เวลามีเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่พอใจเกิดขึ้นกับตนเอง   คิดให้ถ้วนถี่กันหรือยัง  จึงสรุปว่า...ถูกแกล้ง  

การที่เราถูกแกล้ง  หรือไม่แกล้งนั้น...ค้นพบหรือยังว่า....หากเราดีแล้ว  มีความดีอยู่มากแล้ว...เขาจะมาแกล้งกันทำไม  

ยกตัวอย่าง.....

ครูอ้อย  เคยถูกปล่อยยางรถยนต์แบนแต๋  ขับไปตั้งนาน  จึงรู้ว่ายางแบน  ไม่ใช่ยางแตก หรือ ยางรั่วนะคะ  เพราะยางแบน แบนแบบมีคนปล่อยลมออก..... 

ครูอ้อย  ไม่ได้  เพ่งโทษใคร  แต่ได้แต่มองไปรอบๆตัว..นั่นคือ  ไปจอดรถในที่ที่  คนเขาเคยจอด  มั้ง.....  เพ่งโทษ ไปที่ตัวเองว่า...ได้ทำอะไรไม่ดี  จึงมีคนมาปล่อยยางรถให้แบน...เป็นที่สนุกสนาน

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง...รถของครูอ้อย  ถูก  คนเอาของแหลมมากระแทก  ทำให้เป็นรอย.....

ครูอ้อยเพ่งโทษที่ตนเองก่อนเลยว่า....จอดอย่างไร  ทำไมไม่มายืนดูรถของตัวเองไว้  จะได้ไม่มีใครมาทำได้  

แต่หากครูอ้อยมายืนเฝ้ารถตนเองไม่ได้...แล้วมีคนมาทำให้เป็นรอย...ก็ต้อง เพ่งโทษตนเองก่อน...ไม่ได้คิดเลยว่า.....ใครนะมาแกล้ง

ดีหรือยัง  ทำไม  มีคนมาทำให้  เสียหาย  หรือ  ที่เราเราเรียกว่า...แกล้ง  

ครูอ้อย  กางต้นคริสต์มาส ทุกปี มีสิ่งของอุปกรณ์สวยงาม  มาแขวน ตกแต่ง 

ทุกๆๆปี  สูญเสีย  สูญหายไป  จนเหลือจำนวนน้อยนิด  ต้องซื้อเพิ่มทุกปี.....ครูอ้อย  ไม่เคยคิดว่า..ใครนะ ชอบมาแกล้ง 

แต่ครูอ้อยคิดเสียว่า......เป็นหน้าที่ของเรา  ที่จะต้องจัดหา  จัดทำ  ตกแต่งให้สวยงาม  เมื่อมันไม่มี ก็ต้องให้มี  ส่วน มันหายไป...ไม่ได้คิด.....

ที่ครูอ้อย เขียนมาทั้งหมดนี้  กำลัง  จะบอกให้คิด

ตามที่มีประสบการณ์  เมื่อไม่คิด  ก็ไม่มีจิตอาฆาต  จิตริษยากันและกัน   

คิดไปในทางที่ดี  ที่บวก และไม่ไปทำร้ายใคร 

อะไรที่ปล่อยวางกันได้...ก็ปล่อยๆๆไป  อย่าไปถือ  เพราะ การถือนั้น...มันหนัก

เพียง รู้เขา รู้เรา และ ป้องกันตนเอง ด้วยความดี มีน้ำใจ  ให้อภัย 

และกระทำใดใดด้วยความไม่ประมาท เท่านั้น...ก็น่าจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสุข