อาจารย์วิทยากรในหัวข้อ Upper Limbs Training for Neurological and Musculoskeletal Conditions ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ ดร. ป๊อป ได้มีโอกาสรื้อฟื้นความรู้ทาง Biomechanics, Physiology, และเทคนิคที่ถูกต้องในการฝึกองค์ประกอบการเคลื่อนไหวในการทำกิจวิตรประจำวัน
ผมยอมรับว่าความรู้ข้างต้นมีรายละเอียดที่นักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดทุกคนควรให้ความสนใจ ทบทวนความคิดในการบริหารจัดการเหตุผลทางคลินิก และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างวิชาชีพทั้งสอง บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ผู้รับบริการและผู้ดูแล ให้ตระหนักถึงเป้าหมายของกระบวนการทางวิชาชีพต่างๆ ที่เน้นคุณภาพชีวิตของการนำสาระจากการบำบัดไปต่อยอดใช้ในการดำเนินชีวิตจริงๆ ด้วยความสุข
ผมเองได้ตอบคำถามพี่น้อง Movement Professionals ทั้งสองวิชาชีพว่า "นักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดบ้านเราไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันมากนักในเชิง KM เทคนิคและเป้าหมายของการให้โปรแกรมการฝึกองค์ประกอบการเคลื่อนไหวที่นำมาซึ่งการฝึกความสามารถทางกิจวัตรประจำวันต่างๆ ของผู้รับบริการ"
บางครั้งนักกายภาพบำบัดให้ผู้รับบริการปั่นจักรยานมือ แล้วตามด้วยกิจกรรมการเอื้อมหยิบสิ่งของ แต่นักกิจกรรมบำบัดก็ให้ผู้รับบริการปั่นจักรยานมือคล้ายกัน (แม้ว่าคนละเป้าหมาย) แล้วตามด้วยกิจกรรมการฝึกหยิบจับสิ่งของต่างๆ ในท่านั่ง...จะเห็นว่าหากมีการสื่อสารกันระหว่างสองวิชาชีพและคิดทบทวนเทคนิคการฝึกให้เป็นไปในเป้าหมายที่สอดคล้องกัน แก้ไขปัญหาและพัฒนาความสามารถในการเตรียมการเคลื่อนไหวไปทีละขั้นตอน เช่น นักกายภาพบำบัดยืดกล้ามเนื้อแขนและฝึกการเรียนรู้ช่วงการเคลื่อนไหวของไหล่ ลำตัว แขน มือ จากนั้นนักกิจกรรมบำบัดออกแบบกิจกรรมการเอื้อมแขนและมือในสถานการณ์ชีวิตที่ผู้รับบริการคุ้นเคย ให้ความสนใจ และเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้และฝึกการเคลื่อนไหวซ้ำๆ จนเกิดทักษะการเอื้อมแขนและมือในกิจกรรมที่หลากหลายทั้งท่านั่ง ท่ายืน และท่าเดิน เป็นต้น
ผมจึงอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลที่ได้มีโอกาสเข้าประชุมเพียง 3 ชั่วโมงและร่วมเป็นวิทยากร Theory to Practice อีก 1 ชั่วโมง โดยสรุปดังนี้
- นักกายภาพบำบัด (Physical Therapy, PT) กับนักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy, OT) ต้องคิดเยอะๆ ว่า ปัญหาที่เราจะแก้ไขให้กับผู้รับบริการคืออะไร และมีเหตุผลทางคลินิกอย่างไรในการจัดกิจกรรมการรักษาและบำบัด ตลอดจนให้ความรู้ในการเพิ่มทักษะการจัดการตนเองของผู้รับบริการ เช่น ฝึนฝนท่าออกกำลังกายและปรับไปใช้ในรูปแบบการดำเนินชีวิต (Lifestyle generalization/modification)
- PT กับ OT ต้องคุยกันเพื่อจัดเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อและข้อต่อที่จำเป็นต่อการทำหน้าที่ของร่างกายและการฝึกทักษะการทำกิจวัตรประจำวันอย่างมีเป้าหมายร่วมกัน เช่น การบำบัดรักษาให้ผู้รับบริการปราศจากความเจ็บปวด & ช่วงการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ (Pain & Range of Motion/ROM Free) ก่อนการกระตุ้นท่าทางและการเรียนรู้ขั้นตอนจากง่ายสู่ยากที่สัมพันธ์กับองค์ประกอบของการเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น สหสัมพันธ์ระหว่างข้อต่อต่างๆ ในการทำหน้าที่ของแขน การรับรู้ตำแหน่งและทิศทางของการเคลื่อนไหวข้อต่อและกล้ามเนื้อที่สำคัญ เป็นต้น
- PT กับ OT ต้องประเมินคุณภาพของกิจกรรมการฝึกผู้รับบริการว่า มีประสิทธิผลต่อการบำบัดรักษาในการลดปัญหาสุขภาพและการเพิ่มความสามารถในการทำหน้าที่ของร่างกายอย่างไร ผมแนะนำให้ PT กับ OT ประเมินตนเองในสเกล 1 (ผู้รับบริการสุขเล็กน้อย) ถึง 10 (ผู้รับบริการสุขมาก) หากได้คะแนนตั้งแต่ 7 ขึ้นไปทั้งสองวิชาชีพก็น่าที่จะพูดคุยวางแผนการเพิ่มความยากและความสำคัญของการนำกิจกรรมการฝึกประยุกต์สู่กิจกรรมในชีวิตจริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากได้คะแนนต่ำกว่า 7 ลงมาก็ให้ทั้งสองวิชาชีพพูดคุยและหากระบวนการปรับปรุงกิจกรรมการฝึก
- กระบวนการคิด การสื่อสาร การใช้มือในการบำบัด เป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งสองวิชาชีพควรฝึกฝนในการให้บริการแต่ละครั้ง ผมขอเสริมว่า "ใจผู้บำบัดที่ตรงกับใจผู้รับบริการ" ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ผมเล่าว่า ขณะฝึกงานทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคม...ผมถูกห้ามแสดงความคิดของตนเองผ่านการสื่อสารทางวาจาและการใช้มือจับต้องฝึกผู้รับบริการ แต่ผมถูกให้สังเกต รับฟัง และทบทวนปัญหา-ความสามารถในการคิดและวางแผนจัดการปัญหาด้วยตัวผู้รับบริการเอง (หนึ่งในหลักการ Self-management skills approach) เพื่อให้ทั้งผู้บำบัดและผู้รับบริการได้แลกเปลี่ยนเรียนถึงกิจกรรมการดำเนินชีวิตหลักที่ต้องการพัฒนาความสามารถและทักษะในการทำหน้าที่ของร่างกายและจิตสังคมต่อการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมนั้นๆ ตลอดชีวิตโดยอิสระ
- ความรู้ที่ทำให้ผมต้องนำกลับมาทบทวนเพื่อฝึกสอนนักศึกษา ได้แก่ Key Points of Control ในการฝึกการทำงานร่างกายส่วนบน (Upper Limbs Training) ได้แก่ Forearm/hand, posterior aspect of humerus, scapula, clavicle & head of humerus (front) ทั้งนี้โดยธรรมชาติของการเคลื่อนไหว Gross motor activities และปัญหาของ tightness ในผู้ป่วยอัมพาตนั้นมีแนวโน้มไปทาง internal rotation & flexion เมื่อมีการเคลื่อนไหวเขาหาศูนย์กลางของลำตัว ในทางตรงกันข้ามเมื่อเราเคลื่อนไหวออกจากศูนย์กลางลำตัว แรงผ่านข้อต่อจะแตกแยกให้ extension & external rotation
- จากการวิเคราห์การเคลื่อนไหวข้างต้น PT กับ OT ควรเน้น set up the right postures ก่อนการฝึกทุกครั้ง และทำการยืด (พร้อมแนะนำให้เป็นการบ้านอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์) ของกล้ามเนื้อที่สำคัญ คือ Latisimus dorsi (lateral pelvic tile-elbow upward), Pectoralis major (สอดมือจับ Muscle Bulb), Anterior Deltoid, Subscapularis, Teres major ซึ่งบางครั้งอาจแนะนำการยืดตัวขึ้นและโน้มตัวไปข้างหน้าขณะดับฝ่ามือข้างหนึ่งบนเก้าอี้สูง เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้การเคลื่อนไหวผ่าน somatosensory & non-verbal communication ด้วย
- การจัดกิจกรรม crossing midline โดยคำนึงการปรับการเคลื่อนไหวระหว่าง Humerus horizontal adduction with scapula abduction Vs Humerus horizontal abduction with scapula adduction
- หลักการสังเกตและกระทำการเคลื่อนไหวในกรณีที่มีลำดับขั้นนั้น ผู้บำบัดควรเข้าใจการวิเคราะห์ท่าทางการเคลื่อนไหวโดยคำนึงว่าข้อต่อหรือกล้ามเนื้อต้องกระทำอย่างไรในท่าทางนั้นๆ, ระดับการเคลื่อนไหวที่ผู้รับบริการอยากหายหรืออยากทำอะไรที่ตกลงกันกับผู้บำบัด และมีลักษณะการเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง เช่น เอื้อมแขนเหนือระดับสายตาเพื่อหยับสิ่งของขนาดเล็กด้วยมือข้างถนัดขวาในทิศทาง 45 องศาจากด้านหน้า และเมื่อฝึกท่าทางนี้ก็เพื่อส่งเสริมการทำกิจกรรมอะไรในชีวิตจริงบ้าง
- การเลือกกิจกรรมแบบ Closed-chain reaction นั้นมีความจำเป็นที่ต้องเตรียมให้พร้อมต่อการใช้แขนและมือ support ตำแหน่งหนึ่งที่ง่ายและต้องนำไปใช้ในกิจวัตรประจำวันมากที่สุด ได้แก่ Prepare joint & trunk mobility, Set up learning environment, feel ready for normal sensori-motor activities, get only initiate movement and then assit the client, facilitate coordinating trunk movements with upper limbs movements [e.g. coordinate upper limbs with scapula movements/upper trunk rhythm-rotation-ADL mobility/combine support for the rest of body after full ROM humerus & wrist extension]
- หลังจากเตรียมความพร้อมข้างต้นให้เกิด stability of proximal to distal joint movements ก็ประยุกต์กิจกรรมง่ายๆ ตามท่าทางการเคลื่อนไหวหลายๆ แบบ เช่น การใส่เสื้อพร้อมการยืด scapula ในขณะกางไหล่ที่มีข้อติด การเปิดประตู การเปิด นสพ. การเปิดฝาหม้อ การล้วงกระเป๋า การติดกระดุมเสื้อใน การใช้ช้อนส้อม การเอื้อมหยิบแก้วน้ำ เป็นต้น
- การจัดท่าแบบ Reverse Inhibitatory Pattern (RIP) อาจเป็นการยับยั้งท่าทางที่เกร็งผิดปกติ แต่ผู้บำบัดต้องจัดท่าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ประสาทการเคลื่อนไหวพร้อมกัน เช่น Pelvic anterior tile, lean forward, push weight on hand down ในท่าคว่ำฝ่ามือให้นิ้วทั้งห้าไปข้างหน้าและแนวแรงขนาดไปด้าน radial pronation on thumb [ do not push forward & internal rotation ]
- นอกจากนี้ยังมีการฝึกขั้นสูงขึ้น เช่น body/arm movement superimposed on a relatively stable body ปรับสู่ง body & arm movement to reach otehr arm in functional contexts to upper limb support during transitional movement for ADL เช่น sit to stand to sit to supine จากนั้นลองปรับเป็น leg support บ้าง
จะเห็นว่า นักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดต้องฝึกฝนประสบการณ์ในการวิเคราะห์และสังเคราะห์กิจกรรมการเคลื่อนไหวที่เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกทักษะและความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต นอกเหนือจากการพัฒนาทักษะทางจิตใจ การรับรู้ ความคิดความเข้าใจ สังคม และหลายๆ มิติของคุณภาพชีวิตทางสุขภาพ วัฒนธรรม และสากล
KM ระหว่างนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัด ณ คลินิกคณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล ได้ริเริ่มขึ้นด้วยองค์ความรู้ที่น่าสนใจ เชิญอ่านที่
http://gotoknow.org/blog/ptotmeeting/
เราได้มีการ ลปรร ไปถึง 13 ครั้ง ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการทำงานเป็นทีมระหว่างนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัด นับว่าเป็นแบบอย่างของการทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพของการฟื้นฟูสมรรถภาพได้อย่างดี
คลินิกกิจกรรมบำบัด คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล ได้เป็นศูนย์กลางชุมชนนักปฏิบัติในงานประจำสู่งานวิจัยทางคลินิก โดยเฉพาะความตั้งใจสร้างคลังความรู้เกี่ยวกับ "การฝึกทักษะการให้เหตุผลทางคลินิก"
ลองคลิกอ่านดูที่
http://researchers.in.th/blog/otpop
นอกจากนี้นักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัด ครูการศึกษาพิเศษ และผู้สนใจ ที่เข้าร่วมประชุมวิชาการคณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล เมื่อปี 2549 ได้ร่วมกัน ลปรร เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กพิเศษ
ลองคลิกอ่านดูที่
http://gotoknow.org/blog/thaichildren