
พระสุตตันตปิฏกมีหลักฐานปรากฎอยู่หลายแง่มุมที่ได้พยายามจะอธิบายว่า การอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยก้ันนั้น ควรจะมีหลักการและเครื่องมืออย่างไร
(1)ท่าทีที่พึงปฏิบัติต่อป่าไม้ ป่าไม้นั้น เป็นมรดกแห่งความร่มเย็น อีกทั้งเป็นสถานที่ที่น่าพักผ่อนหย่อนใจคลายเคลียด และใช้เป็นทีหลบไอร้อนจากแปลวแดด ดังที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้ว่า
“ต้นไม้เกิดในพื้นที่อันเสมอ มีใบอ่อนและใบแก่อันหนา มีร่มเงาหนาทึบ บุรุษผู้มีการอันความร้อนแผดเผาครอบงำ เหน็ดเหนื่อยสะทกสะท้าน หิวกระหาย มุ่งมาสู่ต้นไม้นั้น โดยเส้นทางสายเดียว เมื่อมาถึงต้นไม้ เขานั่ง นอน ในร่มเงาต้นไม้นั้น ได้รับความรู้สึกเป็นสุขอย่างมาก”[1]
ฉะนั้น เพราะการที่ต้นไม้มีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์นั่นเอง แนวคิดในพระสูตรจึงมุ่งเน้นให้มนุษย์ที่อาศัยร่มเงาของต้นไม้ควรมีความกตัญญูต่อต้นไม้ ดังเนื้อความที่ปรากฏในพระสูตรว่า
“บุคคลนั่งหรือนอนในร่วมเงาของต้นไม้ใด ไม่พึงหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น ผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนทราม”[2]
(2)ท่าทีที่พึงปฏิบัติต่อแหล่งน้ำ หากจะกล่าวถึงการทำบุญนั้น ชาวพุทธโดยมากมักจะรำลึกนึกถึงการให้สิ่งของ การรักษาศีล หรือแม้กระทั่งการบำเพ็ญเพียรสมาธิภาวนาทางจิต[3] แต่ในพระสูตรนั้น พระพุทธเจ้าก็ทรงให้ความสำคัญกับแหล่งน้ำ โดยชี้ให้เห็นว่าสร้างแหล่งน้ำก็ถือได้ว่าเป็นการก่อให้เกิดบุญเช่นกัน ดังจะพบได้จากการที่พระองค์ทรงตรัสตอบคำถามที่เทวดาทูลถามว่า บุญย่อมเจริญทั้งกลางวันกลางคืน ตลอดกาลทุกเมื่อแก่ชนเหล่าไหน พระพุทธเจ้าจึงตรัส ชนเหล่าใด… ขุดสระน้ำ บ่อน้ำ…สำหรับผู้เดินทางไกล บุญย่อมเจริญแก่ชนเหล่านั้น ทั้งกลางวันและกลางคืน ตลอดกาลทุกเมื่อ[4] จากนัยดังกล่าว ย่อมเป็นการชี้นำให้ชาวพุทธได้มองเห็นความสำคัญของแหล่งน้ำ อันจะเป็นเหตุนำมาซึ่งความการช่วยกันรักษาแหล่งน้ำเอาไว้
(3) ท่าทีที่พึงปฏิบัติต่อสัตว์ เมื่อถึงท่าทีที่พึงปฏิบัติต่อสัตว์นั้น พระพุทธเจ้าได้ชี้ให้เห็นว่า การฆ่าสัตว์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ไม่ว่าเป้าหมายของการฆ่านั้น จะเป็นไปในลักษณะใด ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงตรัสกับชีวกะว่า การฆ่าสัตว์เพื่อถวายแก่พระตถาคต หรือเหล่าอริยสาวกนั้น แทนที่จะได้รับบุญแต่กลับได้รับบาปเป็นการตอนแทน เนื่องจากการกระทำดังกล่าวนั้น เป็นการเบียดเบียนสัตว์ ซึ่งเป็นท่าทีที่พระองค์ไม่ต้องการให้กระทำ[5] และพระองค์ได้ชี้ให้เห็นต่อไปอีกว่า คนที่ฆ่าสัตว์เอง ใช้ให้คนอื่นฆ่า พอใจในการฆ่า และชอบสรรเสริญการฆ่าสัตว์นั้น เป็นเหมือนคนที่ถูกโยนลงไปในนรก[6]
จากท่าทีดังกล่าวเป็นดัชนีที่ชี้ให้เห็นว่า พุทธเจ้านั้นทรงไม่ประสงค์จะให้พุทธศาสนิกชนนั้น เบียดเบียน หรือทำร้ายสัตว์ต่าง ๆ เพราะพระองค์ทรงมองเห็นว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นล้วนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
(4) ท่าทีที่พึงปฏิบัติต่อพืช เกี่ยวกับพืชทุกชนิดนั้น พระพุทธเจ้าก็ทรงย้ำเตือนพระภิกษุอยู่เสมอ โดยไม่ให้ทำลาย ดังจะเห็นได้จากการที่พระพุทธเจ้าได้ชี้ให้พระเจ้าอชาตศัตรูได้ทรงทราบว่า ภิกษุที่จะได้ชื่อว่า เป็นผู้มีศีลนั้น นอกจากจะต้องเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ พูดคำหยาบ ฟ้อนรำ เป็นต้นแล้ว ยังจะต้องเป็นผู้ที่เว้นขาดจากพรากพืชคาม และภูตคาม อีกทั้งจะต้องเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบด้วย[7]
เราจะเห็นได้ว่า ท่าทีดังกล่าวของพระองค์นั้น ต้องการที่จะปกป้องธรรมชาติทุกชนิด แม้กระทั่งพืช และภูตคาม รวมไปถึงอาหารดิบ เพราะพระองค์ทรงมองเห็นว่า พืชเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จึงเป็นการสมควรที่เราจะต้องรักษาและดูแลเอาใจใส่.
[1] บาลี ม.มู. 12/154/116.
[2] บาลี ขุ. ชาตก. 28/153/22.
[3] พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ 6 (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2532), น. 109-110.
[4] บาลี สํ.ส. 15/47/37.
[5] บาลี ม.ม. 13/55/36.
[6] บาลี องฺ. จตุกฺก. 21/264/282.
[7] บาลี ที. สี. 9/194/64
ถ้าพิจารณาตามพระสูตรพุทธพจน์นี้แล้ว
มวลมนุษย์เราที่ผ่านมาประทุษร้ายมิตรตลอดมา
ใช้ประโยชน์จากมิตรแล้วก็ทำลายได้อย่างเลือดเย็น
กราบนมัสการ...พระคุณเจ้า ครับ
เข้ามารับสิ่ง ดี ดี ที่พระคุณเจ้า ตั้งใจมอบให้
กราบขอบพระคุณ ครับ
กราบพระอาจารย์เจ้าค่ะ
กราบๆๆๆๆๆ งามๆๆๆๆ
ดีใจมากมาย ที่เห็นรูปนี้ และบทความนี้ของพระอาจารย์
หนูจะสนุกมากๆ หาได้เขียนบทความต้นไม้แห่งพุทธธรรม ตามทีฝันไว้
ซึ่งชื่อนี้ หนูประทับใจมาตั้งแต่ได้อ่านของท่านพระมหาบุญเรือง ปัญญวชิโร แล้วค่ะ
ก็ได้แต่อยากจะเขียน..งานนี้ถ้าได้พระอาจารย์เป็นแรงใจ
และได้ความเห็นชอบจากท่านเจ้าของบทความดั้งเดิม...หนูจะมีความสุขมากๆ ที่ได้เขียนงานนี้ค่ะ