>>>...อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่อาจจะก้าวผ่านไปได้นั้นคือคุณครูทั้งหลายซึ่งในสภาพปัจจุบันคุณครูส่วนใหญ่ในประเทศมีทั้งหมดประมาณ 500,000 คน โดยส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยประมาณเกือบห้าสิบปี จะเห็นได้ว่าคุณครูทั้งหลายมีประสบการณ์ที่เปี่ยมล้นในการที่จะประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้บรรดาสานุศิษย์ แต่ในสภาพความเป็นจริงด้วยบริบทที่เปลี่ยนไปการปรับเปลี่ยนนโยบายทางการศึกษาของเทวดาการศึกษาที่กุมบังเหียนถูลู่ถูกังเปลี่ยนตามใจฉันตามยุคสมัยใครใหญ่ใครเปลี่ยน รวมถึงการนำเทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้อย่างไม่ลืมหูลืมตา หลงลืมภูมิปัญญา สื่อแบบไทย เพื่อเน้นให้ทันการเป็นโลกาภิวัตน์ ส่งผลต่อครูบาอาจารย์เก่าแก่เกิดอาการตามไม่ทันศิวิไลซ์เซชั่น ดังนั้นจึงเกิดช่องว่างระหว่างความเป็นครูกับคู แต่จะไปโทษคุณครูฝ่ายเดียวก็ใช่ที่เพราะท่านรัฐมนตรีทั้งหลายก็มีคุณครูนี่แลเป็นผู้ประสาทวิชาให้ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนเทคนิคและสิ่งล่อใจว่าต้องเป็นมืออาชีพโดยการเน้นให้ทำผลงานเชิงประจักษ์เพื่อขอวิทยฐานะ ในรูปแบบเอกสารทางวิชาการ ผ่านการตรวจสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งวิทยฐานะ ก่อให้เกิดขบวนการ “คุณครูรับจ้าง” มิใช่ “ครูเรือจ้าง” นี่คือ “วิบัติทางวิชาชีพจากนโยบายปฏิรูปการศึกษา” อีกมิติหนึ่งของรูปแบบวิถีชีวิตของชุมชนเมืองถูกปรับเปลี่ยนบนพื้นฐานภาคเศรษฐกิจเพื่อความให้เท่าทันทางเทคโนโลยีทางวัตถุที่ถูกครอบงำให้เสพได้อย่างกลมกลืน ดังตัวอย่างชีวิตมีเห็นเจนตา เช่น การทำบุญใส่บาตรตอนเช้า มีจุดออแกไนซ์ถุงแกงให้ผู้คนจับจ่ายและใส่ถุงแกงในบาตรพระ ทำเพื่อให้ครบขั้นตอนว่าฉันได้ทำบุญ และทำทาน เฉกเช่นกระบวนการปฏิรูปการศึกษาที่เกิดขึ้นในช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา ทำเพื่อให้ครบขั้นตอนถึงเวลาก็มาเก็บเกี่ยวผลงาน คืองานนโยบายที่ได้รับมอบหมายสืบทอดตามเจตนารมณ์ของผู้กุมบังเหียน แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงคือคุณภาพเด็กไทยกลับไม่มีมาตรฐานตามคาดหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตกต่ำในแทบทุกสาระวิชา นั่นคือผลพลอยได้ที่แท้จริงจากการปฏิรูปการศึกษา (ทุเรศจังกู) สังคมไทยถูกกัดกร่อนด้วยบริโภคนิยมอันเนื่องมาจากอารยธรรมจากภายนอกที่ไร้ขอบเขต คล้ายกับการเสพติดความไม่พอเพียง โดยไม่มีจุดยืนในการดำรงชีวิตตามหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงพระราชทานว่า ความพอเพียงคือความประมาณสามารถดำรงตนในสังคมได้อย่างเหมาะสม........ อีกทั้งสอดคล้องกับแนวทางพุทธปรัชญา ตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ตามหลักการคือ เมื่อบุคคลมีความรู้ความสามารถ มีสติที่มั่นคงไม่หลงใหล รวมถึงการรู้ซึ้งในสรรพสัตว์ บุคคลนั้นก็จะเป็นมนุษย์ที่สามารถดำรงตนอยู่อย่างพอเพียง และมีความสุขตามอรรถภาพแห่งตนในโลกแห่งความเป็นจริง มนุษย์นั้นถูกหล่อหลอมจิตวิญญาณด้วยสภาพแวดล้อม สิ่งจูงใจและความต้องการทางสังคมที่ต้องการความปลอดภัย ความมั่นคง และเกียรติยศ ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ตามหลักการของมาสโลว์ เรื่องความต้องการทั้ง 5 ของมนุษย์ เหล่านี้เป็นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ที่คนไทยสามารถ...>>> ต่อ ภาค 3
หลุมดำการศึกษาไทย...( ภาค 2)
ระบบการศึกษาของไทย ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะต้องอ้างอิงวัฒนธรรมชาติอื่น คนไทยต้องรักษ์ไท
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นาเดียร์ · 22 ธ.ค. 2552
อาจารย์อ๊อด · 22 ธ.ค. 2552
ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ · 22 ธ.ค. 2552
Iอ้ไก่อ่Ou™ · 22 ธ.ค. 2552
ศานติศุกร์ ตุลา · 22 ธ.ค. 2552
แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช · 22 ธ.ค. 2552
ครู ป.1 · 22 ธ.ค. 2552
ระบบการศึกษา (ส่วนหนึ่ง) กลายเป็นแบบฟาสต์ฟู๊ด...คือมีการป้อนให้เป็นชิ้นๆ
นักเรียนวิ่งรอกเรียนพิเศษกัน ทำให้ธุรกิจติวหรือสอนพิเศษรายวิชา เฟื่องฟู (ดูได้ตามเมืองเล็กใหญ่ทั้งหลาย)
ไม่แปลก ที่การเรียนคือการแข่งขันอย่างหนึ่ง... ไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ ที่ด้อยโอกาสทั้งหลาย ก็ยังด้อยโอกาสต่อไป
(ตราบใดที่ระบบการศึกษายังคงให้คุณค่ากับคนเรียนเก่ง ..ทำข้อสอบที่ครูออกไว้ได้คะแนนสูง)