ขอนำเอาเรื่องราวคู่สามีภรรยาคนไทยคู่แรกที่ปั่นจักรยานรอบโลกมาให้อ่านกันค่ะ

นับหนึ่งให้ถึงฝัน
คุณเจริญ และคุณอรวรรณ โอทอง
คนทุกคนต่างมีความฝันเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นฝันเล็ก ๆ หรือ ฝันที่ยิ่งใหญ่ มันต้องมีจุดเริ่มต้นเสมอ บางคนฝันไว้ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน จะเริ่มต้นเมื่อไหร่ สุดท้าย ...ก็ได้แต่ฝัน สำหรับคู่ชีวิตคู่หนึ่ง เมื่อฝันยังไม่เริ่มต้น ฝันนั้นยังเป็นเพียงความฝันของคนคู่หนึ่ง แต่เมื่อลงมือทำ ฝันนั้นกลับกลายเป็นฝันที่ยิ่งใหญ่ของคนอีกมากมาย ที่มีส่วนร่วมในการเดินไปบนเส้นทางฝันกับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของการปั่นจักรยาน 40,000 กิโลเมตร กับ 6 ทวีป 43 ประเทศทั่วโลก โดยเริ่มต้นตามฝันในเดือนพฤศจิกายน 2544 และสิ้นสุดลงเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2550 นับเป็นคนไทยคู่แรกที่ปั่นจักรยานรอบโลก
คุณวรรณใข้เวลาส่วนที่เหลืออย่างไรภายหลังจากการออกจากงานประจำ
“วรรณทำงานประมาณ 5 ปี จนช่วงปี 2540 ได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่ เลยได้ออกมาค้นหาชีวิต ตอนนั้นอยากหาที่เงียบๆนั่งอ่านหนังสือ ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ พี่หมูเลยส่งไปอยู่บนเกาะช้าง ก็ได้ดำน้ำ ออกเรือหาปลากับชาวประมง ต่อจากเกาะก็ให้ไปอยู่บนภูเขา ที่สวนฝากฟ้า จ.นครศรีธรรมราช ได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวใต้ การทำข้าวไร่(การทำนาข้าวบนภูเขา) พักหนึ่งก็ย้ายไปอยู่กับชาวไร่บนภูเขา ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆเลย อาบน้ำลำธาร เข้าห้องน้ำก็ต้องขุดหลุมเอา วรรณได้ใช้ชีวิตที่ไม่เคยทำ ได้อยู่กับตัวเอง ตอนนั้นมีความสุขมาก รู้สึกโล่ง อยู่กับธรรมชาติจริงๆ ส่วนพี่หมูเป็นผู้ช่วยวิศวกรและเป็นหัวหน้ากลุ่มเดินป่า ชอบธรรมชาติ รักการถ่ายรูป กว่า 10 ปีที่แบกเป้เข้าป่าหลาย ๆ ที่ในเมืองไทย”
จุดเริ่มต้นของการปั่นจักรยานครั้งแรก
ตอนนั้นรู้จักกับพี่หมูแล้ว พี่หมูสอนปั่นจักรยานเสือภูเขาทุกเย็นที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ตอนที่ไปอยู่ที่สวนฝากฟ้า กับบ้านไร่บนภูเขา ก็เอาจักรยานไปด้วย วันไหนที่ฝนไม่ตกจะปั่นจากสวนฝากฟ้ามาที่ตู้โทรศัพท์ในหมู่บ้าน เพื่อรอรับโทรศัพท์จากพี่หมู ตอนอยู่ที่บ้านไร่บนภูเขาก็จะปั่นไปทะเลเกือบทุกวัน ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร พอกลับมาทำงานอีกครั้ง ก็ปั่นไปทำงาน ปั่นไปต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ หรือต่างประเทศก็มีไปปั่นที่ลาว ปั่นจากหลวงพระบางเข้าเวียงจันทร์ พอกลับมาก็เริ่มวางแผนว่าจะปั่นปีละประเทศ
จุดประกายความฝันปั่นจักรยานรอบโลก
ตอนนั้นกลับมาทำงานอีกครั้งที่สถานทูตอเมริกา ได้ไปอ่านเจอเรื่องราวของสามี-ภรรยาชาวอเมริกันคู่หนึ่งที่ลางานเพื่อไปปั่นจักรยานรอบโลก ความคิดมันแวบเข้ามาเลย ‘นี่แหละคือความฝันของเรา’ ความฝันที่มันไม่เคยหายไปไหน แต่ไม่นึกว่ามันจะเป็นจักรยาน แล้วก็มาเจอโครงการโอดีซีย์ 2000 ปั่นจักรยาน 1 ปี 20 ประเทศ มีค่าใช้จ่ายล้านกว่าบาทต่อคน โดยผู้จัดเขาดูแลจัดการให้ทุกเรื่อง เรามีหน้าที่แค่ไปปั่น วรรณได้ปรึกษากับ ทอม เคลย์เตอร์ นักบินท่องเที่ยวทั่วโลก ทอมบอกว่า “อย่าไปเลยแบบนั้น คนรวยเขาทำกัน วรรณกับหมูไม่ชอบหรอก” มันก็เลยทำให้เราคิดว่า จะต้องทำโครงการนี้มาเอง แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง เพราะมันเป็นฝันที่ใหญ่มาก ๆ พี่หมูเองก็คัดค้าน เพราะเราก็ไม่มีเงินจะไปทำแบบนั้นได้ ที่เมืองไทยก็ยังมีสถานที่ให้เราไปได้อีกเยอะ ถึงแม้จะพี่หมูจะคัดค้าน แต่ก็มีเตรียมการ มันมีคำพูดประโยคหนึ่งของทอมที่ยังคงวนเวียนอยู่ในใจตลอดเวลาคือ ‘อย่าเก็บความฝันไว้ในใจ ให้เริ่มต้นทำ’
อะไรที่ทำให้คุณหมูตัดสินใจว่าเราต้องทำตามฝัน
ผมเป็นห่วงคุณวรรณ ถ้าไม่สบายแล้วเขาจะทำอย่างไร ก็ลังเลอยู่นานจนกระทั่งวันหนึ่งทอมขอคุยกับผมสองต่อสอง เขาบอกว่า “หมูทุบหม้อข้าวพระเจ้าตาก” คือต้องคิดการใหญ่ให้เป็น ผมเลยรู้สึกตาสว่าง เหมือนเส้นผมบังภูเขาถูกดึงออกไป รู้สึกถึงใจที่เต็มร้อย คนปั่นจักรยาน ฝันอยากจะปั่นรอบโลกไหม ถ้าเป็นไปได้คืออยาก หรือคนเดินป่าอยากไปขึ้นภูเขาที่ดี ๆ ไหม ก็อยาก
เริ่มต้นโครงการปั่นจักรยานรอบโลกอย่างไร
ช่วง 4 เดือน หลังจากคุยกับทอม ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มยังไง ทอมแนะนำให้เริ่มจากการทำเวบไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วโลกรับรู้ว่าเรากำลังจะทำอะไร ฝันของเราคืออะไร ทอมบอกว่าความสำเร็จของวรรณกับหมูจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนจำนวนมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจว่าจะเป็นแรงบันดาลใจได้อย่างไร แค่อยากทำตามความฝันของตัวเองเท่านั้น เราใช้เวลาเตรียมตัวประมาณ 1 ปี แต่ระยะเวลาที่เราอยู่กับจักรยาน 3 ปี พี่หมูเดินป่ามาก่อน 10 ปี เพาะบ่มกับชีวิตมาเยอะ กว่าจะมาถึงวันที่ออกเดินทางจริง ๆ
ความตั้งใจของุคุณหมูและคุณวรรณในการเดินทางรอบโลก
“เราตั้งใจ 3 อย่าง คือ 1. ต้องปั่นให้สำเร็จและรักษาชีวิตกลับมาให้ได้ 2. ต้องทำหนังสือ และ 3. กลับมาแล้วต้องไปสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ เราได้ไปพูดกับน้องๆตามโรงเรียนว่า ความฝันที่ยิ่งใหญ่สามารถทำได้จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่แค่เก็บความฝันไว้ แต่ให้เราลุกขึ้นมาทำ ฝันเล็กฝันน้อยไม่ต้องเป็นฝันที่ยิ่งใหญ่ก็ได้ แต่ค่อยๆให้ฝันนั้นเติบโตเป็นฝันที่ยิ่งใหญ่ต่อไป เราช่วยจุดประกายและทำความฝันของน้องๆให้เร็วขึ้นได้ ส่วนหนังสือ “ปั่นข้ามฝัน...สองพันวันรอบโลก” ซึ่งมีทั้งหมด 4 เล่ม ได้บันทึกเรื่องราวการเดินทางรอบโลกของเรา และมีภาพโปสการ์ดอีก 1,000 กว่าฉบับที่เราได้ส่งมาจากทุกมุมโลก เรามีความสุขเพราะสิ่งที่ทำในแต่ละวันมีอะไรแปลกและประทับใจเยอะ มันเลยมีค่ามาก ซึ่งก่อนเดินทาง เราได้รับคำแนะนำดีๆจาก พี่ จี๊ด จีรนันท์ .... ว่าถ้าอยากเขียนก็ให้เขียนเลย การที่เราได้เขียนสดแล้วฝึกเขียนอยู่ทุกวัน เขียนจากประสบการณ์จริง มันยิ่งกว่าเราเป็นนักเขียนเสียอีก”
คุณหมูและคุณวรรณมีหลักยึดอะไรที่สามารถเอาชนะอุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง
“สติสำคัญมากค่ะ คือ ต้องมีความนิ่งแล้วใช้สมองทบทวนก่อนที่เราจะก้าวต่อไป ความยากโดยส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องระยะทาง อากาศ หรือการพบเจอคนไม่ดี แต่เป็นเรื่องที่ทะเลาะกัน เพราะเราต้องอยู่ด้วยกัน 24 ชั่งโมง แต่งงานได้ 4 เดือนก็เริ่มเดินทางแล้ว ในวันที่เราโดนโจรปล้นที่เอกวาดอร์ โจร 5 คน มีปืน 5 กระบอก แต่พี่หมูเขามีสติ ผลจากการที่เดินป่ามาหลายปี คือมีสติในแต่ละย่างก้าว อันตรายมีได้ตลอดเวลา พี่หมูให้เราสวดมนต์เป็นภาษาสเปน เพราะว่าเคยอยู่ในมหาวิทยาลัยสอนศาสนา พี่หมูมีเซ้นท์ดี คือ โจรนับถือศาสนาคริสต์ พอเขาได้ยินคำว่า ดิโอส แปลว่า พระเจ้า มันกระทบใจโจรทำให้เขาไม่ฆ่าเรา ไม่ได้ทำร้ายร่างกาย ตอนนั้นเราย้อนกลับมาคิดว่าสงสัยช่วงนั้นเราจะทะเลาะกันมาก สิ่งไม่ดีเลยเข้ามาในชีวิต เลยโดนโจรปล้น เพราะจิตใจที่หมองเศร้าไม่บริสุทธ์ พี่หมูเลยบอกว่า ต่อไปนี้เราจะทะเลาะกันให้น้อยลงต้องมองไปที่เป้าหมาย ไม่งั้นจะเจอแต่สิ่งไม่ดี อีกมุมหนึ่งก็ต้องขอบคุณโจรมาทิ้งข้อคิดให้เรา”
ความเป็นคนไทยกับการเดินทางบนโลกกว้าง
“มุมมองของต่างชาติจากการที่เราเดินทางนั้นน่าสนใจมาก เพราะเวลาฝรั่งมาบ้านเรา คนไทยต้อนรับเขาดี ทำให้เขาประทับใจ มันเป็นผลพลอยที่คนไทยเคยทำไว้ เขาก็เลยดีกับเรา ความเป็นคนไทยมันมีมูลค่าอยู่ในตัว คือ บางประเทศแค่เห็นหน้าเรา เขาก็เชิญมาพักที่บ้าน เขาไม่รู้หรอกว่าเราเป็นคนไทย แต่เค้าเห็นรอยยิ้ม หรือคนขับรถ เขาบอกว่ามองที่กระจกหลัง เขารู้เลยว่าเป็นคนไทย เชิญเราไปพักที่บ้าน หาที่พักในเมืองอื่นๆให้ด้วย มันเป็นมิตรภาพที่ดีมากที่เค้ามีให้กับคนไทยอย่างเรา”
สิ่งที่คุณหมูและคุณวรรณได้รับจากการเดินทางครั้งนี้
ในแต่ละวันของการเดินทาง เราได้ทำในสิ่งที่แปลก ๆ อย่างเต้นซาวซ่าที่ประเทศโคลอมเบีย สิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เราได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เราอ่านหนังสือเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละประเทศ แต่ในทุก ๆ วัน เราได้ลงสนามจริง ได้เดินทางไปในสิ่งที่เราไม่รู้ทุกวัน เจอคนหลากหลายตั้งแต่เช้ายันค่ำ ได้เพื่อน ได้มิตรภาพที่ยิ่งใหญ่จากคนทั่วทุกมุมโลก ได้รับการสอนในเรื่องดี ๆ จากผู้คนที่พบเจอ
คุณหมูและคุณวรรณอยากฝากถึงเยาวชนไทย
“อยากจะบอกกับน้อง ๆ ว่าความฝันที่ยิ่งใหญ่สามารถทำให้เป็นจริงได้ แล้วก็ไม่ใช่แค่เก็บความฝันไว้ แต่ให้เราลุกขึ้นมาทำฝันเล็กฝันน้อย ไม่ต้องเป็นฝันที่ยิ่งใหญ่ก็ได้ แต่ค่อย ๆ ให้ฝันเล็กฝันน้อยเติบโตเป็นฝันที่ยิ่งใหญ่ต่อไป”

แหล่งที่มา: http://www.shincamp.com/ebook3/index.html
ผมคิดว่าพี่ๆทั้งสองคนได้ทำให้โลกรู้ว่าการเดินทางรอบโลกไม่ใช้เรื่องยากถ้าทุกคนมีความฝันที่จะทำถ้าทุกคนมีความฝันที่จะคิดการเดินทางรอบโรกถือว่าเป็นประสบการ์ชีวิตอย่างหนึ่งผมเองก็มีความฝันจะเดินทางรอบโลกอยากหาสิ่งใหม่ๆมาในชีวิตอยากเรียนรู้ประสบการ์ต่างแดนว่ามีอะไรบ้างพี่ๆทั้งสองเป็นแรงบันดานใจให้ผมคิดจะเดินทางเรียนรู้ประสบการ์รตอบโลกด้วยการปั่นจักยานรอบโลก