บันทึกนี้ ผู้เขียนขอนำเรื่อง " พุทธธรรมประยุกต์สำหรับนักบริหารในยุคปัจจุบัน" โดย พระมหานิรุตต์ ฐิตสํวโร เป็นผู้เขียนในวารสารข้าราชการ ปีที่ 54 ฉบับที่ 5 เดือนกันยายน - ตุลาคม 2552 มาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ค่ะ... การเป็นนักบริหารที่ดี ควรมีหลักธรรมะสำหรับนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหาร ซึ่งจะทำให้การบริหารตน บริหารคน บริหารงานในทุกภารกิจบรรลุสำเร็จสมประสงค์ เมื่อได้นำหลักพุทธรรมมาประยุกต์เพื่อเป็นแนวปฏิบัติสำหรับนักบริหารในยุคปัจจุบัน สามารถ สรุปเป็นหลักนักบริหารที่ดี 9 ประการ คือ มีความรู้กว้างขวาง มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ไว้วางใจ ให้โอกาส ปราศจากอคติ มีความดำริก้าวหน้า เกิดปัญหาเร่งแก้ไข ใช้หลักธรรมาธิปไตย ป้องกันภัยผู้ทำงานและยึดหลักการเศรษฐกิจพอเพียง หลักนักบริหารที่ดี 9 ประการ ได้แก่ 1. มีความรู้กว้างขวาง วิชชาจรณสัมปันโน คือ ต้องเพิ่มพูน ปูนความรู้อยู่เสมอ ผู้บริหารที่ขี้เกียจ คิดว่าเรามั่นคงแล้วไม่แสวงหาความรู้มาใส่ตน สู้คนระดับล่างไม่ได้ ลูกน้องจะไม่เคารพนับถือ นั่นคือ ต้องเชิญคนมีความรู้มาบรรยายให้ฟัง มีการศึกษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โลกวิทู คือ ต้องรู้ทะลุถึงอุปนิสัยใจคอของลูกน้องที่เราบริหาร และสามารถแก้ไขอุปนิสัยใจคอของเขาที่ไม่ดีให้ดีได้ 2. ไว้วางใจ มาอยู่ในตำแหน่งผู้บริหาร ต้องหัดไว้วางใจคนบ้างและจงไว้วางใจคนที่น่าไว้ใจ การที่ผู้บริหารจะวางใจใคร จะต้องดูอุปนิสัย 5 ประการ หรือคุณสมบัติคนที่น่าไว้วางใจ มีดังนี้ 1. ขยัน 2. อดทน 3. ประหยัด 4. ซื่อสัตย์ 5. พัฒนาฝีมือ ผู้ที่น่าไว้วางใจเป็นคนขยัน งานก็มีโอกาสสำเร็จ คนที่อดทนไม่ท้อถอย งานหนักเหนื่อยยากอย่างไรก็ยังสู้ ไม่ทิ้งงานกลางคัน คนที่ประหยัดก็จะทำงานให้อย่างประหยัด ใช้คนที่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย (แม้เป็นเงินของตนเอง) คนหน้าใหญ่ ใจกว้าง มักใช้เงินของบริษัทในการดำเนินการที่ไม่ประหยัดเช่นกัน ต้นทุนอาจสูงขึ้น คนที่ไม่ซื่อสัตย์นี้ล่อแหลมต่อการเอาเงินของบริษัทหน่วยงานไปถลุงหรือโกงกินเงินไปในรูปแบบคอมมิชชั่นหรือแบบอื่น ๆ สุดท้ายเป็นเรื่องของฝึมือ ซึ่งต้องพัฒนาเรื่อย ๆ ผลงานออกมาจะได้มีคุณภาพ ปลอดภัย ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม 3. ให้โอกาส ผู้บริหารควรให้โอกาสลูกน้องเพื่อฝึกฝนความชำนาญจากการผ่านประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ การให้โอกาสมี 2 อย่าง คือ 1. ให้โอกาสทำงานเพื่อพัฒนาฝีมือ 2. ให้โอกาสแก้ไขงานที่ผิดพลาด พระพุทธเจ้าโปรดองคุลีมาร สิ่งสำคัญ คือ ให้โอกาส ให้กำลังใจและให้อภัยในยามผิดพลาด ไม้ล้มข้ามได้ คนล้มอย่าเหยียบซ้ำ 4. ปราศจากอคติ อคติ แปลว่า ไม่ตรงตามที่เป็นจริง หรือลำเอียง ผู้บริหารไม่ควรตัดสินด้วยความลำเอียง สาเหตุที่มีอคติ ก็คือ ลำเอียงเพราะรัก (ฉันทาคติ) ลำเอียงเพราะเกลียด (โสคติ) ลำเอียงเพราะหลง (โมหาคติ) และลำเอียงเพราะกลัว (ภยาคติ) 5. มีความดำริก้าวหน้า เป็นผู้บริหารต้องมีหัวก้าวหน้า ต้องมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ที่เรียกว่า ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ต้องมองเห็นการนำวิทยาการสมัยใหม่มาพิจารณาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่าไปยึดติดกับสิ่งเก้าล้าสมัยที่ทำให้เสียเปรียบในด้านการแข่งขัน เว้นแต่จะบอกได้ว่าของล้าสมัยดีกว่าของทันสมัยได้อย่างไร ผู้บริหารสมัยใหม่เดี๋ยวนี้นิยมระดมสมองประชุมโต๊ะกลม ระดับปฏิบัติการก็มีการระดมสมองด้วยกลุ่มคุณภาพ (QCC) 6. เกิดปัญหาเร่งแก้ไข ผู้บริหารไม่ควรหมักดองปัญหาไว้ มิเช่นนั้น ปัญหาต่าง ๆ จะสะสมพอกพูนจนเกิดวิกฤตด้านคุณภาพงานและอาจเป็นเหตุให้ธุรกิจการงานล่มสลายได้ การแก้ปํญหานั้น ต้องพิจารณาด้วยว่ามีเหตุปัจจัยจากอะไร แล้วก็ไปแก้ที่เหตุนั้น แก้ไขเฉพาะหน้า เรียกว่า แก้อาการ (Corrective) ถ้าแก้แบบป้องกันปัญหา เรียกว่า ป้องกัน (Prevention) ฉะนั้น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร ผู้บริหารจะต้องเร่งแก้ไข สตาร์ทด้วยการสร้างสติแล้วใส่เกียอริยสัจ 4 เข้าไป รับรองแก้ไขได้ทุกสถานการณ์ 7. ใช้หลักธรรมาธิปไตย ธรรมาธิปไตย แปลว่า ความมีธรรมเป็นใหญ่ หมายถึง การยึดถือหลักการ หลักเหตุผล หลักความจริง ความถูกต้อง ความเป็นธรรมเป็นประมาณในการบริหารจัดการต่าง ๆ คือ จะทำอะไรก็ยึดถือความเป็นธรรมและความถูกต้องเป็นหลัก ละเว้นการยึดถือตนและกระแสเสียงคนส่วนใหญ่ที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม 8. ป้องกันภัยผู้ทำงาน เป็นผู้บริหารที่ดีต้องป้องกันลูกน้อง ภัยที่จะเกิดขึ้นกับลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งมีหลายด้าน เช่น การป้องกันอุบัติเหตุ และอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อง ขณะปฏิบัติงาน ภัยของลูกน้องที่เกิดจากการทะเลาะ เบาะแว้ง มีเรื่องรายกับบุคคลภายนอก ภัยเศรษฐกิจของลูกน้องที่อาจถูกเอารัดเอาเปรียบกับเจ้าหนี้นอกระบบ เป็นต้น 9. ยึดหลักการเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์มานานกว่า 60 ปี นับแต่ปฐมบรมราชโองการ "เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" จะเห็นได้ชัดเจนว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระองค์ทรงนำความร่มเย็นผาสุกมาสู่พสกนิกรชาวไทยเพราะพระองค์ทรงยึดมั่นในหลักธรรม แม้ยามที่บ้านเมืองเกิดวิกฤต แสงสว่างที่พระราชทานส่องให้คนไทย คือ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง การมีชีวิตสันโดษ พอประมาณ การมีเหตุมีผล และการมีภูมิคุ้มกัน เป็นหลักการที่ผู้บริหารทุกคนต้องยึดไว้ให้มั่น จะทำให้ท่านบริหารงานในทุกยุคทุกสมัยได้อย่างสมดุล มั่นคงและยั่งยืน...
ที่จริงแล้วหลักคำสอนในทางพุทธศาสนามีมากมายที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในเกือบทุกเรื่องของชีวิต ตัวอย่างข้างต้นเป็นการนำมาใช้ในการบริหารองค์กร
แต่พระพุทธองค์ทรงเน้นไปที่เรื่องการพ้นทุกข์เพราะไม่ว่าจะทำอะไรมันยังประกอบไปด้วยทุกข์ ยังเป็นเหตุให้เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร ดังมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พระองค์หยิบใบไม้มากำมือหนึ่งแล้วถามพระอานนท์ ว่าใบไม้ในมือของพระองค์กับใบไม้ทั้งป่านั้นอันไหนมากกว่ากัน ไม่ต้องให้พระอานนท์ท่านตอบหรอกใครก็ตอบได้ พระองค์ทรงกล่าวต่อไปว่า เรื่องที่พระองค์รู้นั้นเปรียบเสมือนใบไม้ทั้งป่านั่นแหละ แต่เรื่องที่พระองค์สอนนั้นมีเพียงแค่ใบไม้ในมือพระองค์เท่านั้น เรื่องที่พระองค์สอนล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อการพ้นทุกข์เท่านั้น พระองค์ไม่ต้องการสอนเพื่อการอื่น เพราะเรื่องอื่น ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ทำให้การพ้นทุกข์เนินช้าออกไปอีก ไม่เกิดประโยชน์อะไร
แต่ก็มีหลายคนได้นำเอาหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับวิชาการต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น การบริหาร การเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ทางการแพทย์ ฯลฯ ผู้ยังต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏ์ก็เลือกเอาประโยชน์ในส่วนที่ตนต้องการมาใช้ได้ แต่หาใช้จุดประสงค์ของพระองค์ไม่
ตอบ...คุณ aplang...