วิชาชีพที่ต้องใช้ความรู้ ทักษะทางสังคมสงเคราะห์ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันแก้ไขปัญหาของบุคคล ครอบครัว กลุ่มหรือชุมชน ให้สามารถกระทำหน้าที่ทางสังคมของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          เมื่อวานเป็นวันที่พวกเรารอลุ้นว่า ครม.จะมีมติอย่างไรกับร่างพรบ.ส่งเสริมวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พอตอนเกือบเที่ยงท่านอาจารย์อภิญญา นายกสมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยโทรมาแจ้งข่าวดีว่าครม.อนุมัติในหลักการแล้วส่งเรื่องต่อไปให้กฤษฎีกา คราวนี้ก็ลุ้นกันต่อไป การลุ้นของเราอาจเป็นแค่รอฟังผลแต่หัวหอกหลายท่านเช่น คุณชินชัย ชี้เจริญ คุณสุพล บริสุทธิ์ นายกสมาคมที่เกี่ยวข้องกับนักสังคมสงเคราะห์ทั้ง 3 สมาคม และพี่ๆผู้เชี่ยวชาญอีกหลายท่านทำงานหนักในการตอบข้อคิดเห็น ข้อสังเกตุต่างๆของครม. เช่น

     มาตรา ๓  "วิชาชีพสังคมสงเคราะห์" หมายความว่า วิชาชีพที่ต้องใช้ความรู้ ทักษะทางสังคมสงเคราะห์ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันแก้ไขปัญหาของบุคคล ครอบครัว กลุ่มหรือชุมชน ให้สามารถกระทำหน้าที่ทางสังคมของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความหมายในมาตรา 3 นี้ถูกตั้งข้อคิดเห็นว่า เป็นนิยามที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากมิได้มีการขยายความว่าเป็นการปฏิบัติการด้วยวิธีการใด ๆ อย่างจำเพาะ ซึ่งหากมีความไม่ชัดเจนดังกล่าวจะทำให้มีปัญหาในการตีความ การกระทำใดหรือกิจกรรมใดที่ถือว่าเป็นการสังคมสงเคราะห์ พี่ๆของเราก็ชี้แจงว่า หลักการเขียนคำนิยามยึดรูปแบบที่สั้นกระชับ เป็นการเขียนที่สอดคล้องกับกฎหมายวิชาชีพอื่นและกฎหมายวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในต่างประเทศ อีกทั้งในการเขียนนิยามได้มีการระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ๒๙ ให้ลักษณะงานสังคมสงเคราะห์ต่อไปนี้ต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ซึ่งต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในการปฏิบัติ

 (๑) งานสังคมสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กฎหมาย ว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กฎหมายว่าด้วยค่าตอบแทนผู้เสียหายในกรณีอาญา กฎหมายว่าด้วยคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว กฎหมายว่าด้วยฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยสุขภาพจิต ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือกฎหมายอื่นที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ (๒) งานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ หรือสถานพินิจคุ้มครอง เรือนจำ สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานฟื้นฟูและพัฒนาหรือสถานที่อื่นทำนองเดียวกันในหน่วยงานของรัฐในส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ประชาชน

 มีข้อคิดเห็นว่า มาตรา ๒๙ (๑) ได้กล่าวถึงงานสังคมสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยสุขภาพจิต (๒) กล่าวถึงงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ การกำหนดในลักษณะดังกล่าวจะกระทบต่อทีมปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข เนื่องจากในการปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขมีผู้ประกอบวิชาชีพต่าง ๆเป็นสหวิชาชีพ  ซึ่งสหวิชาชีพเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายในการประกอบวิชาชีพที่กระทำหรือมุ่งหมายที่จะกระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การบำบัดโรค การป้องกันโรค การส่งเสริมและการฟื้นฟูสุขภาพ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่วิชาชีพการแพทย์และสาธารณสุขนั้น ๆ กำหนด ซึ่งในการปฏิบัติงานจะมีการกำหนดอย่างชัดเจน วิชาชีพใดสามารถปฏิบัติงานในลักษณะใด โดยการปฏิบัติงานของแต่ละวิชาชีพจะมีความจำเพาะ และไม่ซ้ำซ้อนกัน การกำหนดให้มีนักสังคมสงเคราะห์ในทีมปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ควรมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน และมาตรา ๒๙ มีกฎหมายหลายฉบับเป็นกฎหมายหลักของหน่วยงานอื่น ที่มิใช่สังกัด พม.  ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายลักษณะนี้สมควรที่จะรับฟังความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย  นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตุเพิ่มเติมอีกว่านักสังคมสงเคราะห์ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีจำนวนมากหากเทียบกับหน่วยงานอื่น จึงเห็นควรทำประชาพิจารณ์หรือให้โอกาสนักสังคมสงเคราะห์เหล่านี้ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการ เพราะอาจเป็นการกระทบสิทธิดังกล่าว

พี่ๆของเราได้ชี้แจงไปว่า งานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ (Medical Social Work) มีทั้งงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ฝ่ายกาย และงานสังคมสงเคราะห์ฝ่ายจิต

- มีการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา และมีการปฏิบัติงานที่ชัดเจน โดยนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ฝ่ายกายจะทำงานในโรงพยาบาลทั่วไป นักสังคมสงเคราะห์ฝ่ายจิตทำงานในโรงพยาบาลฝ่ายจิต  และอยู่ในทีมสหวิชาชีพที่มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน การมีกฎหมายส่งเสริมวิชาชีพสังคมสงเคราะห์จะทำให้นักสังคมสงเคราะห์สามารถปฏิบัติงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับสหวิชาชีพอื่นได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยนำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ไปรับฟังความคิดเห็น

 ในปี ๒๕๕๒ มีการระดมความเห็นรวม ๒ ครั้ง ได้แก่

-  วันที่ ๑๗ มีนาคม๒๕๕๒ ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ  กรุงเทพมหานครประชุมวิชาการนักสังคมสงเคราะห์ทั่วประเทศ ผู้เข้าร่วม จำนวน ๓๐๐ คนซึ่งเป็นนักสังคมสงเคราะห์สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ๒๓ คน

- วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ ประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ณ โรงแรมอมารีเอเทรียม จำนวน ๘๐ คน มีผู้แทนกระทรวงสาธารณสุขเข้านอกจากนั้นในภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมวิชาชีพสังคมสงเคราะห์และสถาบันการศึกษาด้านสังคมสงเคราะห์ได้จัดให้มีการประชุมระดมความเห็นจำนวนหลายครั้ง

  

   

ลิงก์ของตัวไฟล์: