป็นกลางแล้วย่อมปฎิเสธไม่ได้ว่านักวิชาการมุสลิมในอดีตได้มีคุณูปการต่อโลกอย่างมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยยุคกลางหรือสมัยที่เป็นยุคมืดของยุโรปนั่นกลับเป็นยุคสมัยที่รุ่งโรจญ์ของโลกอิสลามทางฝั่งตะวันออกซึ่งได้มีนักปราชญ์คนสำคัญมากมายของโลกได้แก่
อัล ราซิ (RhaZes) เป็นคนแรกที่ค้นไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) และเขียนตำราแพทย์ชื่อ อัล จุดะริ วะอัล ฮัสบะ ซึ่งต่อมาได้ถูกแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาละติน ฝรั่งเศส และเยอรมัน ทำให้หนังสือเล่มนี้และ อัล ราซิ มีอิทธิพลต่อวงการแพทย์ตะวันตกเป็นเวลาหลายศรรตวรรษต่อมา
อิบนู สินา (ท่านเป็นที่รู้จักของชาวตะวันตกในนาม อะวิเซนนา) ผู้แต่งตำราแพทย์ชื่อ คอนูน หรือแคนอนและ อัล ซิฟา (ตำราแห่งการรักษา) ซึ่งใช้กันในยุโรปโดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในอังกฤษและมองเปลิเยร์ในฝรั่งเศส นอกจากนี้ท่านยังแต่งตำราที่เกี่ยวข้องกับ ปรัชญา เรขาคณิต ดาราศาสตร์ เทววิทยา อีกด้วย
อัล ฟารอบี เป็นผู้เขียนตำราอรรถาธิบายปรัชญาของอริสโตเติลและนักปรัชญากรีกคนอื่นชื่อ อัล ซิยาซะ อัล มะดะนียะฮ์ (The politics system) ซึ่งได้รับอิทธิพลทางความคิดจาก Replublic ของเพลโตและ politics ของอริสโตเติล
อัลควาริซมี ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งคณิตศาสตร์และอัลจีบรา เป็นผู้เขียนตำราทางด้านคณิตศาสตร์และอัลจีบราที่เก่าแก่ที่สุดในโลกคือ หิซาม อัล ญะมัร อัล มุกอบะละฮ์ (การคำนวณโดยการหาส่วนสะสมและสร้างขึ้นเป็นสมการ)ซึ่งแนวคิดของท่านได้ส่งอิทธิพลไปสู่นักปราชญ์รุ่นหลังอย่างมากมายรวมทั้ง เลโอนาร์โด ดาวินซีด้วย
นอกจากนี้ในสมัยนี้ยังมีนักปราชญ์คนสำคัญอื่นๆอีกเช่น อิบนู ฮัยยาน อัล มัสอูดี(เฮโรโดตุสแห่งอาหรับ) อัล มะจูซี อัล ตะบะรี อิบนู คัยยาม เป็นต้น
ภาพของ อิบนู สินา ที่ห้องโถงใหญ่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส
ในปัจจุบันกระแสอิสลามาภิวัฒน์องค์ความรู้ได้เกิดขึ้นในทุกส่วนของโลกโดยการรื้อสร้าง(Restructure) องค์ความรู้ขึ้นมาใหม่และปรับเปลี่ยนความทันสมัยให้สอดคล้องกับหลักการของอิสลาม จะเห็นได้ว่าจุดเด่นของกระสอิสลามาภิวัฒน์องค์ความรู้คือการไม่ปฎิเสธความทันสมัยนั่นเองซึ่งแตกต่างกับการศึกษาแบบดั้งเดิม( Traditional education) และการศึกษาแบบแนวทางตะวันตก(Secular education) นั่นคือกระแสอิสลามาภิวัฒน์สามารถที่จะประนีประนอมกับทั้งสองฝ่าย ดร.อิสมาแอล ราจี อัลฟารุกี และอีกหลาย ๆ ท่าน ให้เหตุผลว่า มีความจำเป็นสำหรับโลกมุสลิมในปัจจุบันที่จะสร้างขบวนการอิสลามานุวัตรองค์ ความรู้ ระหว่างองค์ความรู้อิสลามกับองค์ความรู้ตะวันตก โดยให้เหตุผลว่านี่คือความตกต่ำและความล้าหลังของโลกมุสลิมที่ตามไม่ทันโลกตะวันตก จะเห็นได้ว่ากระแสอิสลามาภิวัฒน์องค์ความรู้จะเป็นตัวนำไปสู่ความเป็นอิสลามในการดำเนินชีวิตทุกย่างก้าวในอนาคตต่อไป
ท่ามกลางกระแสอิสลามาภิวัฒน์ในศรรตวรรษปัจจุบัน หลังการล่มสลายของสหภาพโวเวียตและการต่อสู้ทางอุดมการณ์ของของค่ายใหญ่ได้สิ้นสุดลง โลกได้เข้าสู่ความเป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์(Globalization) ซึ่งนอกจากนี้มีนักวิชาการมากมายได้ประดิษฐ์คำเพื่อใช้เรียกโลกยุคปัจจุบัน ได้แก่ โลกหลังยุคสมัยใหม่(Post modern world) โลกหลังยุคอาณานิคม (Post colonial world) โลกยุคหลังสงครามเย็น (post cold war) โลกหลังความเป็นศูนย์กลางของรัฐชาติ (Post international world) โลกทุนนิยมดอทคอม (The world of dot com) โลกยุคสังคมเสี่ยงอันตราย(The global risk society ) หรือแม้กระทั่งนักวิชาการบางท่านมองว่าเป็นโลกจักวรรดิยุคใหม่(The new age of Empire) ยิ่งไปกว่านั้น ฟูกุยามา (fukuyama) เสนอแนวคิดที่ว่าด้วยการอวสานของประวัติศาสตร์ (the end of history) กล่าวคือโลกดำเนินไปโดยมีประวัติศาสตร์แบบเดียวคือประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตย เสรีนิยมและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเท่านั่น เพราะต่อจากนี้ไปประวัติศาสตร์ของโลกจะดำเนินไปโดยการนำของสหรัฐอเมริกาและลัทธิทุนนิยมหรือเสรีนิยมใหม่ในปัจจุบัน(Neo liberalim)
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าข้อเสนอของฟูกุยามาเรื่องอวสานของประวัติศาสตร์ถูกหักล้างโดยแนวคิดของ แซมมวล ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) ศาสตราจารย์ด้านความสัมพัน์ระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยเขาได้สนอแนวคิดว่าด้วยการปะทะกันของอารยธรรมหรือวัฒนธรรมหลักๆของโลกหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็น ในหนังสือ The clash of civilizations and the Remarking of world order ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1996 โดยฮันติงตันได้เห็นว่าวิกฤติความขัดแย้งของโลกมีสาเหตุมาจากการปะทะกันของอารยธรรมตะวันออกกับอารยธรรมตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างอารยธรรมอิสลามกับอารยธรรมตะวันตก ซึ่งจะกลายเป็นความรุนแรงอย่างใหม่ของมวลมนุษยชาติ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวของฮันติงตันได้รับการยอมรับและถูกกล่าวถึงอย่างมากมายหลังเหตุการณ์ 9/11 คือหากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งทางอารยธรรมแล้ว เหตุการณ์ 9/11 ก็คือผลผลิตของความขัดแย้งดังกล่าว แต่ประเด็นที่ผู้เขียนต้องการตั้งคำถามคือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางอารยธรรมอย่างที่ฮันติงตันเสนอจริงหรือ?
แซมมวล ฮันติงตัน
ก่อนหน้าที่ฮันติงตันจะเสนอแนวคิดการปะทะกันของอารยธรรม คลิฟฟอร์ด เกียทซ์ (Clifford Geertz) ได้เสนอแนวคิด The world in Pieces กล่าวคือ เกียทซ์ เห็นว่าโลกปัจจุบันเป็นโลกที่สิ้นสุดความเป็นรัฐชาติในยุคเวสฟาเลีย คือโลกเต็มไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม ประเพณีและอัตลักษณ์อื่นๆ ดังนั้นย่อมไม่มีสังคมใดที่แข็งเป็นเนื้อเดียวกันหรือบริสุทธิ์ด้วยอัตลักษณ์เพียงอัตลักษณ์เดียว ยกตัวอย่างเช่นสังคมพหุนิยมในอเมริกา(Pluralism) แต่ในผลงานล่าสุดของฮันติงตัน(ก่อนเสียชีวิต) ซึ่งเขียนหลังเหตุการณ์ 9/11 เขาได้วิจารณ์แนวคิดของเกียทซ์ในผลงานที่มีชื่อว่า WHO ARE WE? The challenges to America National Identity คือฮันติงตันมองสังคมพหุนิยมของอเมริกาในปัจจุบันว่าเป็นสภาวะล่มสลายของความเป็นพลเมืองอเมริกา และเสนอแนวคิดเรื่อง เอกลักษณ์แห่งชาติของความเป็นอเมริกา จะเห็นได้ว่าทั้งเกียทซ์และฮันติงตันมองเรื่องเดียวกันคือ สังคมพหุนิยมในอเมริกาแต่มองในแง่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงโดยเกียทซ์ มองว่าลักษณะดังกล่าวเป็นคือโลกที่เข้าสู่ความหลากหลาย แต่ฮันติงตันกลับมองว่านี้คืออันตรายที่เข้ามาในสังคมอเมริกา ซึ่งการมองเช่นนี้จะบังเอิญหรืออย่างไรไม่ทราบได้แต่นี้เป็นการปูทางไปสู่คำอธิบายที่ต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์ 9/11 อย่างแน่นอน ย้อนไปไกลกว่านี้ในช่วงสงครามเวียดนามฮันติงตันก็มีแนวคิดเรื่องความขัดแย้งระหว่างสองอุดมการณ์และปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดของเขามีส่วนในสงครามเวียดนามไม่มากก็น้อย ดังนั้นสิ่งที่เราต้องระลึกอยู่เสมอในการศึกษางานของฮันติงตันก็คือความเป็นนักวิชาการสายเหยี่ยวของเขานั้นเอง
หลังเหตุการณ์ 9/11 สหรัฐอเมริกาได้บุกอัฟกานิสถาน ภายใต้นโยบายการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายโดยพวกเขาเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มอัลกออิดะห์ (ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นกลุ่มฟื้นฟูอิสลามที่มีอิทพลมากที่สุดในปัจจุบัน) และต่อมาก็ได้บุกอิรัค ทำสงครามอ่าวครั้งที่สอง ด้วยข้ออ้างที่ว่าอิรัคครอบครองขีปนาวุธร้ายแรง ซึ่งผลของสงครามทั้งสองสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ชนะ (แต่อาจไม่ใช่ผู้พิชิต) เพราะยิ่งนานวันไปสหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียกำลังทหารไปอย่างมากมายเพราะสงครามแบบกองโจรได้เกิดขึ้น จนในที่สุดสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี บารัค โอมาบา ต้องตัดสินใจถอนกำลังทหารออกมา
หลังสงครามสิ้นสุดลงจะเห็นได้ว่าสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกาไม่ได้มีสาเหตุจากจากการปะทะกันของอารยธรรมอย่างที่ฮันติงตันได้นำเสนอเพียงอย่างเดียว เพราะหลายสิ่งหลายอย่างได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสหรัฐอเมริกาไม่ได้มีเป้าหมายแค่การต่อต้านการก่อการร้ายเท่านั้นแต่เป็นเพราะการต้องการขยายอำนาจของตนในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งโดยส่วนตัวผู้เขียนให้น้ำหนักในเรื่องการขยายอำนาจของสหรัฐอเมริกามากกว่าข้อเสนอของฮันติงตัน เพราะหากมองในแง่ภูมิศาสตร์การเมืองแล้วจะเห็นว่าภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางของสามภูมิภาคคือ เอเชีย ยุโรป อัฟริกา นอกจากนี้ยังเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรน้ำมัน (บริษัทที่ได้รับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันในอิรัคหลังสงครามทั้งหมดเป็นของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร) หากมหาอำนาจใดสามารถควบคุมดินแดนดังกล่าวได้แล้วก็ย่อมเพิ่มอำนาจของตนเองให้มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน
สรุป
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกระแสการฟื้นฟูอิสลามก็ยังคงเกิดขึ้นเสมอ แม้ในปัจจุบันกระแสดังกล่าวจะถูกเรียกว่ากระแสอิสลามาภิวัฒน์ หรือถูกเรียกและถูกเข้าใจในแง่ลบต่างๆมากมายแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสฟื้นฟูอิสลามยังคงมีอิทธิพลต่อปัญญาชนและบรรดาคนหนุ่มสาวอยู่ทุกยุค ทุกสมัย ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าในปัจจุบันกระแสการฟื้นฟูอิสลามได้ถูกท้าทายอย่างหนักหน่วงจากโลกตะวันตกทั้งในรูปของเศรษฐกิจ วัฒนธรรมหรือวาทกรรมที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างมากมาย จะสามารถยืดหยัดท้าทายสิ่งเหล่านี้ได้แค่ไหน นอกจากนี้กระแสฟื้นฟูอิสลามในปัจจุบันได้ท้าทายองค์ความรู้ว่าด้วยอิสลามและได้ปรับกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับอิสลามเสียใหม่ด้วยเช่นกัน
อ้างอิง
ไชยันต์ ไชยพร.ข้อวิพากษ์ทฤษฏีการเมืองกระแสหลักของคลิฟฟอร์ด เกียทซ์.โอเพนบุค,2551.
ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.รัฐชาติกับ(ความไร้)ระเบียบโลกยุคใหม่.วิภาษา,2549.
โจนาธาน บาร์กเกอร์.คู่มือศึกษาการก่อการร้ายแบบไม่งี่เง่า.คบไฟ,2548.
ทรงยศ แววหงส์.ประวัติศาสตร์อาหรับและกำเนิดอิสลาม.มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย.2551.
มัรยัม ญามีละฮ์.ขบวนการฟื้นฟูอิสลาม.ชมรมหนังสือทางนำ,2524.
สุรชาติ บำรุงสุข.ความมั่นคงศึกษา การก่อการร้ายกับการก่อความไม่สงบร่วมสมัย.กรีนฟรินท์,2551.
นิพนธ์ โซะเฮง.ปฏิรูปการศึกษาในโลกมุสลิมและ อิสลามานุวัฒน์.มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน,2548.
ฮาฟีส สาและ.อุมมะ ประวัติศาสตร์และอิสลามนิยม ปรับปรุงจากองค์กรมุสลิมข้ามชาติกับความมั่นคงของมนุษย์ กรณีศึกษาองค์การมุสลิมนานาชาติแห่งซาอุดิอารเบียในประเทศไทย.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2551.
John Esposito.The Islamic Myth or Reality?.new york,1992.
Samuel Huntington.The clash of Civilization and the Remarking of world Order.new york,1996.