บทความขนาดสั้นจากสมาชิก
คอร์รัปชันหรือฉ้อราษฎร์บังหลวง
ในยุคสมัยที่เรากำลังรณรงค์กับการปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ ในวงราชการและการเมืองกันอย่างขะมักเขม้นอยู่ในขณะนี้ ผู้เขียนในฐานะผู้ที่หลงไหลและเสพย์ติดในภาษาไทยได้เกิดข้อกังขาว่าคำว่า "คอร์รัปชัน" ที่เราใช้ทับศัพท์จากภาษาต่างด้าวเสียจน
ติดปากไปแล้วนั้น ทำไมเราจึงไม่ใช้คำว่า "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ซึ่งเป็นคำที่บรรพบุรุษของเราใช้กันมาแต่โบร่ำโบราณแทน
คำว่า "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" มีที่มาจากคำว่า "ฉ้อ"ที่แปลว่า โกง เช่น ฉ้อทรัพย์ ฉะนั้นคำว่า "ฉ้อราษฎร์"ก็แปลง่ายๆว่าโกงราษฎร ส่วนคำว่า บังหลวง" ก็มาจากคำว่า "บัง"ซึ่งเข้าใจว่ากร่อนมาจาก"เบียดบัง"ซึ่งแปลว่า ยักเอาไว้เป็นประโยชน์ของตัว รวมกับคำว่า"หลวง" ที่แปลว่าที่เป็นของพระเจ้าแผ่นดิน เช่น วังหลวง ฯลฯ ฉะนั้นคำว่า "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" หากจะแปลตามคำศัพท์ก็จะแปลได้ว่า โกงราษฎรและยักเอาส่วนที่เป็นของพระเจ้าแผ่นดินไว้เป็นของตัว (ในที่นี้ย่อมหมายรวมของของรัฐหรือราชการนั่นเอง)
ส่วนความหมายอย่างเป็นทางการ คำว่า "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานทั้งฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๕ และ พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น ให้ความหมายไว้ตรงกันว่า "การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ เก็บกินจากราษฎรแล้วไม่ส่งให้หลวง หรือเบียดบังกับหลวง" นั่นเอง
ส่วนที่มาของคำว่า "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" นั้นแต่เดิมเราใช้คำว่า "ส่วยสาอากร"ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น"ภาษีอากร"ในปัจจุบัน ซึ่งลักษณะของการเก็บส่วยของอยุธยานั้น จะเน้นเก็บจากผลิตผลบางอย่างที่เจ้าและขุนนางจะนำมาใช้ประโยชน์ของตน ถ้าหากมีเหลือก็จะนำไปขายเป็นสินค้าต่อไป แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น การเก็บส่วยส่วนใหญ่มุ่งไปในลักษณะที่จะนำไปเป็นสินค้าส่งออกโดยเฉพาะการส่งไปขายเมืองจีน
การเก็บส่วยนี้จะมีหน่วยงานราชการทำหน้าที่เก็บอยู่หลายหน่วย เช่น กรมกลาโหม กรมมหาดไทย และกรมคลัง ดูเหมือนว่ากรมมหาดไทยซึ่งเป็นหน่วยราชการที่คุมดินแดนทางตอนเหนือของกรุงเทพฯขึ้นไป เป็นผู้ทำการเก็บส่วยมากที่สุด ทั้งนี้เพราะมีอำนาจในดินแดนส่วนที่จะมีของป่าเป็นผลิตผลสำคัญมาก ดังนั้นในอดีตจะมีสภาพของการเก็บส่วยที่เป็น พริกไทย ครั่ง ฝ้าย ตลอดจนโลหะ เงิน ทอง ฯลฯ ผ่านหน่วยงานของกลาโหม กรมมหาดไทย กรมคลัง ส่งต่อไปยังพระคลังสินค้า เพื่อส่งเป็นสินค้าออก
การเก็บส่วยเช่นที่ว่านี้ทำกันมากในสมัยรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ เมื่อถึงปลายรัชกาลที่ ๓ การเก็บส่วยลดลง ทางราชการหันไปเก็บเงินตราแทนการส่งผลิตผลแทน ในระบบนี้บุคคลบางคนก็อาจมีความสามารถหรือมีช่องทางในการหาส่วยได้มากกว่าอีกคนหนึ่ง แต่คนที่หาส่วยได้น้อยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็จำเป็นต้องเสียภาษีเท่ากับคนที่หาได้มาก
ในบางครั้งถ้าหากเกิดภัยธรรมชาติ เช่น ฝนแล้ง ผลิตผลบางอย่างไม่สามารถจะหามาเป็นส่วยได้ แต่รัฐยังคงเรียกเก็บในอัตราเดิมที่กำหนดไว้ ความเดือดร้อนย่อมเกิดขึ้นเป็นของธรรมดา
ในบางครั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการเก็บส่วยมีความบกพร่อง เบียดบังส่วยไปเป็นของตนแล้วก็แจ้งมายังหน่วยราชการกลางในเมืองหลวงว่า ตนไม่สามารถเก็บส่วยได้ตามกำหนด
หน่วยราชการกลางก็อาจบังคับให้ไพร่ส่วยส่งผลิตผลของตนมาอีก ดังนั้นในบางกรณีไพร่ส่วยอาจจะต้องเสียภาษีเป็นสองเท่า
เหตุการณ์ที่เรียกว่า "ฉ้อราษฎร์บังหลวง"นั้นเกิดมีขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่ผู้คนในระบบนี้ พยายามหนีออกระบบส่วยสาอากรที่ว่านี้ วิธีที่จะหนีก็มี เช่น การติดสินบนข้าราชการในท้องถิ่น ให้ข้าราชการนั้นทำชื่อตนตกจากทะเบียน เมื่อชื่อตกไปจาก "ทะเบียนหางว่าว"
ก็ไม่จำเป็นต้องส่งส่วยให้รัฐ บุคคลนั้นก็อาจแปรสภาพเป็นคนของข้าราชการในท้องถิ่นไป เรียกว่ายอมเป็นการ "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ให้กับข้าราชการในท้องถิ่นของตนไป
หรืออาจจะใช้อีกวิธีหนึ่งก็คือ ยอมขายตัวลงเป็นทาส ทั้งนี้เพราะทาสจะถูกเรียกร้องภาษีน้อยกว่าไพร่ ปกติทาสไม่ต้องเข้าเวรราชการให้รัฐบาลกลาง เพียงแต่รับใช้เจ้านายของตนก็พอ และถ้าหากต้องเสีย ภาษีให้รัฐบาลเป็นเงินตราก็เสียถูกกว่าเช่นปีละ ๑.๕๐ บาท ในขณะที่ไพร่ต้องเสียเงินตราแทนแรงงานปีละ ๖ บาท หรือในกรณีที่ทาสส่วยจะต้องส่งผลิตผลก็สามารถจะส่งผลิตผลได้น้อยกว่าไพร่ ยกตัวอย่างเช่น ไพร่ส่วยดีบุกต้องส่งปีละ ๒๖ ชั่ง แต่ถ้าเป็นทาสส่วยดีบุกก็ส่งเพียง ๑๐ ชั่ง เป็นต้น
เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ "คอร์รัปชัน" ในปัจจุบันกับการ "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ในอดีตแล้วแทบจะเรียกได้ว่าไม่ต่างกันเลย ต่างกันแค่เพียงวิธีการที่ทันสมัยขึ้น และแนบเนียนกว่าเท่านั้นเอง และผลที่ตามมาไม่ว่าการ "คอร์รัปชัน" หรือ "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ก็คงไม่พ้นประชาชนผู้เสียภาษีอากร เราๆท่านๆ จะดีกว่าเดิมหน่อยหนึ่งก็คือ ยังไม่ถึงกับต้องยอมขายตัวลงเป็นทาสเหมือนสมัยโบราณ เท่านั้นเอง
+++++
.....................ผมชอบมากครับเพราะเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้มันน่าติดตามมากครับ............................
OK ดีมาก
OK สุดยอดมากๆๆครับ
Ok...ดีมากๆๆ
ดีมาก เป็นความรู้ที่ดี OK
ขอบคุณ สำหรับ ความรู้ดีๆๆๆๆ
ใด้ความรู้เพิ่มเติม อีกเยอะเลย
ยอดเยี้ยม ดีมาก เลยครับ ผมอยากเป็นแบบนี้บ้างจังเลยครับ
ดีมากครับท่านอาจารย์ ดร.
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ ทำให้มีความรู้เพิ่มเติมครับ
สุดยอดคัรบ ดร. ขอบคุณกับความรู้ดีๆๆ
o.kสุดยอด
สุดยอดครับ
สุดยอดครับ ดร.
ขอบคุณคับ
สุดยอดเรยคับ
solution
ขอบคุณครับที่ให้ความรู้
อ่านแล้วได้ใจความมากครับ
ยอดมากครับ