การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูกับประสิทธิผลของโรงเรียน

เรื่อง  ความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูกับประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี

ผู้จัดทำ   ศิรดา  พรมเทพ

จัดทำเมื่อ  พฤษภาคม  2550

ความมุ่งหมายของการวิจัย

  1.  เพื่อศึกษาระดับการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา   สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามระดับการศึกษา  ขนาดของโรงเรียน  และประเภทของโรงเรียน
  2. เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามระดับการศึกษา  ขนาดของโรงเรียน  และประเภทของโรงเรียน
  3. เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามระดับการศึกษา  ขนาดของโรงเรียน  และประเภทของโรงเรียน
  4. เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามระดับการศึกษา  ขนาดของโรงเรียน  และประเภทของโรงเรียน
  5. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูกับประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามระดับการศึกษา  ขนาดของโรงเรียน  และประเภทของโรงเรียน

ความสำคัญในการวิจัย

        การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้  มีความสำคัญและเป็นประโยชน์  เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้บริหารโรงเรียน  ครู อาจารย์  ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา  และหน่วยงานทางการศึกษาโดยเฉพาะองค์กรวิชาชีพครู  ได้แสวงหาแนวทางในการพัฒนาวิชาชีพครู  การวางแผนพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนให้มีศักยภาพสูงขึ้นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  การปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองของคณะครูให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ซึ่งอาจก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโรงเรียนยิ่งขึ้นต่อไป

คำถามในการวิจัย

  1.  การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามระดับการศึกษา  ขนาดของโรงเรียน  และประเภทของโรงเรียน  อยู่ในระดับใด
  2. การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามระดับการศึกษา  ขนาดของโรงเรียน  และประเภทของโรงเรียน  แตกต่างกันหรือไม่
  3. ประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามระดับการศึกษา  ขนาดของโรงเรียน  และประเภทของโรงเรียน  อยู่ในระดับใด
  4. ประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามระดับการศึกษา  ขนาดของโรงเรียน  และประเภทของโรงเรียน
  5. การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของโรงเรียนหรือไม่

สมมติฐานในการวิจัย

ผู้วิจัยได้ตั้งสมมติฐานในการศึกษาค้นคว้า  ดังนี้

  1.  การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1 จำแนกตามระดับการศึกษาของครูที่แตกต่างกัน
  2. การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  จำแนกตามขนาดของโรงเรียน  แตกต่างกัน
  3.  การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  จำแนกตามขนาดของโรงเรียน  จำแนกตามระดับช่วงชั้นต่างกัน  แตกต่างกัน
  4. ประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1 ตามความคิดเห็นของครูที่มีระดับการศึกษาต่างกัน  แตกต่างกัน
  5. ประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1 ที่มีขนาดโรงเรียนต่างกันมีประสิทธิผลแตกต่างกัน
  6. ประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1 ตามความคิดเห็นของครูที่สอนในโรงเรียนประเภทต่างกัน  แตกต่างกัน
  7. การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1 มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของโรงเรียน

กรอบแนวคิดในการวิจัย

         การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูกับประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1  นี้  ตั้งอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานวิชาชีพครูของคุรุสภา  พ.ศ. 2527 (2544)  ซึ่งกล่าวถึงมาตรฐาน  12  มาตรฐาน  ได้แก่  (1) ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพอยู่เสมอ  (2)  ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆโดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดกับผู้เรียน (3)  มุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ (4)  พัฒนาแผนการสอนให้สามารถปฏิบัติได้เกิดผลจริง  (5)  พัฒนาสื่อการเรียนการสอน  ให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ (6)  จัดกิจกรรมการเรียนการสอน  โดยเน้นผลถาวรที่เกิดแกผู้เรียน  (7)  รายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมีระบบ  (8)  ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแกผู้เรียน  (9)  ร่วมมือกับผู้อื่นในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์ (10)  ร่วมมือกับผู้อื่นในชุมชนอย่างสร้างสรรค์  (11)  แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา  (12)  สร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในทุกสถานการณ์ส่วนประสิทธิผลของโรงเรียน อาศัยแนวคิดของ มอทท์ (mott’ 1997 citting  Hoy & Miskel’1991) หมายถึง (1)  การที่โรงเรียนสามารถผลิตนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง  (2)  สามารถพัฒนานักเรียนให้มีเจตคติทางบวก  (3)  สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และ (4)  สามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียนการบริหารจัดการโรงเรียนให้เกิดประสิทธิผลนั้นครูย่อมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง  ครูมีส่วนที่จะทำให้การจัดการศึกษาของโรงเรียนประสบผลสำเร็จ  หรือล้มเหลวได้  ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถ ความเอาใจใส่ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ความกระตือรือร้น  หรือความเฉื่อยชาไม่สนใจปฏิบัติหน้าที่ทางวิชาชีพของตนให้สมบูรณ์  จึงสามารถกล่าวได้ว่า  ประสิทธิผลของโรงเรียนย่อมขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของผู้ปฏิบัติงานในโรงเรียนนั้นเป็นสำคัญ  (สมคิด  ขุนทองนุ่น , 2536 หน้า 6)  จากแนวคิดและหลักการข้างต้น  ผู้วิจัยจึงสรุปมาใช้เป็นกรอบแนวคิดในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้

ขอบเขตของการวิจัย

   การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีขอบเขต  ดังนี้

1  ขอบเขตของเนื้อหา  ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูกับประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1  โดยมีกรอบความคิดและหลักการดังต่อไปนี้

1.1   การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครู  ได้แนวความคิดของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา  แบ่งออกเป็น  12  มาตรฐาน  ได้แก่  (1) ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพอยู่เสมอ  (2)  ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆโดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดกับผู้เรียน (3)  มุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ (4)  พัฒนาแผนการสอนให้สามารถปฏิบัติได้เกิดผลจริง  (5)  พัฒนาสื่อการเรียนการสอน  ให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ (6)  จัดกิจกรรมการเรียนการสอน  โดยเน้นผลถาวรที่เกิดแกผู้เรียน  (7)  รายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมีระบบ  (8)  ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแกผู้เรียน  (9)  ร่วมมือกับผู้อื่นในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์ (10)  ร่วมมือกับผู้อื่นในชุมชนอย่างสร้างสรรค์  (11)  แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา  (12)  สร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในทุกสถานการณ์ 

1.2  ประสิทธิผลของโรงเรียน อาศัยแนวคิดของ มอทท์ (mott’ 1997 citting  Hoy & Miskel’1991) ประกอบด้วย  4  ด้าน  ได้แก่สามารถผลิตนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง  สามารถพัฒนานักเรียนให้มีเจคติทางบวก  สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมและสามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียน

2   ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง  ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้

2.1   ประชากร  ได้แก่ข้าราชการครูสายผู้สอนโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1    33  โรงเรียน  จำนวน 1,028  คน

2.2   กลุ่มตัวอย่าง  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  ได้มาจากกลุ่มประชากร  โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multistage  Sampling)  ตามขนาดของโรงเรียน  และใช้ตารางกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างของเครจซี่  และมอร์แกน  (Krejcie & Morgan , 1970)  ได้กลุ่มตัวอย่าง  278  คน

3.  ตัวแปรที่ศึกษา  ตัวแปรที่ศึกษาในครั้งนี้  ประกอบด้วย

3.1  ตัวแปรต้น  ประกอบด้วย

3.1.1  ระดับการศึกษา

3.1.1.1        ปริญญาตรี

3.1.1.2        สูงกว่าปริญญาตรี

3.1.2 ขนาดของโรงเรียน

3.1.2.1        ขนาดเล็ก

3.1.2.2        ขนาดกลาง

3.1.2.3        ขนาดใหญ่

3.2   ตัวแปรตาม  ประกอบด้วย

3.2.1  การพัฒนาวิชาชีพครู  แบ่งออกเป็น  12  มาตรฐาน  ได้แก่

3.2.1.1    ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพอยู่เสมอ

3.2.1.2    ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ  โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดกับผู้เรียน

3.2.1.3    มุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียนให้เต็มตามศักยภาพ

3.2.1.4    พัฒนาแผนการสอนให้สามารถปฏิบัติได้เกิดผลจริง

3.2.1.5    พัฒนาสื่อการเรียนการสอน  ให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ

3.2.1.6    จัดกิจกรรมการเรียนการสอน  โดยเน้นผลถาวรที่เกิดแกผู้เรียน 

3.2.1.7    รายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมีระบบ 

3.2.1.8    ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน

3.2.1.9    ร่วมมือกับผู้อื่นในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์

3.2.1.10   ร่วมมือกับผู้อื่นในชุมชนอย่างสร้างสรรค์ 

3.2.1.11   แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา

3.2.1.12   สร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในทุกสถานการณ์ 

3.2.2  ประสิทธิผลของโรงเรียน  แบ่งออกเป็น  4  ด้าน  ได้แก่

3.2.2.1    การที่โรงเรียนสามารถผลิตนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง

3.2.2.2    สามารถพัฒนานักเรียนให้มีเจตคติทางบวก

3.2.2.3    สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม

3.2.2.4    สามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียนการบริหารจัดการโรงเรียน

วิธีดำเนินการวิจัย

       การวิจัยครั้งนี้  มุ่งศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูกับประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเตพื้นที่การศึกษา เขต 1  ซึ่งมีขั้นตอนในการดำเนินการวิจัย  ดังนี้

  1.  ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
  2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
  3. การสร้างเครื่องมือ
  4. การเก็บรวบรวมข้อมูลและการจัดกระทำข้อมูล
  5. สถิติที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูล

สถิติที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูล

ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS  for  Windows  (Statistical  Package  for the Social  Science  for  Windows)  โดยเลือกเฉพาะวิธีวิเคราะห์ข้อมูลที่สอดคล้องกับความมุ่งหมายและสมมติฐานการวิจัย  ดังนี้

  1.  ระดับการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามระดับการศึกษา  ขนาดของโรงเรียน  และประเภทของโรงเรียน  สถิติที่ใช้คือ  การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและความเบี่ยงแบนมาตรฐาน
  2. ประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามระดับการศึกษา  ขนาดของโรงเรียน  และประเภทของโรงเรียน  สถิติที่ใช้คือ  การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและความเบี่ยงแบนมาตรฐาน 
  3. การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามระดับการศึกษาของครูที่แตกต่างกัน  สถิติที่ใช้คือ  การวิเคราะห์ค่าวิกฤติที (t - test)
  4. การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามขนาดของโรงเรียนต่างกัน   สถิติที่ใช้คือ  การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way  ANOVA)  และทำการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Least  Significant  Difference
  5. การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามประเภทของโรงเรียนต่างกัน  สถิติที่ใช้คือ  การวิเคราะห์ค่าวิกฤติที (t - test)
  6. ประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามระดับการศึกษาต่างกัน แตกต่างกันสถิติที่ใช้คือ  การวิเคราะห์ค่าวิกฤติที (t - test)
  7. ประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอน  โดยจำแนกตามขนาดของโรงเรียนต่างกันมีประสิทธิผลแตกต่างกัน   สถิติที่ใช้คือ  การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way  ANOVA)  และทำการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Least  Significant  Difference
  8. ประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ตามความคิดเห็นของข้าราชการครูสายผู้สอนในโรงเรียนประเภทต่างกัน  สถิติที่ใช้คือ  การวิเคราะห์ค่าวิกฤติที (t - test)
    1. การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของโรงเรียน  สถิติที่ใช้คือ  การหาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน  (Pearson   Product   Moment Simple  Correlation)

สรุปผลการวิจัย

ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า

  1. การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ทั้งโดยรวมและเกือบทุกรายมาตรฐานอยู่ในระดับมาก  เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา  ขนาดของโรงเรียน  และประเภทของโรงเรียน 
  2. ประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  ทั้งโดยรวมและทุกรายด้านอยู่ในระดับมาก  เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา  ขนาดของโรงเรียน  และประเภทของโรงเรียน
  3.  การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูระหว่างครูที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่  ขนาดกลาง  และขนาดเล็ก  รวมทั้งโรงเรียนมัธยมศึกษา และโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาวสถิติ (P<.05 )
  4. ประสิทธิผลของโรงเรียนระหว่างครูที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีไม่แตกต่างกัน  ระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่  ขนาดกลาง  และขนาดเล็ก  รวมทั้งโรงเรียนมัธยมศึกษา และโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาวสถิติ (P<.05 )
  5. การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูกับประสิทธิผลของโรงเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี  เขต 1  มีความสัมพันธ์กัน